จากเมื่อวันพุธทีผ่านมาทราบว่าอาจารย์อยากอ่านบทความแรกจึง search จาก internet ให้อาจารย์ได้แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้อ่านหรือยัง ถ้ายังนี่คือบทความตอนที่ 1 ที่นสพ.ผู้จัดการตีลงค่ะ ...เพียงออ...

การปฏิรูประบบวิจัยของประเทศไทย(1)

โดย สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการวิจัย (สกว.) 21 กันยายน 2548 09:24 น.
       โครงสร้างระบบวิจัยของประเทศปัจจุบันมีจุดอ่อนหลายประการ เช่น ขาดความชัดเจนเชิงนโยบายหรือทิศทางเพื่อการวิจัยของประเทศ องค์กรภายใต้ระบบขาดเอกภาพและความร่วมมือที่ดีต่อกัน ระบบบริหารจัดการทุนวิจัยไม่เข้มแข็งเพียงพอ ทำให้ผลงานวิจัยขาดคุณภาพ และไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศได้เท่าที่ควร รวมทั้งเกิดความซ้อนเหลื่อมของการดำเนินงาน ก่อให้เกิดความอ่อนแอทางปัญญาของประเทศโดยรวม ทำให้การก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมฐานความรู้หรือเศรษฐกิจฐานความรู้ เป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก ดังนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบวิจัยของประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญ
       

       รูปแบบของการปรับเปลี่ยนสามารถทำได้หลายทางเลือก เช่น ทางแรก คือ การจัดตั้งกรรมการยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติขึ้นมา โดยมีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดทิศทางการวิจัยของชาติ กำหนดงบประมาณ และติดตามประเมินผลการสนับสนุนงานวิจัยให้เป็นไปตามแผน ซึ่งอิงอยู่บนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยให้มีสำนักเลขาธิการทำหน้าที่ด้านการประสานงาน และให้มีหน่วยจัดการทุนวิจัย ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานเดิมที่มีอยู่เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และอาจมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นตามความจำเป็น เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทุนวิจัยให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
       
       ทั้งนี้กรรมการยุทธศาสตร์การวิจัย สามารถกำกับและติดตามการดำเนินงานได้โดยใช้ระบบงบประมาณและระบบติดตามและประเมินผล เป็นกลไกควบคุมการดำเนินงาน หน่วยจัดการทุนวิจัยดังกล่าวมีหน้าที่จัดการทุนและควบคุมคุณภาพของผลงานวิจัยของหน่วยวิจัยระดับปฏิบัติการ เช่นสถาบันวิจัยเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยต่าง ๆ และกรมกองที่ทำหน้าที่วิจัย เพื่อให้ผลงานวิจัยที่ได้รับมีคุณภาพและเกิดการเชื่อมโยง รวมทั้งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมายที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติกำหนดไว้ อาจเรียกได้ว่าหน่วยจัดการทุนวิจัย ทำหน้าที่เป็น “มือ” ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์วิจัย
       
       นอกจากนี้ การเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อาจให้ผ่านกลไกการดำเนินงานของหน่วยใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยเช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยเพื่อการพาณิชย์ โดยตรง ทั้งนี้ ควรมีกลไกเชื่อมโยงหน่วยงานทั้งสี่ระดับเข้าด้วยกันเพื่อให้มีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน
       
       ทางเลือกที่สองคือ การจัดองค์กรให้อยู่ภายใต้กรอบหรือหน่วยใหญ่เดียวกันทั้งหมดทั้ง 4 ระดับที่กล่าวมาข้างต้นคือระดับกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัย ระดับจัดการทุนวิจัย ระดับปฏิบัติการวิจัย (เฉพาะส่วนของสถาบันวิจัยเฉพาะทาง ที่มีอยู่เดิมหรือกำลังจะจัดตั้งใหม่) และระดับผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย โดยมีโครงสร้างระดับกรอบนโยบายใหญ่เพียงหน่วยเดียว และหน่วยต่าง ๆ อยู่ภายใต้กรอบใหญ่นี้ แต่ข้อสำคัญคือ ทั้งโครงสร้างต้องไม่อยู่ภายใต้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เนื่องจากธรรมชาติของการวิจัยเป็นลักษณะของสหวิชาการที่ต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานและความเชี่ยวชาญของบุคคลต่าง ๆ สูงมาก จึงอาจเกิดปัญหาเรื่องการประสานงานข้ามหน่วยงาน และอาจก่อให้เกิดการพัฒนาที่ขาดสมดุล ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อประเทศในระยะยาวต่อไป
       
       
สถานการณ์การวิจัยในประเทศไทย
       

       ปัจจุบันประเทศต่างๆในโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial economy & society) สู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based economy & society) ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ใหม่ รวมทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนา ที่ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยในวันนี้ว่าจะเป็นแหล่งที่มาที่สำคัญของโอกาสต่างๆในวันพรุ่งนี้ หลายประเทศจึงพยายามคิดค้นประเด็นงานวิจัยใหม่ๆที่สำคัญของประเทศ เพื่อให้งานวิจัยที่มีอยู่จะสามารถพัฒนาก้าวข้ามพรมแดนแห่งความรู้และนำมาซึ่งประโยชน์กลับสู่ประเทศของตน
       
       ในบริบทของประเทศหนึ่ง ๆ การวิจัยและพัฒนาของประเทศจะเข้มแข็งและก้าวหน้าได้ จะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างมีทิศทาง มีโครงสร้างรองรับอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะต้องดำเนินการบริหารประเทศให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นโดยใช้ฐานความรู้ที่เกิดจาการวิจัยและพัฒนา ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาเพื่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา วัฒนธรรม ตลอดจนการบริการชุมชน มีการประยุกต์งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างระบบที่เอื้ออำนวยและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงผลิตภาพและการแปรรูปของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในประเทศ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น สร้างความเจริญก้าวหน้าด้วยการวิจัยและพัฒนาที่สร้างขึ้นจากฐานทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่
       
       โครงสร้างพื้นฐานการวิจัยที่เป็นอยู่และความหลากหลายของชุมชนภายในประเทศ ตลอดจนการสร้างหลักประกันในการใช้การวิจัยและพัฒนาในวิถีทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและสร้างความผาสุกแก่ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ ยังจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในระบบวิจัย มีการบริหารจัดการงานวิจัยที่ดี และมีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการวิจัยและการเรียนการสอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนจะต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับบริหาร นักวิชาการ และระดับปฏิบัติ
       
       ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของระบบวิจัยในประเทศต่างๆนั้น ยังมีสิ่งท้าทายที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในอนาคตของการวิจัยและพัฒนาที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญอีกมาก กล่าวคือ โครงสร้างระบบการวิจัยของประเทศที่ไม่ยืดหยุ่นและมีลักษณะแยกส่วน ขาดการปรับตัวที่ไวเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง ขาดทิศทางนโยบายการวิจัยของประเทศ ขาดการเชื่อมโยงการวิจัยอย่างเป็นระบบ มีการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาของประเทศคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ยังต่ำ จำนวนนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมยังมีน้อยมาก การใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาในภาคธุรกิจเอกชนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ และความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหมู่เยาวชนไทยยังมีน้อย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการวิจัย และระบบการศึกษาที่เน้นการวิจัยเป็นฐานสำคัญ (ติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า)
       ------------------------------------------------
       
       * หมายเหตุ : เรียบเรียงจากเอกสาร “ข้อเสนอสำคัญเพื่อการปฎิรูประบบการวิจัยของไทย”