3เมษายน2560

Management Strategies

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องอาศัยชั้นเชิงในการบริหารที่เหนือกว่าคู่แข่ง หรืออาศัยความว่องไวในการปรับตัวให้ทันต่อภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้นักบริหารกาหนดทิศทางของธุรกิจ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในองค์การ ช่วยกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์การ เพื่อที่จะนำกลยุทธ์เหล่านั้นไปประยุกต์ปฏิบัติ และควบคุมประเมินผลการดาเนินงานขององค์กรได้

ลักษณะที่สาคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์คือเป็นเครื่องมือของนักบริหารในการบริหารงาน เพื่อตอบสนอง ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น การบริหารเชิงกลยุทธ์จะเน้นและให้ความสาคัญต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic decision making) ที่ไม่เหมือนกับการตัดสินใจในลักษณะอื่น ๆ เพราะการบริหารเชิงกลยุทธ์จะเกี่ยวข้องกับอนาคต ในระยะยาวขององค์การทั้งหมด

การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) จึงหมายถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) วัตถุประสงค์ (Objective) เป้าหมาย (Goal) ขององค์การในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้องค์การสามารถดำเนินงานตามพันธกิจ อันนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

นโยบายและและสภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศไทยกับผลกระทบต่อการปรับตัวของกฟผ.

1)โลกเขาคิดอะไรกันอยู่และเรากาลังเผชิญกับอะไร?

ในเดือนมิถุนายน2559 หลังอังกฤษโหวตขอแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย จึงสร้างความผันผวนไม่น้อยต่อตลาดการเงินทั่วโลก

ปี 2560 เริ่มจากประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรป ที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศในยุโรปทั้งหมดจะมีการเลือกตั้งใหม่อย่างประเทศแกนหลักฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนี จะมีขึ้นในปลายปีนี้

ด้านสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม คือ เรื่องนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ว่าจะดำเนินไปอย่างไร จะเหมือนหรือต่างจากแนวนโยบายที่ทรัมป์เคยใช้ในการรณรงค์หาเสียงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากรัฐบาลเดิมในหลายเรื่อง อาทิ เรื่องการลดภาษีเงินได้บุคคล ลดความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศกับจีนและเม็กซิโก รวมทั้งยังกีดกันแรงงานต่างด้าว

ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ ที่ยังทดลองขีปนาวุธ หัวรบนิวเคลียร์ โดยไม่สนใจใคร ทำให้เป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่3

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องราคาน้ำมัน หลังจากปรับตัวลงไปอยู่ระดับต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะค่อยๆฟื้นตัวหลังเริ่มคลายความกังวลเรื่อง อุปสงค์โลกที่ชะลอตัว และปัญหาอุปทานล้นตลาด คาดว่าราคาน้ำมันในปีนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2) แนวนโยบายต่างๆของไทย

รัฐบาลออกนโยบายเร่งรัดการลงทุนมากมาย ทั้งการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุน แต่เอกชนก็ยังไม่ลงทุนอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากรัฐวิสาหกิจจะหันกลับมาเร่งการลงทุนเอง นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว น่าจะช่วยกระตุ้นทำให้เอกชนเกิดความเชื่อมั่นและลงทุนตามได้

3)ภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจล่าสุด

เศรษฐกิจไทยในปี 2560 น่าจะยังคงเติบโตใกล้เคียงกับปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ในช่วง 2.5-4.0%** โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศและภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง

4) ผลกระทบและการปรับตัวของ กฟผ.

กฟผ.เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับการนำเข้าและกักเก็บพลังงานที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงบางประเภท

การจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อผลักดันให้พลังงานทดแทนกลายเป็นพลังงานที่พึ่งพาได้และมีเสถียรภาพในการผลิต หรือ เฟิร์ม โดยอาจใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วย ขณะเดียวกัน กฟผ. จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับหน่วยงานผลิตไฟฟ้าของประเทศพัฒนาแล้ว ที่ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงประเภทใด

4เม.ย.60

การกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและประสิทธิภาพการทำงานของกฟผ..

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ถือเป็นหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่เป็น Regulator กิจการ สาธารณูปโภคพื้นฐานกิจการพลังงาน มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลคือ ไฟฟ้า และก๊าซ หน้าที่หลักของ กกพ. ประกอบด้วย
1) ออกใบอนุญาติกิจการไฟฟ้า ทั้งการผลิตไฟฟ้า ระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า การขายปลีกไฟฟ้า การสั่งการผลิตไฟฟ้า
2) ออกใบอนุญาติกิจการก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ การขายส่ง การขายปลีก โรงงาน LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว)
3) กำกับดูแลอัตราค่าบริการและคุณภาพบริการ อาทิ ค่าเอฟที ค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติ คุณภาพบริการของไฟฟ้า ไม่ให้ไฟตกไฟดับ
4) ดูแลเรื่องอสังหาริมทรัพย์ เช่น การรอนสิทธ์ในการสร้างสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้า เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าของที่ดินที่ถูกรอนสิทธิ์
5) ดูแลเรื่องการมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด

