การค้าปลีกแบ่งเป็น2ประเภทคือ

1.การค้าปลีกแบบมีร้านค้า (Store Retailing)

2.การค้าปลีกแบบไม่มีร้านค้า(Non-Store Retailing)

  1. การค้าปลีกแบบมีร้านค้า เกิดขึ้นในระยะแรก เป็นร้านค้าเล็กๆ จัดอย่างง่ายไม่เน้นที่ความสวยงามหรือสะดุดตาต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปร้านค้าปลีกได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยมีการปรับปรุงรูปแบบร้านค้าวิธีการดำเนินงานประเภทสินค้าที่ขายระยะเวลาการเปิด-ปิดบริการเป็นต้นร้านค้าปลีกแบบมีร้านค้ามีหลายประเภทตามเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาดังนี้1.พิจารณาจากลักษณะการบริการ (Amount Services)2.พิจารณาจากลักษณะสายผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย(Product Line Sold) 3.พิจารณาจากลักษณะความเกี่ยวข้องกับราคา(Relative Price)4.พิจารณาจากลักษณะการควบคุมร้านค้า(Control Outlets)5.พิจารณาจากการรวมกลุ่มร้านค้า(Type of Store Cluster)
  1. การพิจารณาจากลักษณะการบริการ (Amount Services) สินค้าที่แตกต่างกันย่อมต้องการบริการที่แตกต่างกันด้วยร้านค้าปลีกตามลักษณะการบริการลูกค้ามี3ลักษณะคือ1.1.การค้าปลีกแบบบริการตนเอง(Self-Service Retailing)ปัจจุบันการบริการด้วยตนเองเป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจเพื่อลดต้นทุนใช้สำหรับผู้ขายสินค้าสะดวกซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือสินค้าที่วางโชว์ผู้ขายจะให้บริการน้อยมากลูกค้าต้องขนสินค้าเองเช่น ร้านค้าปลีกประเภทคลังสินค้า(Warehouse Retailing)ร้านขายของชำ(Grocery Stores)ร้านขายของแบบให้ส่วนลด(Discount Stores)ร้านค้าเบ็ดเตล็ด (Variety Stores)และขายสินค้าโดยเครื่องอัตโนมัติ(Automatic Vending)1.2.การค้าปลีกแบบบริการ จำกัด(Limited Service Ratailers)มีการเก็บรักษาและขายสินค้าจำนวนมากตามความต้องการของลูกค้าสำหรับการเลือกซื้อมีให้บริการบ้างได้แก่การให้เครดิตนำสินค้ามาเปลี่ยนคืนการบริการทำให้ต้นทุนเพิ่มผลคือราคาสินค้าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นการขายตามบ้านห้างสรรพสินค้าการขายทางโทรศัพท์ร้านค้าเบ็ดเตล็ด1.3.การค้าปลีกให้บริการเต็มที่(Full-Service Retailers)เป็นร้านค้าพิเศษเฉพาะสำหรับบุคคลมีระดับพนักงานจะช่วยเหลือลูกค้าในทุกขั้นตอนการซื้อใช้กับร้านที่มีสินค้าประเภทขายยากขายช้าได้แก่กล้องถ่ายรูป เพชร-พลอยสินค้าแฟชั่นเมื่อเห็นว่าลูกค้าเกิดความไม่แน่ใจต้องใช้นโยบายช่วยเหลือแนะนำเช่นการให้เครดิตขนส่งฟรีให้บริการถึงบ้านให้ส่วนลดการบริการเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการดำเนินการสูงซึ่งทำให้ลูกค้าต้องจ่ายค่าสินค้าแพงขึ้นด้วยตัวอย่างเช่นร้านขายสินค้าเฉพาะอย่างห้างสรรพสินค้า2.การพิจารณาจากลักษณะสายผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย(Product Line Sold) สามารถแบ่งร้านค้าตามลักษณะสายผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายได้ดังนี้2.1.