เศรษฐกิจพอเพียง “เมล็ดพันธ์แห่งภูมิปัญญา”เป็นการนำเสนอเศรษฐกิจชุมชนแบบพอเพียงในระดับครอบครัว มีตัวอย่างคือ การปลูกพืช ผักสวนครัวไว้กินเอง เช่น พริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ ใบโหระพา กะเพรา ฟัก แฟง แตงกวา เป็นต้น รวมทั้งภูมิปัญญาในการเก็บรักษาเมล็ดพันธ์ ต่างๆ เพื่อขยายพันธ์ในปีต่อไป นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่นข้าวหอมมะลิ การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ไก่ ปลา และการทำอุตสาหกรรมในครัวเรือน ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หัตถกรรมที่ต้องใช้ฝีมือ ของอุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการจับสัตว์น้ำ เช่น แห ยอ เบ็ด ฯลฯ รวมทั้งเครื่องมือทำการเกษตร ในอดีต เช่น ไถ คราด และอุปกรณ์ที่ใช้ เทียมควายเวลาไถนา เช่น แอก เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิต ของคนในอดีต ที่ผู้คนหาอยู่ หากินกับธรรมชาติ และทำมาหากินเพื่อให้อยู่ดีกินดี อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีการสะสมส่วนที่เกินความจำเป็น ต้องการแต่สิ่งที่จะช่วยให้ยังชีพ หรือที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจยังชีพ” (subsistent economy) ที่ผู้คนอยู่ได้เพราะพึงพาอาศัยกัน ยามขาดแคลน ฝนแล้ง น้ำท่วม เกิดศึกสงคราม หรือเกิดโร คระบาด การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอาผักปลา ไปฝาก เพื่อแลกข้าว เป็นการแลกเปลี่ยนไม่ใช่เพื่อหวังผลกำไร แต่เพื่อช่วยกันให้อยู่รอด ชีวิตความเป็นอยู่จึงพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ อาศัยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และพึ่งพาอาศัยกันเอง และอยู่ได้ด้วยสมดุลแบบพอเพียง เป็นการจัดการชีวิตแบบรอบด้าน ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สมดุลในความสัมพันธ์ของคน กับธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติ เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้เกิดการพึ่งตนเองให้ได้ทุกระดับ เริ่มจากครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม และสำคัญที่สุดของสังคม ครอบครัวจึงต้องพึ่งตนเองได้ในระดับพื้นฐานเป็นอย่างน้อย พออยู่พอกิน ช่วยตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นจนเป็นการสร้างความยุ่งยากลำบากให้คนอื่น พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๑๕๕๐ ความว่า “ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็สามารถที่จะอยู่ได้”“การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่าย ๆ โดยมากคนใจร้อนเพราะเดือดร้อนแ ต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้”