กราบเรียน ท่าน อาจารย์ศ. ดร. จีระ,อาจารย์ยม, เพื่อนๆนักศึกษา MBA อาหารและท่านผู้อ่านทุกๆท่านค่ะ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดิฉัน น.ส. สุภาภรณ์ นำรุ่งโรจน์ นศ.MBAอาหาร ภาควิชาบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รู้สึกเป็นเกรียติเป็นอย่างยิ่งที่เป็นความโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ ท่านอ.จีระแล้ว ยังได้มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ อ.ยม ด้วยรู้สึกภูมิใจและภูมิใจที่วิชา HR นี้ให้ความสำคัญกับ Human เป็นอย่างมาก ที่มีผู้มีประสบการณ์ตรงหลากหลายมาให้ความรู้แก่พวกเราทุกคนค่ะ </p> จากเมื่อวันที่ได้เรียนกับอาจารย์ยม เป็นวันแรกอาจารย์ได้เล่าประวัติ,ประสบการณ์ต่าง ๆ ของท่าน ให้ทราบและมาดูที่ web เพิ่มเติมรู้สึกทึ่งในความสามารถของอาจารย์ยม ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมอาหารที่ใกล้ตัวพวกเราและมองภาพพวกเราออกว่ามีพื้นฐานเป็นอย่างไร ทำให้ทราบว่าอาจารย์ยม ท่านได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ท่าน อ.จีระย้ำอยู่เสมอว่าคนเราต้อง “ใฝ่รู้” และ “หาความรู้อย่างต่อเนื่อง” ไม่มีจุดสิ้นสุด ที่จะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าได้ จากการเรียนวิชา HR เมื่อวันที่ 8/7/50 ซึ่งอาจารย์ยม ได้สอนและถ่ายทอดความรู้ในเรื่อง” ภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย์” มีดังนี้· <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความสำคัญของ HRM หลังจากได้เรียนรู้และได้ตระหนักว่า HRM นั้นมีความสำคัญ มีประเด็น ดังนี้</p> <ol>
HRM เป็นระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ดีในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นระบบที่มีการดูแลคนเหมือนคนในครอบครัว ที่ต้องให้ความรัก,ความเอาใจใส่และห่วงใยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากระบบ Personnel Management ที่เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มองคนเป็นแค่สินค้า หรือเครื่องจักร ที่ยิ่งนานวันจะเสื่อมลง เท่านั้น ให้แต่ค่าจ้าง เมื่อรับเข้ามาและก็ให้ออกไป ซึ่งไม่ให้ความสำคัญกับคน แต่เน้นความต้องการผลิตสินค้าให้ปริมาณมาก กล่าวคือ คิดวิธีหรือทำยังไงก็ได้ให้ได้ product ที่มากที่สุด ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้เจอมากับตนเอง รู้สึกถึงไม่มีความรู้สีกที่ดีกับองค์กรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารและผู้จัดการที่ใช้ระบบแบบนี้ ปัญญาที่พบคือ ภาวะสมองไหล พนักงานตั้งแต่ระดับพนักงานถึงระดับผจก.ฝ่าย เกิดการเข้า-ออก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของ ระบบคุณภาพต่างๆของบริษัท ไม่แข็งแรงพบจุดบอดต่างๆมากมาย ไม่มีบุคลากรที่มีคุณสมบัติหรือความสามารถมากพอที่จะทำให้องค์กรเติบโตไปได้ และฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลไม่มีความใส่ใจหรือดูแลพนักงานในองค์กรเลย เขียนเป็นแผนแต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติกับพนักงานในองค์กร ซึ่งการใช้ระบบ HRM นั้นจะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้และความใส่ใจ เข้าใจกับระบบนี้และให้ความสำคัญกับระบบ HRM เป็นอย่างดี สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องมีการลงทุนกับคนสูงกว่า Personnel Management เพราะ ระบบ HRM เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าในองค์กรขาดคนที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีนั้น ก็จะไม่สามารถทำให้องค์กรนั้นประสบความสำเร็จหรือเติบโตต่อไปได้ และเป็นระบบที่ต้องใช้ปัจจัยต่างๆมากมายที่จะ support ได้ที่เป็นสิ่งสำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่คร่องตัว ทำให้องค์กรต่างๆ เกิดการ save cost เกิดขึ้น ทำให้ทุกองค์กรไม่สามารถใช้ระบบ HRM นี้ได้