ร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง(Specialty Store) เป็นร้านค้าที่มีสายผลิตภัณฑ์เพียงสายเดียวได้แก่ร้านเครื่องกีฬาเฟอร์นิเจอร์หนังสือเครื่องไฟฟ้าของเล่นฯลฯร้านขายสินค้าเฉพาะอย่างยังสามารถแบ่งได้ตามความแคบของสายผลิตภัณฑ์ได้อีก เช่นถ้าเป็นร้านขายเสื้อผ้า และเป็นร้านเสื้อผ้าผู้ชายจะเรียกว่าร้านผลิตภัณฑ์จำกัด(Limited Store)แต่ถ้าเป็นร้านที่ขายเสื้อเชิ้ตชาย เรียกว่าร้านพิเศษเฉพาะ (Super Specialty Store)ปัจจุบันร้านขายสินค้าเฉพาะอย่างมีการเติบโตสูงสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีเพราะสินค้ามีคุณลักษณะเฉพาะช่วยให้ตอบสนองความต้องการได้อย่างถูกต้องอีกทั้งผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่กลับมีเวลาเลือกซื้อสินค้าน้อยลงจึงเหมาะกับร้านขายสินค้าเฉพาะอย่างที่มีสินค้าคุณภาพสูงเปิดขายได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีบริการที่ดี2.2.ห้างสรรพสินค้า(Department Store) เป็นร้านที่มีสายผลิตภัณฑ์หลากหลาย แต่ละสายผลิตภัณฑ์จะดำเนินการแยกเป็นแผนกๆ เพื่อบริการขายแก่ลูกค้าเฉพาะหรือลูกค้าทั่วไปตัวอย่างห้างสรรพสินค้าเช่น เซ็นทรัลโรบินสันเดอะมอลล์อิมพีเรียลจัสโก้ในบางประเทศอาจมีห้างสรรพสินค้าที่ขายเฉพาะสายผลิตภัณฑ์(Specialty Department Store)จำหน่ายเฉพาะเสื้อผ้ารองเท้าเครื่องสำอางกระเป๋าของชำร่วยเป็นต้นห้างสรรพสินค้าเติบโตอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นจากร้านค้าให้ส่วนลดร้านค้าลูกโซ่ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง มีการจราจรหนาแน่นแต่ในปัจจุบันห้างสรรพสินค้ามีการก่อสร้างบริเวณชุมชนเมืองหลักใช้การลงทุนสูง ซึ่งรวมทั้งสถานที่อำนวยความสะดวกเรื่องการจอดรถห้างสรรพสินค้าบางแห่งบริการขายทางไปรษณีย์หรือโทรศัพท์บางครั้งร่วมมือกับผู้ผลิตทำการลดราคาสินค้า2.3.ร้านสรรพาหาร(Supermarket) เป็นร้านขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าหลายชนิดเช่นอาหารเครื่องดื่มสินค้าในครัวเรือนยาบริการซัก-รีดร้านสรรพาหารมีแนวคิดให้ลูกค้าบริการตนเองและชำระเงินที่แคชเชียร์อีกทั้งผู้บริโภคส่วนใหญ่มีรถยนต์เป็นของตนเองจึงไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าจากร้านค้าใกล้บ้านแต่ต้องการเข้าร้านเดียวสามารถซื้อของได้ครบความต้องการ (One-Shop Shopping)ปัจจุบันร้านสรรพาหารยอดขายเจริญเติบโตในทางที่ลดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากร้านสะดวกซื้อร้านขายอาหารถูกซูเปอร์สโตร์และผู้บริโภคนิยมกินอาหารนอกบ้าน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ร้านสรรพาหารพยายามหาแนวทางการขายใหม่โดยปรับปรุงในเรื่องความสะดวกการบริการเพื่อไม่ให้ลูกค้าจำนวนมากต้องแย่งเบียดเสียดกันในการซื้อ ด้วยการจัดตกแต่งสถานที่ใหม่เปิดบริการในระยะเวลาที่ยาวนานจ่ายเงินรวดเร็วอาจมีศูนย์บริการดูแลเด็กสำหรับพ่อแม่ที่ซื้อสินค้า ปัจจุบันร้านสรรพาหารมีบริการโดยเปิดร้านค้าลูกโซ่อยู่ใกล้ที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค2.4.ร้านสะดวกซื้อ(Convenience Store) เป็นร้านเล็กๆ ขายสินค้าในสายผลิตภัณฑ์ที่จำกัดหมุนเวียนสินค้าเร็ว(High-Turn Over)สถานที่ตั้งใกล้บ้านเปิดจำหน่ายสินค้าตลอด 24 ชั่วโมงเช่น 7 – Elevenมินิมาร์ทสินค้ามีราคาแพงกว่าห้างสรรพสินค้าเพราะใช้การลงทุนสูงแต่ขายสินค้าเป็นจำนวนน้อยลูกค้าพอใจที่มีความสะดวกซื้อเมื่อใดก็ได้2.5.ซุปเปอร์สโตร์(Superstore) สินค้าที่ขายมีทั้งอาหารและไม่ใช่อาหารบริการซัก-รีดซักแห้งซ่อมรองเท้าขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของร้านสรรพาหารสามารถชำระด้วยเช็คหรือเงินสดก็ได้2.6.ร้านค้าผลิตภัณฑ์ผสม(Combination Store) เป็นร้านที่รวมสินค้าประเภทอาหารและยาเข้าด้วยกันมีขนาดประมาณหนึ่งเท่า หรือเท่าครึ่งของสนามฟุตบอลหรือใหญ่ประมาณ 2 เท่า ของซูเปอร์สโตร์2.7.