สรุปสาระการเรียนรู้หลักสูตร EADP รุ่น 12 ช่วง 4 การเดินทางมาภาคใต้ของ EADP12 เพื่อศึกษาดูงานชุมชนเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และชุมชนต่างๆ ของ จ.ชุมพร ระหว่าง 26-28 เมษายน 2559 นั้น นับว่าเป็นการเดินทางรถยนต์ที่นานพอสมควรในการเข้าถึงแต่ละชุมชน แต่ก็เมื่อได้เข้ามาสัมผัสถึงการดำเนินการของแต่ละชุมชนแล้วก็รู้สึกถึงความสามารถ ความพยายามของผู้นำแต่ละชุมชน ที่จะพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้าพึ่งพาตนเองได้แบบยั่งยืนและมีการสร้างเครือข่ายที่กว้างขวางพึ่งพาอาศัยกันได้ ทำให้การเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีรายละเอียดที่จะขอมานำเสนอ ดังนี้


หัวข้อที่

รายละเอียด

สาระและสิ่งที่ได้เรียนรู้

1

วันที่ 26 เม.ย.59 พบกับผู้นำองค์กร ส่วนราชการของ อ.บ้านตาขุน และดูงานชุมชนรอบเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

  • การพบผู้นำของ อ.บ้านตาขุนนั้น ทำให้ทราบถึงความรู้สึกของคนในสาขาต่างๆ ที่มีต่อ กฟผ.เขื่อนรัชชประภาประกอบไปด้วยปลัดอำเภอ นายกเทศมนตรี ผอ.โรงพยาบาล อาจารย์ชำนาญการพิเศษโรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา ที่มีต่อการดำเนินงานของเขื่อนรัชชประภา ซึ่งส่วนใหญ่ประทับใจการดำเนินการของ กฟผ. โดยเขื่อนรัชชประภาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ อ.บ้านตาขุน เป็นเมืองแห่งความรู้ของนักเรียน ทัศนคติคนรุ่นใหม่จะมองภาพในเชิงบวกกับเขื่อน เขื่อนมีน้ำใจกับชุมชน เช่น สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสอนหนังสือ สนับสนุนเครื่องจักรในการดำเนินงานของอำเภอ กรณีที่ขาดงบประมาณ เป็นต้น ดังนั้นถือได้ว่าการทำ CSR ของเขื่อนซึ่งเห็นความสำคัญของ ภาคีเครือข่าย (Net working) นั้นได้ผลดี ชุมชนมีความประทับใจ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี 3 R ของ อ.จิระฯ คือ ตัวแรก Reality คือความจริงเนื่องเขื่อนต้องอยู่ตรงนี้อยู่แล้วและต้องอยู่กับชุมชนจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน ส่วนตัวที่ 2Relevant ตรงประเด็น คือเข้าถึงชุมชนที่ขาดความรู้และมีความจริงใจต่อกัน และตัวที่ 3 Resultจะเห็นได้ว่ามีการสร้างกิจกรรมร่วมกันในหลายโครงการ ซึ่งในภาพรวมชุมชน อ.บ้านตาขุนนั้นมีทัศนคติที่ดีกับ กฟผ.
  • การเยี่ยมชมชุมชนรอบเขื่อนรัชชประภา ซึ่งมีการพัฒนาชุมชนโดยสร้างกลุ่มเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยมีจุดเด่นภูเขารูปหัวใจ และมีการจัดเทศกาลทานผลไม้ในสวนด้วยราคาเหมาจ่าย นอกจากนี้ยังมีการทำ Homestay การนำเที่ยวและพักค้างแรมบนภูเขาด้วย ซึ่งมีผลให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ทุกคนมีงานทำและมีรายได้ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มาทำประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มถือเป็นชุมชนตัวอย่างที่ดีอีกชุมชนหนึ่ง

2

วันที่ 27 เม.ย.59 พบกับผู้นำชุมชนบ้านคลองเรือ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร

