ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ฟังท่านอาจารย์อำนาจเล่าถึงประสบการณ์ learn How to LEARN  ของท่านในต่างกรรมต่างวาระ และจากหลายตัวอย่าง ผมนำมากลั่นจนได้แก่นแล้วคิดต่อเติมจากแก่นสาระที่ผมได้ปุจฉา-วิสัชนากับท่าน ผนวกกับความรู้เดิมที่ฝังติดหัวผม หรือ tacit knowledge มาเป็น “ชุดคำอธิบายอย่างง่าย เพื่ออธิบายทุกสิ่งอย่าง” เปรียบได้กับรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต อันประกอบด้วยหน่ายย่อยคือ DNA 4 ชนิด คือ adenine, thymine ,cytosine ,guanine กับการจับคู่ A-T, C-G ร้อยเป็นสายพันเกลียวคู่ที่ซับซ้อน แต่มีความจำเพาะ มีหน้าที่ของมัน กำหนดพันธุกรรมของแต่ละคน DNA ซึ่งผมรับจากท่านมาเติมของเดิมที่ผมมี ได้แก่

  • ตัวอย่างเรื่อง DNA ข้างต้น คือ ความเข้าใจ Cabrera’s DSRP แบบของผม โดยเฉพาะ S-system และ R-relationship ขึ้นอยู่กับว่า จะร้อยเรียง P-perspective ไปใช้ทำอะไร หรือไปเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด ส่วน D-distinction คือ ต้นทางแรกสุดว่าเรื่องที่เรากำลังคิดอย่างลึกซึ้งนี้คืออะไรแน่ มันต่างกับเรื่องอื่น(ซึ่งมิใช่เป้าของ critical thinking นี้) อย่างไร
  • คนกับหมูมี DNA ร้อยเรียงเหมือนกัน 99% ส่วนต่างเพียง 1% นี้ทำให้คนต่างจากหมู การ มีโรค มันต่างเพียงประมาณ ปกติหรือไม่มีโรค 1% ซึ่งตามกระบวนการวินิจฉัยโรคของแพทย์ ควรค้นหาความต่างจากปกติร้อยละ 1 นี้ให้พบ
  • กระบวนการวินิจฉัยโรค แม้จะดูซับซ้อน แต่มันมีลำดับขั้นตอนของมัน ลำดับขั้นนี้เป็นแบบแผนเกือบตายตัว เหมือน A-T, C-G บางขั้นตอนอาจวนย้อนไปขั้นตอนก่อนหน้า เป็น loop เล็กๆ เมื่อรวบรวม information ได้เพียงพอกันจะหลุดจาก loop เล็กนั้นไปสู่อีกลำดับขั้นตอน
  • หัวใจอันทำให้การเรียนรู้มีความหมายต่อผู้เรียน และสนุกนั้น คือ ส่วนสำคัญที่สุดที่ขาดหายไประหว่างการเรียนการสอนนิสิตแพทย์ และเป็นกุญแจซึ่งท่านอาจารย์อำนาจ พยายามอธิบายอย่างน่าเชื่อถือมาก เพราะ Ausubel ได้ต่อยอดสาระซึ่งเขาทำวิทยานิพนธ์เป็นทฤษฎีอธิบายว่า ทำไมเรื่องที่เราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เราจึงจำได้ไม่ลืม เพราะเราได้สร้าง Cognitive structure ไว้ในแผนที่มโนทัศน์ (concept หรือ perspective ตาม DSRP)
    • ที่แน่ชัดกว่าทฤษฎี DSRP และ Meaningful Learning คือท่านอาจารย์อำนาจใช้กับการเรียนรู้ของท่านเองตั้งแต่ท่านเป็นนิสิตแพทย์จนถึงวันนี้ในวัยแปดสิบ ท่านฟังเรื่องราวขณะที่สมองท่านคิดไปด้วยว่า เรื่องนี้คือเรื่องอะไร (D-distinction) ท่านจะเอาไปใช้ทำอะไร (P-perspective) แล้วเรื่องนี้มันเหมือนหรือต่างจากความรู้เดิมของท่านตรงไหน (S-system และ R-relationship) ท่านก็จะเก็บเฉพาะของใหม่ ที่นำไปใช้ตาม perspective ได้ ไปต่อยอดความรู้เดิมที่มี ท่านบันทึกความรู้ที่จะนำไปต่อยอดนี้เป็น keyword สั้นกระชับ แล้วนำไปทบทวนต่อ


    Comment นี้ น่าจะทำหน้าที่เหมือนการวิจารณ์ภาพยนตร์ เพื่อผู้สนใจจะได้นำไปประกอบการรับชมภาพยนตร์อย่างมีอรรถรส เก็บรายละเอียดไปจ่อยอดได้เมื่อท่านผู้อ่านย้อนไปอ่านกระทู้ของท่านอาจารย์อำนาจอีกครั้ง