ไฮเปอร์มาร์เก็ต(Hypermarkets) มีขนาดใหญ่กว่าร้านผลิตภัณฑ์ผสมหรือประมาณ 6 เท่าของสนามฟุตบอลเป็นที่รวมของร้านสรรพาหารร้านขายของถูกคลังสินค้าไว้ด้วยส่วนใหญ่เป็นสิค้าที่ต้องใช้ประจำเช่น เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้เสื้อผ้าและอื่นๆไฮเปอร์มาร์เก็ตจะจัดสินค้าบนชั้นหรืออยู่ในตะแกรงลวดสี่เหลี่ยมหรือกระบะบนฐานที่สูงจากพื้นผู้ซื้อใช้รถเข็นเดินเลือกซื้อสินค้าตามชอบร้านจะลดราคาให้ลูกค้าเมื่อต้องขนสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมากไปเอง2.8.ธุรกิจบริการ (Service Business) การค้าปลีกประเภทบริการได้แก่โรงแรมธนาคารสายการบินโรงพยาบาลโรงภาพยนตร์ภัตตาคารบริการซ่อมเสริมสวย-ความงามซักแห้งเป็นต้นเหล่านี้เป็นสินค้าบริการที่เติบโตเร็วมากแต่ละประเภทพยายามเสนอแนวทางการบริการใหม่ๆเช่นธนาคารเสนอการเบิกเงินผ่านเครื่องอัตโนมัติ(ATM)ส่วนบริการซ่อมให้บริการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดทางโทรศัพท์แม้แต่เรื่องสุขภาพก็พยายามให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจใช้บริการดูแลสุขภาพกันมากขึ้นอุตสาหกรรมสร้างความบันเทิงพยายามสร้างโลกส่วนตัวของความบันเทิงต่างๆ อาทิสวนสนุก สวนสัตว์สวนน้ำดินแดนแห่งการผจญภัย เป็นต้นการค้าปลีกสามารถใช้ราคาสินค้าแบ่งแยกได้ร้านค้าปลีกส่วนมากจะตั้งราคาสินค้าและบริการในระดับปานกลางถ้าสินค้ามีคุณภาพดีราคาย่อมสูงตามไปด้วยแต่บางครั้งพบว่าผู้ค้าปลีกอาจขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทั่วไปก็ได้สามารถแยกการค้าปลีกตามราคาได้ ดังนี้1.ร้านค้าแบบให้ส่วนลด(Discount Store) จะขายสินค้าในราคาต่ำแต่ขายได้เป็นจำนวนมากมีกำไรเพียงเล็กน้อยสินค้ามีมาตรฐานสำหรับร้านค้าที่ลดราคาในบางโอกาสหรือเฉพาะบางกรณีไม่เรียกว่าเป็นร้านค้าแบบให้ส่วนลดร้านค้าให้ส่วนลดต้องมีลักษณะดังนี้คือ 1.1 จะต้องขายสินค้าราคาต่ำอย่างสม่ำเสมอ1.2จะต้องขายสินค้าที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จัก มีมาตรฐานมิใช่ขายสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ1.3ต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานเช่นค่าเช่าค่าอำนวยความสะดวกลูกค้าให้ลูกค้าขนสินค้าเอง2.ผู้ค้าปลีกสินค้าลดราคา (Off- Price Retailers) เป็นการตั้งร้านค้าแบบให้ส่วนลดทำให้เกิดคลื่นลูกใหม่คือผู้ค้าปลีกสินค้าลดราคาโดยขายในราคาต่ำแต่ขายจำนวนมากผู้ขายยอมรับกำไรขั้นต่ำจึงทำให้ราคาสินค้าต่ำลงผู้ซื้อสามารถซื้อในจำนวนน้อยกว่าค้าส่งแต่ราคาต่ำกว่าการค้าปลีกเช่นร้านค้าจากโรงงาน(Factory Outlets)ร้านค้าอิสระร้านคลังสินค้า3.ร้านค้าคลังสินค้า(Warehouse Clubs) จัดจำหน่ายสินค้าทั่วไปเช่น สินค้าอุปโภคบริโภคเครื่องใช้เสื้อผ้ามีส่วนลดให้ผู้เป็นสมาชิกและต้องซื้อสินค้าตามขนาดบรรจุที่กำหนดไว้และขนสินค้าเอง4.ขายตามแคตตาล็อก(Catalog Showroom) ได้เข้ามาในวงการขายประมาณปี ค.ศ. 1960และถือว่าได้รับความนิยมเพราะเป็นรูปแบบใหม่เป็นสินค้าที่มีการบวกเพิ่มค่อนข้างสูงตราสินค้าได้รับการยอมรับเช่นกล้องถ่ายรูปนาฬิกาเครื่องประดับกระเป๋าของเล่นเป็นต้นแต่ในปัจจุบันต้องต่อสู้กับการค้าปลีกอื่นๆ อาทิห้างสรรพสินค้าร้านขายของถูกที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันทำให้ต้องลดราคาลงบ้าง

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/429846