วันที่ 15-17 พฤษภาคม 2560

สรุปประเด็นสำคัญจากการเรียนรู้


EGAT “Quickly Do or Die”

48 ปีที่ผ่านมา ถือว่า กฟผ. ประสบความสำเร็จด้วยดีเสมอมา การที่ กฟผ.ตั้งอยู่และดำเนินกิจการมาได้อย่างยิ่งใหญ่ถึง 48 ปี อาจเป็นการติดกับดักความสำเร็จที่น่ากลัว คน กฟผ.มักภาคภูมิใจกับความสำเร็จมาตลอด เราอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) จนเคยชิน วันนี้ถ้ามีใครสักคนลุกขึ้นมาบอกว่า กฟผ. ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เพื่อความอยู่รอด เชื่อว่าหลายคนคงไม่เชื่อแน่นอน

ถ้าเจาะข้อมูลลึกลงไปจะเห็นยอดขายของ กฟผ.ที่ภาษาการตลาดเรียก Market Share ลดลงเรื่อยๆ จากที่เราครองส่วนแบ่งการผลิตเกินกว่า 50 เปอร์เซนต์ในหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน ส่วนแบ่ง กฟผ.เหลือเพียง 37-38 เปอร์เซนต์เท่านั้น แถมการสร้างโรงไฟฟ้าที่มาจากฟอสซิลก็ยากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง โรงไฟฟ้ากระบี่ เป็นต้น

ภัยคุกคามที่น่ากลัวของ กฟผ.อีกอย่าง คือ นวัตกรรมเทคโนโลยีพลิกโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ หรือในภาษาอังกฤษที่ว่า Disruptive Technology ซึ่งมีส่วนทำให้ เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างรวดเร็วและลำหน้า เช่น โซล่าเซลล์มีแนวโน้มที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและราคาถูกลงเรื่อยๆ การพัฒนารถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ถ้าEnergy Storage พัฒนาได้เร็วและดีขึ้น น่าจะเป็นจุดเปลี่ยน (Game Changer) ที่สำคัญเลย และเรื่องโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่จะเล็กลง ตอบสนองชุมชนขนาดเล็กๆมากขึ้น ทำให้อาจจะกระเทือนกับระบบส่งขนาดใหญ่ของ กฟผ.ได้ในอนาคต เป็นต้น

“Quickly Do or Die” คือ ถ้อยคำที่น่าสนใจ การปรับตัวเพื่อปรับฐาน ประกอบด้วย สร้างการรับรู้โดยทั่วกัน ตระหนัก(ซึ่งต้องเป็น ตระหนก แล้ว) Top-Down Change Agent ตลอดจนการปรับ Mindset คน กฟผ. โดย การเรียนรู้และพัฒนาสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา(Mega Trend) ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้ประกอบการในการค้นหาโอกาส คิดทั้ง Chain ของธุรกิจ กล้าทำเรื่องใหม่ๆ พร้อมรับและพร้อมถอยตลอด เน้น “เป้าหมาย” ลด “รูปแบบ”

เกี่ยวกับ New Business Model ต้องมีการเพิ่มพลังร่วมของ EGAT Group หา Strategic Partner เรียนลัดจากผู้เชี่ยวชาญผ่านการถือหุ้นบริษัทนวัตกรรม ตั้ง Holding Company ใช้บริษัทในขั้นที่ 3 ดำเนินธุรกิจ ส่วนเรื่อง ICT กฟผ.เราคงขยับตัวอย่างรุนแรงเพื่อก้าวไปสู่ EGAT 4.0 ให้เร็วที่สุด