**แก้ไข**
สรุปการเรียนรู้ในรูปแบบ PBL ครั้งที่1 : กรณีศึกษาที่3 คุณ ก. ของกลุ่มที่ 5
• ผู้รับบริการชายชื่อ คุณ ก. อายุ 35 ปี ได้รับการวินิจฉัย Medication-Induced Psychotic Disorder ตามเกณฑ์ DSM V จากแพทย์ มีโรคประจำตัวเป็นไมเกรนและเบาหวานชนิด 2• แพทย์สั่งยา Haloperidol และ Olanzapine ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่ม ง่วงนอน ความดันต่ำ• พยาบาลตรวจ TMSE ได้ 23 จาก 29 คะแนน พบ Non-Auditory Hallucination และ Avolition ช่วงเช้าของทุกวัน• นักจิตวิทยาคลินิกประเมินด้วย MDAS-T ได้ 14 จาก 30 คะแนน และมี Grandiose Delusion
- เข้าใจคำศัพท์
-
Medication-Induced Psychotic disorder คือโรคที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา/สาร เช่น Alcohol, Amphetamines, Cannabias, Cocaine, Opioids, Sedativesมากเกินไปจนสารเคมีในสมองหลั่งออกมาสมดุลทำให้เกิดอาการทางจิต เช่น Hallucination, Delusion
-
ไมเกรน คือโรคที่เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหลอดเลือดแดงในสมองมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ยาที่ใช้รักษาได้แก่ Ergot Alkaloids, Triptans, NSAIDS, Paracetamol, Opioids, Antidepressant ยาในกลุ่มดังกล่าว เป็นยากลุ่มอันตรายและมีผลข้างเคียงทุกชนิด จำเป็นต้องให้แพทย์ เป็นผู้สั่งให้และรับประทานตามกำหนดในช่วงเวลาจำกัด การซื้อใช้เองอาจเกิดผลร้ายได้
-
เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ 90 เกิดจากภาวดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ส่งผลให้อินซูลินซึ่งทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ไม่ดีระดับน้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มสูงขึ้น ยาที่ใช้รักษา ได้แก่ Megtformin, Biguanide, Thiazolidinediones, lnsulin ซึ่งอาการข้างเคียงส่วนใหญ่ที่พบได้ในยาดังกล่าวคือ อาการปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย อ่อนเพลีย
-
Haloperidol เป็นยาที่นำมาใช้รักษาโรคทางจิตหรืออารมณ์โดยยาจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวลน้อยลง สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมไปถึงอาจช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายสำหรับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะทำร้ายตัวเอง ช่วยลดความก้าวร้าว ความอยากทำร้ายผู้อื่น ความคิดในแง่ลบ และอาการหลอน
-
Olanzapine เป็นยารักษาอาการทางจิตเวช ออกฤทธิ์ช่วยฟื้นฟูความสมดุลของสารเคมีในสมอง นำมาใช้รักษาอาการที่เกิดจากโรคจิตเภท โรคไบโพลาร์ หรืออาจใช้รักษาโรคอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์
-
TMSE คือ แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อมฉบับภาษาไทย (Thai Mental State Examination)
-
MDAS-T คือ แบบประเมินภาวะสับสน (Memorial Delirium Assessment Scale)
-
Hallucination หรืออาการประสาทหลอน เป็นความผิดปกติของการรับรู้ (perception) ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอก สาเหตุเกิดได้ทั้งจากโรคทางกาย (organic diseases), ทางจิต (psychiatric disorders), ยาและสารเคมีหลายชนิดทำให้เกิดประสาทหลอนได้
-
Avolition คือการที่บุคคลขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยช้าลง ไม่รู้สึกสนใจ นั่งอยู่เฉยๆทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลย
-
Grandiose delusion คือการหลงผิดว่าตนมีความสามารถเกินความจริง ผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าตนเองมีความสามารถพิเศษ มีความรู้ พลัง อำนาจ และมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญหรือพระเจ้า
- ระบุปัญหา
1) Avolition (เบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ)
2) Visual-Hallucination (ประสาทหลอน เห็นภาพหลอน)
3) Grandiose delusion (การหลงผิด)
- วิเคราะห์ปัญหา
