เดิมทีบ้านบางแก้วตลอดลงไปถึงบ้านปากพล เป็นพื้นที่ทำนาของคนจีน ทั้งหมดคนแก่เล่าให้ฟังว่าคนไทยไปแอบดูคนจีนทำนา แล้วเอามาเรียนแบบ เมื่อคนไทยรุกล้ำขายเขต แย่งที่คนจีนทำนาคนจีนจึงอพยพเข้ามาอยู่ในตลาดประกอบการค้า บริเวณพื้นที่บ้านสหกรณ์ปัจจุบัน เป็นโรงนาของคนจีนทั้งหมด มีหลักฐานจากการไถนาของชาวบ้านเจอ ตะปู เก่าๆ มีความยาวมากกว่าคืบ หรือประมาณ 6-8 นิ้ว เมื่อมีการจัดตั้งนิคมสหกรณ์ ขึ้นมาไม่ทราบปีใหนแต่ก็ประมาณว่าก่อน พ.ศ.2500 สมัยนั้นยังมีจอมปลวกขึ้นเต็มไปหมด นิคมสหกรณ์จะเอาพื้นที่ 2 ข้างถนนสายบางแก้ว - หาดไข่เต่า ที่ดินของนิคมสหกรณ์บางแก้วจะเริมจากคลองที่เลยโรงพยาบาลบางแก้วในปัจจุบัน ไปจนถึงควนโหมด แบ่งเป็นแปลงๆ ละ 30 ไร่ จนต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งกิ่งอำเภอบางแก้ว ขึ้น จึงได้มีการนำที่ดินที่เป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ซึ่งอยู่นอกเขตที่ดินนิคมสหกรณ์ มาสร้างที่ว่าการอำเภอ และวิทยาลัยการอาชีพ แล้วก็จัดสรรที่ดินให้คนที่ถูกยึดที่ดินไปสร้างศูนย์ราชการอำเภอบางแก้ว จึงมีการฟ้องร้องกันว่าที่ดินบริเวณหารเลน ตลอดลงไปถึงปากพล มีการจับจอง มีตราจองและมีการฟ้องร้องกัน ระหว่างกำนันตำบลนาปะขอ กับ บริษัทปากพลจำกัด ซึ่งฟ้องร้องกันน่าจะก่อน ปี 2500 ไม่ทราบผลการตัดสิน แต่คู่กรณีเป็นกำนันในพื้นที่ กับ บริษัทปากพลจำกัด และเจ้าของบริษัท ปากพลแห่งนี้ที่อยู่ในเอกสารคำตัดสินของศาล มีนามสกุล ล่ำซำ บริษัทปากพล จำกัด ประกอบธุรกิจทำนา ซึ่งอาจจะขายข้าวผ่านทางเรือในทะเลสาบสงขลา หลักฐานว่าบริษัทปากพล มีคดีฟ้องร้องกัน ได้มีการขอถ่ายสำเนา มาจากศาลจังหวัดพัทลุง จึ่งน่าเชื่อได้ว่านามสกุลล่ำซำ อาจจะเป็นบริษัทที่ประกอบทำนา มาแต่ดั้งเดิม ต่อมาเมื่อทายาทรุ่นต่อๆ มามีฐานะรำรวยจึงรวมทุน คนตระกูลเดียวกันจัดตั้งธนาคารขึ้นมา ด้วยเหตุที่ว่าได้สร้างฐานะขึ้นมาด้วยการทำนาปลูกข้าว จึงเอาตรารวงข้าว เป็นตราสัญลักษณ์ และชื่อธนาคารว่า กสิกรไทย แต่คนไทยตระกูลล่ำซำ อาจจะไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าวในภาคใต้เท่านั้นอาจจะ มีในภาคกลางด้วยก็ได้ ถ้าหากผู้สนใจจะค้นหาประวัติ สามารถไปขอถ่ายเอกสารการฟ้องร้องจากศาลจังหวัดพัทลุงได้ เพื่อประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์ ครับ