กับประเด็นที่ว่าการทำงานกับองค์กรนั้น ระยะเวลาในการทำงานกับองค์กรไม่ใช่สิ่งสำคัญ ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่งและโป๊ะเฉ๊ะ เป็นอย่างมาก เพราะ ต้องพิจารณาอย่างอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น บุคคลนั้นได้มีการทำงานอะไรให้กับองค์กรบ้าง และ บุคคลนั้นอาจต้องการทำงานที่ท้าทายและใช้เวลากับองค์กรนั้นไม่มากนักหรือไม่ยึดติดกับองค์กรนั้นไปตลอดชีวิต เพื่อที่จะนำประสบการณ์ไปต่อยอดกับการดำเนินชีวิตของตนเองและครอบครัวต่อไปได้
</ol> คนที่ทำงานดีหรือมี talent ไม่จำเป็นต้องอยู่นาน เพราะบางคนอยู่ในองค์นานเป็น 10 ปี แต่อาจมีผลงาน สู้คนที่อยู่ 1-3 ปี ไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Master ที่ใช้ฝีมือตนเอง ไม่ได้ copy มากจากของคนอื่น และผู้บริหารต้องมาพิจารณาด้วยว่า บุคคลนั้นได้ทำอะไรให้องค์กรบ้าง ควรให้ผลตอบกับเขาที่ทำงานให้กับบริษัทอย่างเต็มที่และจะทำให้เกิดความรู้สึกและผูกผันเหมือนบริษัทเป็นครอบครัวแห่งที่ 2 · ปัญญาที่พบด้าน “คน “ จากประสบการณ์ของดิฉัน มีประเด็น ดังนี้ <ol>
การบ้าอำนาจ หัวหน้างานใช้แต่อำนาจอย่างเดียว ไม่มีความรักและความจริงใจให้กับลูกน้อง หวังผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ทำให้ลูกน้องไม่เกิดความศรัทธา เคารพ นับถือและให้เกรียติ กล่าวคือ ไม่มีบารมี
ใช้คนคุ้มมาก กล่าวคือ ทำงานเกินกำลังที่จะทำไหว ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและทำให้ทำงานได้ไม่ดีและผิดพลาดขึ้นบ่อย
ลด O.T. กับพนักงาน แต่งานต้องเสร็จเรียบร้อย ซึ่งทำได้ยากและทำให้พนักงานเกิดความเครียด และไม่มีความสุขกับการทำงาน
กดกันกับลูกน้องตลอดเวลา ไม่ใจกว้างกับลูกน้อง ต้องมีผลประโยชน์มาแลกเปลี่ยนเสมอ อิจฉาลูกน้อง ไม่ส่งเสริมหรือพัฒนาลูกน้อง กล่าวคือ ส่งเสริมตนเองและพัฒนา traing ตนเอง
ตามความคิดของดิฉัน คิดว่า ผู้บริหารที่ดีควรที่จะ ให้ กับลูกน้องมากๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับงาน แก้ปัญหาให้กับลูกน้องได้ และควรเห็น ลูกน้องเป็นคนในครอบครัว เช่น พี่น้อง ซึ่งจะทำให้เกิดการทำงานที่มีความสุขทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่นด้วย เมื่อลูกน้องทำผิดสามารถตำหนิได้แต่ไม่ควรโยนความผิดให้เขา หัวหน้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วย ต้องให้เกรียติกับลูกน้องเป็นอย่างมากห้ามดูถูกคนเป็นเด็ดขาดถึงการศึกษาจะต่ำกว่าเราก็ตาม เพราะเราทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
</ol> นี่แหละค่ะที่ดิฉันคิดว่า ถึงจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ ซึ่ง ดิฉันก็นำมาปฏิบัติแต่ก็ยอมรับค่ะ ว่าไม่ได้ 100 % ซึ่งก็มีปัญหาอย่างอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สรุปจากหัวข้อต่างๆที่กล่าวมา ก็เกิดจากวิธีสร้างอำนาจของผู้บริหารที่ดี หรือ อำนาจทั้ง 5 ในอย่างต่ำ 8 ชั่วโมง / วัน มีดังนี้</p><ol>
อำนาจสร้างด้วยการให้
อำนาจสร้างด้วยการติ
อำนาจสร้างด้วยการเป็นผู้รู้มากกว่า
อำนาจสร้างด้วยการอ้างอิง
อำนาจทางนิติกรรม
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอบคุณค่ะ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">น.ส. สุภาภรณ์ นำรุ่งโรจน์ </p> รหัสนักศึกษา 50066215