1) ผู้รับบริการไม่รู้สึกอยากทำอะไร เฉื่อยชา ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต (Avolition) เพราะไม่มีเป้าหมายซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้รับบริการคิดว่าตนเองทำได้หมด ตนเองเก่ง ทุกอย่างง่ายไปหมด จึงไม่ได้ให้คุณค่า (Values) กับกิจกรรมนั้นๆที่ต้องทำ
2) ผู้รับบริการไม่มีอาการประสาทหลอนทางเสียง (Non-auditory hallucination) แต่ต้องทำการประเมินด้าน visual และ tactile เพิ่มเติม จากการประเมินโดยการสัมภาษณ์พบว่า ผู้รับบริการมีอาการเห็นภาพหลอน (visual hallucination)
3) ผู้รับบริการมีการหลงผิดคิดว่าตนเองเก่งทำได้หมดทุกอย่าง พูดเกินจริง (Grandiose delusion) จากการประเมินด้วยแบบประเมิน MDAS-T ได้ 14 จาก 30 คะแนน
- ตั้งสมมติฐาน- จากการศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงคาดการณ์ได้ว่า ผลข้างเคียงของยาเบาหวานทำให้ผู้รับบริการรู้สึกปวดศีรษะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวยิ่งส่งกระทบต่อโรคไมเกรนของผู้รับบริการ ทำให้ผู้รับบริการมีแนวโน้มที่จะใช้ยาแก้ปวดเพื่อระงับอาการปวดศีรษะเกินขนาดจนทำให้สารเคมีในสมองทำงานไม่สมดุลและเกิดโรคทางจิตขึ้น ที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการอาจเป็นผลมาจากการรับประทานยาไมเกรนเกินขนาดส่งผลให้สารเคมีในสมองทำงานไม่สมดุล ผลจากอาการดังกล่าวกระทบต่อการทำกิจวัตรและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
- ผลจากโรคทางจิตที่เกิดขึ้นทำให้ผู้รับบริการมีอาการ Avolition, Visual-Hallucination และ Grandiose delusion จนทำให้ไม่สามารถดูแลตนเองได้ ผู้รับบริการมีแนวโน้มที่จะรับประทานยาผิดเวลา ไม่ตรงกับโรค หรือรับประทานยาชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จะเห็นได้จากการที่แพทย์สั่งยา Haloperidol และ Olanzapine ซึ่งมีผลค้างเขียงตรงกันข้ามกันเพื่อให้เกิดความสมดุล แต่กลับพบว่าผู้รับบริการได้รับผลข้างเคียง คือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น ความดันตำ่ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยา Olanzapine เท่านั้น และผลกระทบจากผลข้างเคียงดังกล่าวนี้อาจส่งผลต่อโรคเบาหวานซึ่งเป็นโรคประจำตัวของผู้รับบริการอีกด้วย
- กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้
-
ผู้รับบริการมีอาการ Avolition ไม่ตื่นตัว ขาดแรงจูงใจ ไม่รู้สึกสนใจกิจกรรมใดๆ ถามคำตอบคำ ใช้เทคนิคการสร้างปฏิสัมพันธ์ (RAPPORT) โดยการพูดคุยซักถามด้วยคำถามสั้นๆ เพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกไว้วางใจจากนั้นจึงค่อยสร้างความคุ้นเคยมากขึ้นโดยเริ่มจากการทำ State Examination เพื่อทดสอบความตึงบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของผู้รับบริการ จากนั้นจึงใช้การเคาะอารมณ์ (Emotional Freedom Tapping : EFT) เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และไว้วางใจมากขึ้น - Cognitive Rehabilitation FoR
-
ผู้รับบริการมีอาการหลงผิด คิดว่าตนเองเก่ง ทำได้หมด ทุกอย่างง่าย (Grandiose Delusion) จนทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตได้เช่นเดิม ใช้ Cognitive Behavioral Therapy : CBT - Cognitive Behavioral FoR พูดกระตุ้นชี้นำให้ผู้รับบริการรับรู้ถึงความคิดที่ผิดเพี้ยนไปของตนเอง (Thinking error)
-
ประเมินเพิ่มเติมด้าน IADL : Health management ด้วยแบบประเมิน RTI-E ในหัวข้อ Self-care เพื่อดูว่าผู้รับบริการสามารถกินยาถูกต้องหรือไม่ตามข้อสันนิษฐานข้างต้น เมื่อพบว่า ไม่สามารถกินยาได้ถูกต้องจริง ใช้ PEO FoR ปรับที่ตัวบุคคลให้รับรู้ชนิดของยาให้ตรงกับโรค เวลาและปริมาณในการรับประมาน ปรับสิ่งแวดล้อมให้ยาอยู่ในที่ที่มองเห็นได้ง่าย สะดวกในการหยิบ ระบุชนิด ปริมาณ และเวลาในการรับประมานไว้อย่างชัดเจน เขียนตารางบันทึกเพื่อป้องกันการลืมหรือคิดไปเองว่ากินแล้ว
-
ใช้ Motivational interview : MI ในการสัมภาษณ์ผู้รับบริการโดยใช้คำถามที่กระตุ้นให้ผู้รับบริการเห็นเป้าหมาย มีแรงจูงใจที่จะกลับไปประกอบอาชีพได้เช่นเดิมอีกครั้ง