ที่บ้าน เวลาแม่ทำอาหาร ตั้งหม้อแกงไว้บนเตา พอมันสุกได้ที่ แม่ก็จะร้องว่า "ไอ้บ่าว ช่ว่ยปลงแกงให้แม่ที!"
เพราะถ้าตั้งไว้บนเตานานเกินไปจะเกินสุก คืออาจไหม้ หรือไม่อร่อย
นัยนี้อาจแปลคำว่าปลงได้ว่า พอดี ก็น่าจะได้นะครับ
ส่วนปลงในความหมายทางธรรมผมอยากใช้คำว่า เช่นนั้นเอง หรือ อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท หรือ ตถตา ก็เหมือนกัน
อันหมายถึง ให้เข้าใจเสียว่า เมื่อสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนั้นไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี ทุกอย่างเป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัย หมดเหตุปัจจัยก็จบ เหมือนไฟหมดเชื้อ
ฉะนั้นจะสุขจะทุกข์ก็เช่นนั้นเอง เพราะมันมีกระแสแห่งเหตุปัจจัยของมัน
ทีนี้เมื่อเข้าใจอย่างนี้ อยากทำอะไรก็สร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาให้ถึงพร้อม เมื่อพร้อมก็ได้ผลตามที่ต้องการ เมื่อไม่พร้อมก็ลองปรับปรุงเหตุปัจจัยใหม่ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็กลับไป เช่นนั้นเอง อีกรอบ
ไม่ต้อง(เอาใจ)ลงไปยุ่ง ไปคลุกกับมัน มองมันตามความเป็นจริง แค่นี้ใจก็เบาสบาย เป็นสุขอย่างที่เงินเป็นแสนๆ ล้านก็ซื้อไม่ได้ทีเดียว
ธรรมะสวัสดีครับ