ขอสรุปสาระการเรียนรู้หลักสูตร EADP รุ่น 12 ช่วงที่ 5 ระหว่าง 16-17 พ.ค.59 ดังนี้
|
หัวข้อที่ |
รายละเอียด |
สาระและสิ่งที่ได้เรียนรู้ |
|
1 |
วันที่ 16 พ.ค.59 ภาคเช้า Learning forum and activities หัวข้อCreative thinking ตอน “คิดคร่อมกรอบ” |
|
|
2 |
วันที่ 16 พ.ค.59 ภาคบ่าย ศึกษาดูงานการบริหารจัดการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ |
การดูงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายแพทย์ประดิษฐ์ ปัจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ มาบรรยายด้วยตัวเองในเรื่องของกลยุทธ์ในการบริหารโรงพยาบาลฯ ซึ่งโดยส่วนตัวมีความเป็นพันธมิตรกับ กฟผ. และเคยทำงานร่วมกันหลายครั้ง โดย Concept ตั้งต้นในการก่อตั้งโรงพยาบาลแยกจากโรงพยาบาลศิริราชว่า “เป็นโรงพยาบาลรัฐที่มีคุณภาพการบริการเทียบเท่าเอกชนในราคาที่ต่ำกว่าประชาชนสามารถเข้าถึงได้” ซึ่งเป็นวางกรอบของการพัฒนาเพื่อนำสู่ Vision และ Mission ไปถึงการปฏิบัติ มีตัวชี้วัดหรือ KPI 2 ปีครั้ง ซึ่งทำให้โรงพยาบาลประสบความสำเร็จในการจัดตั้งเรื่อยมา โดยจะเห็นจากการมีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้นๆ ทุกๆ ปี นั่นคือรายได้ที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลตั้งมา 4 ปี แล้วสามารถทำรายได้และส่งให้โรงพยาบาลศิริราชได้พอสมควร และคาดว่าอีก 4 ปีข้างหน้า รายได้จะครอบคลุมเงินลงทุนทั้งหมด การบริหารโรงพยาบาลไม่เคยหยุดนิ่งมีตั้งเป้าหมายทุกปีและ Bench marking กับโรงพยาบาลชั้นนำมาตลอด เกร็ดที่ได้จากการบรรยายของคุณหมอฯ คือ 1.ในการการปฏิบัติตามกฎบางครั้งอาจจะไม่สามารถพัฒนาในเรื่องที่ต้องการได้ ดังนั้น อาจต้องแหกกฎโดยการศึกษากฎระเบียบให้ท่องแท้ก่อน จึงจะสามารถหาช่องทางให้ดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎระเบียบ2.การ Rebranding จะต้องยังคงไม่เปลี่ยน Culture ของพนักงานและองค์กร 3.มี Business model ที่ชัดเจน (มีกลุ่มเป้าหมาย มีมาตรฐาน ระดับราคา(80%ของโรงพยาบาลเอกชน) โดยที่ระดับการให้บริการเทียบเท่าเอกชน) และ Concept ปัจจุบัน คือ”Receivers and Givers” คือรับและให้คืนสังคม กลยุทธ์หลักประกอบไปด้วย People, Culture and IT(Information Technology) หลังจากได้ฟังบรรยายแล้วได้ไปเดินดูการบริการของแผนกต่างๆ พบว่า การบริการด้านห้องพก ความสะอาด ความสะดวกสบายเทียบเท่าเอกชน มีแผนกต่างๆ มาก มีอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ครบวงจร นอกจากนี้ชั้นล่างยังให้ร้านอาหารชั้นนำ เช่น MK, Yayoi, Starbucks เป็นต้น มาให้บริการบุคลากรของโรงพยาบาลและญาติคนไข้ โดยรายได้ทั้งหมดมอบให้โรงพยาบาล นับว่าโรงพยาบาลมีการบริหารที่เยี่ยมยอด ซึ่ง กฟผ. เองน่าจะนำกลยุทธ์บางอย่างมาปรับใช้ได้ ดังเช่น การให้คืนสังคมโดยเป็นผู้นำการสร้างพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของประเทศควบคู่ไปกับพลังงานจากเชื้อเพลิงหลัก การสำรวจความผูกพันของพนักงานและ Stakeholders ควรปรับจากปีละครั้ง เป็น 2 ปีครั้ง เหมือนกับ การวัด KPI ของโรงพยาบาล เพราะการวัดแต่ละครั้งใช้เวลา เป็นต้น |
|
3 |
วันที่ 17 พ.ค.59 ภาคเช้าPanel discussion หัวข้อเศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC เศรษฐกิจไทยกับผลกระทบและการปรับตัวของ กฟผ. |
- อาจารย์จิระฯ ให้ข้อคิดก่อนฟังนักวิชาการ อาจารย์สมชาย ภคภาสนวิวัฒน์ และอาจารย์มนูญ ศิริวรรณ จะบรรยาย ดังนี้ 1. อย่ารู้ลึกและโง่กว้าง 2. ให้มอง Opportunity หลังฟังบรรยาย 3. มองเรื่อการคุกคาม จากเศรษฐกิจอาเซียนและโลก การประชุม Global warming ที่ปารีส ราคาน้ำมันมีผลอย่างไร - อาจารย์สมชาย ภคภาสนวิวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า ในอนาคตจีนจะมีบทบาทมากในอาเซียน โดยเศรษฐกิจของจีนตลอด 30 ปีที่ผ่านมาขยายตัว 10 % ปี 58 ขยายตัว 8% และปี 59 คาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 6% จะเห็นได้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะลดลงเรื่อย