ชุมชนนี้เดินทางไปค่อนข้างไกลนับ 10 กิโลจากถนนใหญ่ ถนนส่วนใหญ่ยังเป็นลูกรัง ใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมากและยังไม่มีกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปใช้ในหมู่บ้านเนื่องจากห่างไกลชุมชน ชุมชนมีเอกลักษณ์ในเรื่องอาหารคือกานำไม้ไผ่เป็นภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่ม เช่น กาแฟโบราณ ไข่เจียวเป็นต้น ทำให้รสชาติดีขึ้นกว่าเดิมมาก กฟผ. ได้เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนบ้านคลองเรือ ตั้งแต่ปี 2551 โดยใช้กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมเริ่มต้นจากการศึกษาศักยภาพของชุมชนในด้านสังคม และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อม ๆ กับนำผู้นำชุมชนศึกษาดูงานด้านการผลิตไฟฟ้า ชุมชนบ้านคลองเรือ มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพทางทรัพยากรน้ำ ดังนั้น กฟผ. จึงให้การสนับสนุน การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ประกอบ ระบบส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยังหมู่บ้านพร้อมสนับสนุนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเครื่องจักรอุปกรณ์และให้คำแนะนำร่วมกับชุมชนระหว่างการก่อสร้างทุกขั้นตอน แต่ขณะนี้มีปัญหาน้ำน้อยประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสียทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านได้ขอให้มีการขยายเขตระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าภูมิภาคเข้ามาแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ ตอนนี้ชุมชนก็เดือดร้อนเนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ และมีผลกระทบต่อการเข้ามาของนักท่องเที่ยวและรายได้ของชุมชน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านต้องการักษาอาชีพและรายได้ของชาวบ้านไว้เกรงว่า ชาวบ้านอาจไปรุกป่าเพื่อหารายได้อีก ซึ่งทางกลุ่ม EADP12 จึงจะไปตรวจสอบและติดตามหาทางให้ความช่วยเหลือชุมชนต่อไป จึงเห็นด้วยกับ อ.จิระฯ ในการทำ CSR ว่าเพื่อให้ได้ผลที่แท้จริงต้องใช้ทฤษฎี 3 ต. คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่องและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิด Net working อย่างแท้จริง

3

วันที่ 28 เม.ย.59 พบกับผู้นำชุมชนบ้านเกาะพิทักษ์หมู่ 14 ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร

เป็นชุมชนต้นแบบที่มีเอกลักษณ์ของต้นเองมีผู้ใหญ่หรั่ง ผู้ใหญ่บ้านเกาะพิทักษ์, อาจารย์อำนาจ รักษาพล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตชุมพร นำชมและบรรยายวิถีชีวิตชาวบ้านรอบๆ เกาะ ซึ่งเกาะพิทักษ์เป็นหมู่บ้านตัวอย่างหนึ่งที่พึ่งพิงตนเองโดยอาศัยจุดเด่นและทรัพยากรที่มีอยู่เป็นจุดขายในเรื่องการท่องเที่ยวและทำโฮมสเตย์ เลือกรับนักท่องเที่ยวที่สุภาพและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีกฎ ระเบียบ เฉพาะหมู่บ้าน มีการเก็บรายได้จากร้านค้าและจากกิจกรรมต่างๆ มาไว้เป็นกองกลางเพื่อพัฒนาเกาะและรักษาสภาวะแวดล้อมให้คงอยู่ในความเป็นเกาะไว้เพื่อลูกหลานในอนาคต ชุมชนจะต้องมีรายได้หลักจากการทำประมงไม่ใช่จากการท่องเที่ยว นับว่าเป็นหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่เข้มแข็งและมีการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงอีกหมู่บ้านหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ใหญ่หรั่ง ให้ความเห็นในเรื่องการเข้าถึงชุมชนว่า ควรต้องสร้างความสัมพันธ์และบอกจุดประสงค์ในการเข้ามาอย่างแท้จริงโดยไม่ปิดบัง อันดับแรกให้มาคุยกับผู้นำก่อนและให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ต้องมีใจและนึกถึงความรู้สึก ความต้องการของชุมชนเป็นหลักหรือตามทฤษฎีคือ ต้องมี Empathy นั่นเอง