6)กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งดูแลผู้ได้รับผลกระทบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและการดำเนินการโรงไฟฟ้า โดยจะมีการเก็บเงินจากผู้ประกอบการเข้ากองทุนฯ แล้วแต่ชนิดของเชื้อเพลิง เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะเก็บ 2 สตางค์ต่อหน่วย ก๊าซธรรมชาติ 1 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อนำไปชดเชยให้กับประชาชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า โดยให้ประชาชนได้ใช้เงินตามความต้องการของชุมชน
7) การให้ความเป็นธรรม อาทิ อุทธรณ์เรื่องค่าทดแทนของสายส่ง สายจำหน่าย หรือหากผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการเกิดมีปัญหาด้วยกัน หรือผู้ใช้พลังงานมีปัญหากับผู้ประกอบการ ก็สามารถจะร้องเรียนมาที่ กกพ.ได้
8) การเสนอความเห็นต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือแผนPDP แผนการลงทุนในกิจการไฟฟ้า แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และแผนการขยายระบบโครงข่ายพลังงาน เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
อย่างไรก็ตาม กกพ. ไม่มีหน้าที่ในเรื่อง การแปรรูปกิจการฟ้า เพราะ เป็นเรื่องระดับนโยบายของฝ่ายการเมือง

การบริหารจัดการองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลง

ในยุคที่ในยุคที่ธุรกิจต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรตลอดเวลา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งได้หรือเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม หรือความต้องการของลูกค้า ที่มีความหลากหลายมากขึ้นตลอดจนความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ส่งผลกระทบให้ธุรกิจต้องปรับองค์กรให้ทันต่อวิถีการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงองค์กรไม่ว่าจะเป็นการรื้อปรับระบบโครงสร้างองค์กร การควบรวมกิจการ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร การปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน การลดสายการบังคับบัญชา การลดต้นทุนการผลิต การลดจำนวนคนงาน การปรับปรุงการบริการลูกค้าล้วนแล้วแต่มีผลกระทบกับหลายปัจจัยในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากร การบริหารการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

การบริหารการเปลี่ยนแปลงจะมุ่งที่เป้าหมายหลัก 5ประการคือ

1. ลักษณะการทำงานของพนักงานที่ต้องเปลี่ยนไป ซึ่งหมายรวมถึง พันธกิจ เป้าหมาย กลยุทธ์ขององค์กร ตลอดจนการออกแบบการทำงานใหม่

2. บุคลากร ทัศนคติและความสามารถของพนักงาน ระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรที่สนับสนุนการทำงานของหนักงาน

3. วัฒนธรรมองค์กร ค่านิยม แนวปฏิบัติที่นำไปสู่พฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์ของพนักงานแต่ละคนและการทำงานเป็นทีม

4. เทคโนโลยี ระบบการทำงานและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้สนับสนุนระบบการทำงานในองค์กร

5. โครงสร้างองค์กร สายการบังคับบัญชาและการสื่อสารในองค์กร

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรโดยหวังผลในการเพิ่มประสิทธิภาพที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรในทุกด้าน ซึ่งส่วนใหญ่และจะประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลักได้แก่

1) ปัจจัยภายนอก (external factors) ได้แก่ 2 องค์ประกอบหลัก คือ องค์ประกอบทางด้านการตลาดและฐานลูกค้า (Markets & Customers) และองค์ประกอบด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ (Products & Services)

2) ปัจจัยภายใน (internal factors) ได้แก่ 4 องค์ประกอบหลัก คือ นโยบายขององค์กรและกระบวนการการทำงาน (policies and business processes) โดยเฉพาะกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานหลักขององค์กร โครงสร้างขององค์กร (organization structure) การนำระบบเทคโนโลยีใหม่มาใช้งาน (new technology) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ไม่สามารถที่จะทำงานให้เกิดความสำเร็จได้หากปราศจากองค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญ คือ ความพร้อมของคนและวัฒนธรรมขององค์กร (People and culture)

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงองค์กร มีดังนี้

1. การละลายพฤติกรรมเดิม (Unfreezing) การสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมใหม่ที่ฝ่ายบริหารต้องการ พยายามลดแรงต้านของพนักงานที่จะทำงานตามแบบเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง โดยให้ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่องค์กรเผชิญอยู่เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องเปลี่ยนแปลง

2. การเปลี่ยนแปลง (Changing) ดำเนินการปรับปรุง ระบบ ขั้นตอน สินค้า บริการ หรือผลลัพธ์อื่นๆที่ฝ่ายบริหารกำหนด หมายถึงการที่พนักงานต้องเรียนรู้และต้องทำในสิ่งที่ต่างไปจากเดิม โดยองค์กรต้องให้ข้อมูลใหม่ รูปแบบพฤติกรรมใหม่ กระบวนการใหม่ หรือวิธีการทำงานแบบใหม่แก่พนักงาน

3. การรักษาการเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่ถาวร (Refreezing) องค์กรต้องสร้างกลไกเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงคงอยู่ เพื่อช่วยให้พนักงานมีทัศนคติหรือพฤติกรรมการทำงานใหม่ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำเคยชินโดยใช้การสอนงานหรือการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของหัวหน้างานและฝ่ายบริหาร