เนื่องจากในอดีตมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานหนัก อัดฉีดเงินเข้าระบบ เศรษฐกิจขยายตัวมาก ทำให้ค่าแรงสูงขึ้น อสังหาริมทรัพย์เหลือ เกิด NPL มากขึ้น ดังนั้น จีนจึงแก้ไขด้วยการลดการอัดฉีดเงินในระบบลงมีผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว จีนจึงมีหนี้มากที่สุดในโลกขณะนี้ ดังนั้น จีนจึงต้องปรับตัวโดยหันมาสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ใช้ IT แทนแรงงานมากขึ้น ปัจจุบันจีนมีเงินสำรองในประเทศลดลง จึงมีความเสี่ยงในการลงทุนมากที่สุด ส่วน EU มีปัญหาคือประเทศอังกฤษอยู่ระหว่างตัดสินใจจะออกจาก EU หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันอังกฤษยังคงใช้เงินปอนด์ ไม่ใช้เงิน EURO ดังนั้นถ้าอังกฤษออกจาก EU มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกดดันให้จะทำให้ประเทศอื่นออกตาม ทำให้ความสามารถในการถ่วงดุลกับกลุ่มอื่นหมดลง เมื่อมองด้าน AEC เกิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้น ทำให้ภาษีนำเข้าเหลือ 0% เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานและวัสดุระหว่างประเทศมากขึ้น แต่ปัญหาคือแต่ละประเทศมีอัตราภาษีต่างกันเยอะ มีผลกระทบราคาสินค้าของแต่ละประเทศ - อาจารย์มนูญฯ มองเรื่องการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. ดังนี้ 1. NGO ของเมืองไทยมีความเข้มแข็งมากที่สุดใน ASEAN และมี Potential influence หรือ Potential force มี Connection กับการเมืองมาโดยตลอด ดังนั้น NGO เมืองไทยจึงมีบทบาทสูงมาก กฟผ.ควรระบุไว้เป็นความเสี่ยงอันดับต้นของการพัฒนาโครงการ 2. Brand ของ กฟผ.จะเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ Fossil อย่างเดียวไม่ได้แล้ว จะต้องเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วย นอกจากนี้ต้องสร้าง Green energy เป็นศูนย์กลางด้านพลังงานในระบบส่งไฟฟ้า 3. ต้อง Define stakeholder ให้ชัดเจนว่ามีใครบ้าง 4. เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งเป็นหัวใจในการพัฒนาโครงการ และต้องทำตั้งแต่ต้นที่จะเริ่มพัฒนาโครงการ 5. ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทุกระดับชั้น 6. คำนึงถึงสิ่งที่ชุมชนต้องการ คือ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่นการใช้ไฟฟรี การใช้ไฟถูกกว่าที่อื่น ให้ชุมชนมีหุ้นส่วน/ได้รับเงินปันผลจากการผลิตไฟฟ้า ให้ทุนการศึกษาต่อเนื่อง สร้างโรงเรียน และโรงพยาบาล เป็นต้น 7. มีการสื่อสารในเชิงรุกแทนให้ข้อมูลชี้แจงภายหลัง ต้องคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเตรียมการรับมือล่วงหน้า |
|
4 |
วันที่ 17 พ.ค.59 ภาคบ่าย Learning forum หัวข้อ Arts and feeling of Presentation |
อาจารย์จิตรสุมาลย์ อมาตยกุล ได้ถ่ายทอดศิลปะเพื่อสร้างความมั่นใจในการพูดและนำเสนอในที่สาธารณะ ในธีมของ "Juicy and Jazz" เน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฏี ทำให้ไม่เครียดและสนุกกับการทำกิจกรรม โดยหลักการของศิลปะในการพูดและนำเสนอนั้นควรคำนึงน้ำเสียง ท่าทาง ไอเดีย และจินตนาการ ที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างความประทับใจ และสร้างการจดจำให้กับผู้รับฟังได้ ความสำคัญของการนำเสนอคือการเตรียมตัวตั้งแต่ขึ้นเวทีเพื่อนำไปสู่ Great presentation ซึ่งมีเทคนิคคือ Power of 3 เช่นกรณีจะนำเสนอเรื่องของขวัญจะใช้ Power of 3 คือ 1.ก่อนเปิด (ต้องมีการจินตนาการ เช่น ประโยชน์ ราคา) 2. หลังเปิด (พูดถึงประโยชน์ของของขวัญ ของขวัญคืออะไร) 3.ข้อคิด (เช่นถ้าคุณพบปัญหา มันคืออัญมนีที่มีค่า เป็นต้น) ทั้ง 3 ส่วนต้องประสานสัมผัสและร้อยเรียงกัน จะสร้างความดึงดูดใจให้ผู้ฟัง ศิลปะการนำเสนอมีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะการทำธุรกิจของ กฟผ. และการขออนุมัติโครงการต่างๆ จากรัฐบาล หากนำเสนอให้ผู้มีอำนาจเข้าใจ เห็นภาพชัดเจนถึงความจำเป็นของโครงการแล้วย่อมได้รับความเห็นชอบโดยปราศจากคำถามและให้กลับมาทบทวน |