ขออนุญาตนำตัวอย่างที่ 1 ของท่านอาจารย์ มาอธิบายอย่างง่ายขึ้นอีก โดยอิงขั้นตอน Cabrera’s DSRP และอิงสถานการณ์จริงที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก

แพทย์มักควบรวมขั้นตอนที่ 1 ซักอาการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ และอาการอื่นที่แพทย์ซักถาม เพื่อใช้ข้อมูลจากคำบอกเล่าอาการ มาประกอบการประเมินเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีอาการไม่ปกติ น่าจะเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร และน่าจะโฟกัสที่ลำไส้เล็ก ซึ่งอาการไม่รุนแรง นี้คือขั้น D-distinction แยกได้ว่ามีอาการป่วย(ออกจากอาการปกติ) และไม่รุนแรง(แยกได้ว่ามิใช่กลุ่มที่มีอาการรุนแรง)

จากอาการบอกเล่า แพทย์ประเมินได้ว่าอาการน่าจะเกี่ยวกับลำไส้เล็ก (ถ่ายเหลวบ่อยหรือมีน้ำปนออกมา) และจากประสบการร์ tacit K ของแพทย์ซึ่งเคยพบผู้ป่วยสูงวัยซึ่งมีอาการคล้ายกัน ทำให้แพทย์วางกรอบการวินิจฉัยว่า S-system คือ ลำไส้เล็ก จึงหาข้อมูลเพิ่ม นี่คือขั้นตอนที่ 4 จากเหตุการณ์ อาหาร หรือ พฤติกรรมของผู้ป่วยช่วงใกล้เคียงกับเวลาเริ่มมีอาการ นี่คือการวางกรอบ R-relationship ซึ่งโยงกับ S และเปลี่ยนความปกติเป็นไม่ปกติ(ถ่ายเหลวบ่อยหรือมีน้ำปนออกมา) จากการบอกเล่าของบุตรสาว เป็น information ที่สำคัญและเพียงพอต่อขั้นที่ 5 การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ซึ่งแพทย์วางกรอบ S และ R ไว้แล้ว 

ทั้งนี้ แพทย์มักทำขั้นตอนที่  6 วินิจฉัยแยกที่สำคัญๆ ด้วยชุดคำถาม คือ มีไข้ร่วมด้วยหรือไม่? (ถ้ามีไข้ ต้องนึถึงการติดเชื้อด้วย) ถ่ายมีมูกหรือปวดเบ่งหรือไม่ (ถ้ามี ต้องนึกถึงพยาธิสภาพที่ลำไส้ใหญ่ด้วย) เคยมีอากาเช่นนี้เมื่อรับประทานยาหรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งหรือไม่ (แยกจาก food allergy) ในตัวอย่างที่ 1 ไม่มี information ใดที่ดึง Perspective ของการวินิจฉัยรายนี้ ออกไปจาก Primary lactase deficiency  ซึ่งจากความรู้เดิมและ tacit K ของแพทย์ผู้นี้ ทราบว่าจะดีขึ้นได้เมื่องดนมวัวและอุจจาระน่าจะเป็นปกติในสองสามวัน P-perspective จะนำมาซึ่งการวางแผนการรักษา การพยากรณ์โรค และการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย แผนการรักษารายนี้ คือ งดนม และคอยติดตามอาการ

ทั้งนี้ ก่อนผู้ป่วยลากลับ แพทย์ควรย้ำอาการสำคัญ(ซึ่งทำให้ต้องทบทวนการวินิจฉัยใหม่ว่า อาจไม่ใช่ Primary lactase deficiency) เช่น มีไข้ ปวดเบ่ง ถ่ายมีมูก ฯลฯ แต่ถ้าอาการค่อยๆ ดีขึ้น อาจขอให้ผู้ดูแลโทรแจ้งอาการ เมื่อผ่านไปสองสามวันก็ได้ เพราะ P-perspective บ่งไปทาง Primary lactase deficiency

อนึ่ง ถ้าระหว่างซักประวัติ แพทย์ได้ information ซึ่งแย้งกับ Primary lactase deficiency เช่น มีไข้ ปวดเบ่ง ฯลฯ แพทย์จะไม่วาง P-perspective จนกว่าจะได้ information เพิ่มเติมจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือ วน loop ไปที่ขั้นตอนที่ 3 หาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัย (ขั้นที่ 4) หรือ วินิจฉัยแยกโรค (ขั้นที่ 5) อีกรอบหนึ่ง ถ้า information จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ บ่งไปทางการติดเชื้อ P-perspective ก็จะถูก information ชักพาไปทางการติดเชื้อ

กระบวนการตามลำดับขั้นตอนข้างต้น แพทย์ใช้เวลาซักประวัติ ตรวจร่างกายไม่นาน ก็จัดวาง P-perspective (การวางแผนการรักษา การพยากรณ์โรค และการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย) ได้ และถ้า information ชัดเจนเช่นรายนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