ความสำเร็จของการบริหารการเปลี่ยนแปลงกโดยให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมและยอมรับการเปลี่ยนแปลง สร้างความผูกพันทางใจ สร้างความมั่นใจให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความผูกพันต่อองค์กร การกระตุ้นให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้แก่พนักงาน ตลอดจนสนับสนุนและสร้างบรรยากาศความไว้เนื้อเชื่อใจของพนักงานที่มีต่อองค์กรในระหว่างการบริหารการเปลี่ยนแปลง

5เมษายน2560

การพัฒนากฟผ.เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม

นวัตกรรมจะต้องเป็นสิ่งใหม่ที่ทำให้ชีวิตคนเราดีกว่าเดิม นวัตกรรมต้องสามารถผลิตขึ้นได้ ใช้งานได้ เป็นที่ต้องการของตลาด และสร้างรายได้ให้คนที่คิดนวัตกรรมนั้นด้วย แนวคิดต่างๆ ที่องค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ อาจจะรวบรวมมาจากประสบการณ์ของตัวเองทั้งจากการลงมือทำ และการศึกษาจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวจากการพยายามทำให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร จนกระทั่งได้เป็น Model การพัฒนาองค์กรสู่นวัตกรรม

การพัฒนากฟผ. เป็นองค์กรไปสู่นวัตกรรรม (Innovation) ควรจะมีดังนี้

1) ต้องการแก้ปัญหา (Problem) องค์กรมีปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กร ไม่สามารถแก้ไขหรือจัดการได้ด้วยวิธีการเดิมๆ หรือเครื่องมือเดิมๆ จนต้องคิดค้นวิธีการ/ สิ่งใหม่ๆขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหานั้นให้หมดไป

2) ต้องการปรับปรุง (Improvement) ให้ดีกว่าเดิมองค์กรอาจไม่มีปัญหาอะไร แต่ต้องการปรับปรุงสิ่งต่างๆให้ดีกว่าเดิม ด้วยการปลูกฝังให้คนในองค์กรคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้จะทำให้ดีขึ้นได้อีกได้อย่างไรบ้าง และส่งเสริมให้มีการคิดและทำเพื่อสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดเป็นวิธีการ/สิ่งใหม่ที่ทำให้ชีวิตดีกว่าเดิม

3) มีความรู้ที่สำคัญจากระบบการจัดการความรู้ (Knowledge management-KM) จนเห็นช่องทางนำไปสู่การสร้างสิ่งใหม่ที่จะทำให้การทำงาน/ชีวิตดีขึ้น องค์กรที่มีระบบการจัดการความรู้ที่ดี จะมีข้อมูล (Data), สารสนเทศ (Information) และความรู้ (Knowledge) มากพอ มีระบบการวิเคราะห์ และประเมินผลที่ถูกต้อง, แม่นยำ และรวดเร็ว องค์กรจะมองเห็นช่องทางที่จะสร้างความแปลก แตกต่างและโดดเด่น ที่เป็นความต้องการของตลาด จนกระทั่งนำไปสู่การพัฒนา/สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ใช้งานได้จริง และเป็นที่ต้องการของตลาดได้ไม่ยาก

ตัวแปรหรือสภาพแวดล้อมที่จะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมมี 3 ปัจจัย ดังนี้

1. ปัจจัยด้านโครงสร้าง

องค์กรที่กระจายอำนาจ ไม่เข้มงวดในระเบียบแต่คนต้องมีระเบียบ วินัยในตัวเอง จะสนับสนุนการเกิดนวัตกรรมรวมทั้งมีทรัพยากรที่เพียงพอและมีการสื่อสารในองค์การ ลดอุปสรรคต่างๆได้

2. ปัจจัยด้านวัฒนธรรม

-ยอมรับในสิ่งที่ยังไม่สิ้นสุด มากกว่า การเน้นวัตถุประสงค์ที่สร้างสรรค์อย่างฝืนใจ

-อดทนกับสิ่งที่ยังไม่เป็นจริง เพราะความคิดที่ผิดแปลก อาจนำสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ การมีกฎ ระเบียบ การควบคุมน้อย ช่วยสนับสนุน ให้เกิดนวัตกรรม

- การให้อภัยกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เป็นหลักประกันให้คนทำงานไม่หวาดกลัวกับความล้มเหลว เพราะความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้

- ให้อภัยเมื่อมีความขัดแย้ง สนับสนุนการแสดงความคิดที่แตกต่าง และหลากหลาย

- กำหนดจุดหมายที่ชัดเจน

3. ปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์

- องค์การ ต้องมีการพัฒนาฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้

- มีการให้สวัสดิการที่ดี สร้างความมั่นคงในการทำงาน

-สนับสนุนบุคลากร ซึ่งมีคุณลักษณะคือเป็นตัวของ ตัวเอง มีพลัง ชอบความเสี่ยงท้าทาย เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง กระตุ้นทีมงาน มีสำนึกในภารกิจ และเป็นผู้ถูกมอบหมายให้ตัดสินใจ