ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์จีระ ที่ได้รับรางวัล Thailand Top 100 HR 2007  หรือ รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ ดีเด่นแห่งประเทศไทย เมื่อวานนี้ 29 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา และขอ Up date รายละเอียดสำหรับคนที่ยังไม่รู้นะค่ะ รางวัลนี้ ผู้ได้รับมอบรางวัลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากกลุ่มหน่วยงานเอกชน หน่วยงานรัฐบาล องค์กรวิชาชีพและวิชาการ อาทิเช่น นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา, นายประวีณ ณ นคร, นายกานต์ ตระกูลฮุน, นายบัณฑูร ล่ำซำ, นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์, นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี, นายพงศ์โพยม วาศภูติ, นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์, นางสุชาดา ยุวบูรณ์, นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูรม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์, นางชฎาวรรณ คังคะเกตุ, ดร.ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ, นางพัชนี จันทร์น้อย, นายมนูญ สรรค์คุณากร, นายวรพงษ์ รวิรัฐ, ดร.สมโภช ศรีวิจิตรวรกุล, นายอรรถกฤช วิสุทธิพันธ์, นายทายาท ศรีปลั่ง, นายประกิต วิริโยทัย ฯลฯ

                ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับรางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่น ตามโครงการสรรหาและรวบรวมนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นของประเทศ มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยจะมีภารกิจในการนำความรู้ด้านทรัพยากรมนุษย์มาถ่ายทอดให้สังคมไทยได้เรียนรู้ผ่านการจัดประชุม การบรรยายวิชาการ และการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างทรัพยากรมนุษย์ไทยให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในโลกยุคใหม่ได้ ตลอดจนสร้างชุมชนนักทรัพยากรมนุษย์ของไทยในระยะต่อไปด้วย สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9500000066097 นะค่ะ สิ่งที่ได้รับจากการฟังวิทยุคลื่น 96.5 Human Talk ของท่านอาจารย์คือ เรื่องแนวคิดแบบทฤษฎี “มหาสมุทรสีฟ้า” หรือ “Blue ocean” คือ การสร้างสังคมการเรียนรู้ ที่จะต้องแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ สังคมหรือ วัฒนธรรม จะต้องสำรวจศักยภาพเสมอ เนื่องจากการเรียนหนังสือเยอะ แต่มักจบอยู่แค่นั้น คำถามคือ จะทำอย่างไร ให้สำเร็จอย่างยั่งยืน? อย่างเช่นตัวของดิฉันเอง วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับท่านอาจารย์วิรัช และเพื่อนใน Class ที่มหาลัยฯเจ้าคุณทหารลาดกระบังว่า การเรียนไม่ว่าจะได้เรียนในมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียน ตำราที่เราได้เรียนกันนั้นมักจะลอกตำราฝรั่งเอามาสอน สอนอย่างเดียวโดย ไม่ได้คิดว่า การเรียนยุคใหม่เป็นแบบไหน วิธีการเรียนคือเรียนแบบเน้นความจริง และเน้นตรงประเด็นที่นำไปใช้ ปรากฏว่า ได้ผลอย่างมาก เพราะการเรียนในอดีต เป็นการเรียนที่ไม่เน้นตัวผู้เรียน และผู้สอนมักจะให้สาระมาก แต่นำไป ปฏิบัติไม่ได้ผล เรียกได้ว่ากว่าอาจารย์แต่ละท่านแปลออกมาเป็นตำราให้เราได้เรียน เราก็ช้ากว่าคนอื่นๆอีก 10 ปีได้ เพราะกว่าอาจารย์จะพบหนังสือเล่มนั้น กว่าจะแปลออกมา กว่าจะพิมพ์ออกมาให้เรียน สำหรับนักเรียนไทยอย่างเราอาจบอกว่าของใหม่ แต่คนทั่วโลกเค้าเรียนไปแล้ว 10 ปี จึงนับว่าวันนี้ได้รับมุมความคิดเพิ่มอีกหนึ่งมุมค่ะ