สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมอบรมโครงการพัฒนาผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 3 (ช่วงวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2560)

 วันที่ 13 กรกฎาคม 60

            ในช่วงแรกเป็นการนำเสนอบทเรียนจากหนังสือ Harvard Business Review: HBR'S 10 MUST READS On Teams โดยเป็นเรื่องของการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม ซึ่งโดยปกติแล้ว นิยามของการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริงจะมีความแตกต่างจากกลุ่มที่ทำงาน  เพราะในการทำงานเป็นทีมที่แท้จริง สมาชิกทุกคนจะมีความรับผิดชอบในส่วนของงานที่ทำร่วมกัน และผลที่ได้จากการทำงานเป็นทีมมักจะมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่การรวมกันเป็นทีมที่แท้จริงอาจเกิดได้ยาก และในบางสถานการณ์อาจต้องเลือกการทำงานแบบกลุ่มเพื่อให้งานสามารถดำเนินต่อไปได้มากกว่า ดังนั้นการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงานไม่ว่าจะเป็นทีมหรือเป็นกลุ่มจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยและองค์ประกอบอื่น เช่น จำนวนสมาชิกและลักษณะงานเช่นกัน

            ในช่วงที่สองเป็นการบรรยายจาก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์  โดยสิ่งที่ได้รับจากการบรรยายจะเป็นในส่วนของหลักความคิดในเชิงระบบและความคิดในเชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำไปสู่การปฏิรูปได้ และต้องระวังในส่วนของกับดักประสบการณ์ที่มักจะทำให้ตัวเราติดอยู่กับอดีตและปัจจุบัน แต่ไม่ได้คำนึงถึงอนาคต  การรู้จักพัฒนาความคิดแบบต่อยอดหรือ organic thinking ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ strategic thinking   ในส่วนถัดมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน และเศรษฐกิจไทย ผลกระทบ การปรับตัว และกลยุทธ์ของ ม.อ. ซึ่งท่านได้อธิบายถึงเรื่องของ globalization ตลอดจนถึงเรื่องของ financial transformation ที่ได้อิทธิพลจากยุค digital  ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในองค์กรต้องศึกษาและพึงระวัง เพื่อจะได้รู้เท่าทันถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

วันที่ 14 กรกฎาคม 60

            ในช่วงแรกเป็นการบรรยายจาก อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ ในหัวข้อ Creative & Innovative Thinking กับ การพัฒนางานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำถึงเทคนิค 5 ขั้นตอนในการนำเสนอ idea ใหม่เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา และสิ่งที่ควรทำเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามานำเสนองานด้วยเทคนิค 3 ช  ซึ่งทั้ง 2 ขั้นตอนถือเป็นศาสตร์และศิลป์ของการสื่อสารที่ไม่เป็นการ “ฆ่า” ความคิดสร้างสรรค์ แต่จะทำให้เกิด momentum ในการพัฒนาและต่อยอดของความคิดสร้างสรรค์ต่อไป  นอกจากนี้ท่านอาจารย์ยังได้แนะนำถึงเทคนิคขั้นตอนของการคิดแบบคร่อมกรอบโดยคำนึงถึง pluses, potentials, concerns และ opportunities หรือ PPCO ที่มีส่วนช่วยในการฝึกการคิดอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

            ในช่วงต่อมาอาจารย์ศรัณย์ได้แนะแนวทางของการนำเสนอที่ดีและไม่น่าเบื่อ โดยมีหลักสำคัญคือต้องมีการวางแผนการนำเสนอที่ดี มีประเด็นที่จะนำเสนอชัดเจน และเลือกเฉพาะประเด็นที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่อง  โดยประเด็นต่างๆที่จะนำมาพูดนั้นต้องคำนึงถึงผู้ฟังเป็นหลัก ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ตัวผู้พูด

            ในช่วงสุดท้ายของวันเป็นการบรรยายโดย รศ.ดร.ยืน ภู่วรวรรณ ในเรื่องของการใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในงานด้านต่างๆ ซึ่งท่านได้มีการใช้ application Kahoot มาประกอบในการทำกิจกรรมถามตอบในชั้นเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ในการสอนจริงได้  สิ่งที่อาจารย์ควรต้องระวังคือเรื่องของ disruptive technology โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของยุค digital ซึ่งเราก็ควรจะต้องมีการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มายกระดับการสอนให้ทันสมัยและไม่น่าเบื่อ และในอนาคตมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่ศูนย์กลางของความรู้อีกต่อไป เพราะความรู้ทุกอย่างสามารถหาได้จาก internet หรือโลก digital ดังนั้นทิศทางของมหาวิทยาลัยควรปรับให้สอดคล้องกับ cyber physical model โดยการเพิ่ม activity ประกอบการเรียนการสอนให้มากขึ้น และไม่ได้เน้นแต่การเรียน lecture เพียงอย่างเดียว

วันที่ 15 กรกฎาคม 60

            ท่านศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ได้มาบรรยายเกี่ยวกับ โมเดลประเทศไทย 4.0 - แนวคิดทางการตลาด สู่การสร้างคุณค่าใหม่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการในมหาวิทยาลัยที่เปรียบเสมือนรถ ซึ่งประกอบไปด้วยล้อทั้ง 4 คือ การตลาด การผลิต การเงิน การบุคคล และมียางสำรองเป็นเรื่องของ information และ infrastructure   ในส่วนของการตลาดนั้น มหาวิทยาลัยจะมีกลุ่มลูกค้าอยู่ 7 กลุ่มหลักๆ  ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่สำคัญนั้นคือกลุ่มของศิษย์เก่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการสนับสนุนในด้านงบประมาณของมหาวิทยาลัย ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรมีการจัดการเริ่มต้นในเรื่องนี้ตั้งแต่การดูแลศิษย์ในปัจจุบันให้ใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน

พรสถิตย์ สุขชู

คณะอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาเขตหาดใหญ่