สิ่งที่ได้เรียนรู้ช่วงที่ 5
(1) วันที่ 16 พฤษภาคม 2559
1.1 Creative & Innovative Leadership กับการพัฒนางานของ กฟผ. โดย อ. ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์
คุณลักษณะสำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในการทำงาน " มนุษยสัมพันธ์ และ ความคิดสร้างสรรรค์ "
การจะสร้างให้คนมี Creative & Innovative ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง คงเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละคนก็ยังมีความเป็นตัวตนของตัวเองอยู่ แต่ อ.ศรัณย์ ได้ใช้กระบวนการสอนที่ให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นนักโฆษณา หรือคนที่อยู่ในวิชาชีพที่ต้องคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเท่านั้น ถึงจะเป็นคนที่มี Creative แต่ทุกคนสามารถเกิดความคิดนอกกรอบได้ อยู่ที่ว่าคนๆ นั้น ต้องการให้ได้ผลลัพธ์ต่างไปจากเดิมหรือเปล่า? ถ้าต้องการก็คงใช้วิธีเดิมๆ ไม่ได้ แต่ต้องคิดหาวิธีใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของการต้องคิดใหม่ทำใหม่ ขอเรียกวิธีนี้ว่า "ผลลัพธ์สร้างผลงาน"
การที่จะทำให้เกิดความคิดนอกกรอบได้ ก็ต้องทำลายกรอบความคิดนั้นออกไป ซึ่งกลวิธีง่ายๆ ที่ อ.ศรัณย์ ถ่ายทอด ก็คือการตั้งคำถาม 4 ข้อ ตามลำดับ ดังนี้
1. กลัวอะไรอยู่ (กลัวผิด)
2. แล้วไง (ผิดก็จะโดนไล่ออก)
3. แล้วจริงหรือเปล่า (ที่ผิดแล้วจะโดนไล่ออก)
4. แล้วถึงตายไม๊ (ถ้าโดนไล่ออกจริง แล้วตายไม๊)
ถ้าคำตอบออกมารับได้และไม่ถึงกับตาย ก็ใส่เกียร์เดินหน้ากับการคิดใหม่ทำใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิมตามที่ต้องการ
แต่ความคิดนอกกรอบก็ยังเป็นความคิดดิบๆ ที่เอามาใช้ทันทีไม่ได้ ต้องผ่านกระบวนการเอาความคิดนอกกรอบนั้นกลับเข้ามาแบบคร่อมกรอบ ซึ่งหมายถึงความคิดนั้นต้องไม่ผิดกฎหมายศีลธรรมอันดีงาม โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า P.P.C.O ประกอบด้วย
P : Pluses ---> ความคิดนั้นมีข้อดีอะไรบ้าง
P : Potentials ---> สนับสนุนให้เกิดข้อดีในอนาคตได้อย่างไร
C : Concerns ---> มีอุปสรรคหรือข้อติดขัดอะไรบ้าง
O : Opportunities ---> ทำอย่างไรถึงจะข้ามอุปสรรคนั้นได้
ซึ่งตัวอย่างที่ อ.ศรัณย์ ยกมาให้เห็นนั้นมันชัดเจนและเข้าใจเลยว่า การเอาความคิดนอกกรอบกลับเข้ามาในกรอบและใช้ได้จริง เป็นเช่นไร
ตัวอย่าง : พนักงานที่ห่อของ ทำงานได้ช้ามาก เพราะมัวแต่อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ที่เอามาห่อ ซึ่งมีคนเสนอความคิดแบบนอกกรอบสุดโต่งว่า "ให้ควักลูกตาทิ้งซะ"
P : ความคิดดังกล่าวมีข้อดีคือพนักงานจะได้ไม่ต้องอ่าน
P : สนับสนุนให้งานเสร็จเร็วขึ้น
C : แต่ทำไม่ได้เพราะถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย ซึ่งผิดกฎหมาย
O : เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย ก็ให้จ้างผู้พิการทางสายตามาทำงานหน้าที่นี้แทนพนักงานปกติ
จากตัวอย่างดังกล่าว เป็นการจุดประกายความคิดที่ว่า ขอแค่คิดแล้วสิ่งต่างๆ ก็จะตามมาเอง ซึ่งหากไม่เริ่มต้นแม้แต่จะคิด ก็คงติดอยู่กับกรอบที่ตัวเองสร้างขึ้นมาอยู่เช่นนั้นนั่นเอง
สำหรับ กฟผ. แล้ว เห็นว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อ Creative & Innovative ก็คือความกลัวที่จะต้องหลุดออกมาจาก Comfort Zone ประมาณว่าถ้าคิดก็ต้องทำ การทำก็คืองานงอก แล้วจะเหนื่อยไปทำไม ฉนั้นเมื่อไม่อยากทำก็ไม่คิดจะดีกว่า ขอทนอยู่กับผลลัพธ์เดิมๆ เพื่อประโยชน์สุขส่วนตนก็พอแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงความกลัวเป็นความกล้า ให้กล้าที่จะคิดกล้าที่จะทำ คงต้องนำร่องจากผู้นำที่ต้องแสดงและสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ซึ่งต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า คนทำดีย่อมได้ดี ไม่ใช่ทำหรือไม่ทำก็ได้ไม่ต่างกัน แล้วใครหละที่จะลุกขึ้นมาคิดแล้วทำ?
รหัส INTJ : นักคิดสร้างสรรค์แบบ Visionary
1.2 ศึกษาดูงาน ณ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราขการุณย์ โดย ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน
รู้สึกชื่นชมกับความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ นพ.ประดิษฐ์ อย่างมาก ท่านจะออกตัวว่าไม่รู้ทางการทำธุรกิจ แต่ผลงานการันตีถึงความสามารถของท่าน สิ่งหนึ่งที่ท่านเล่าก็คือการที่ท่านรับความจริงว่าท่านไม่รู้เรื่องใด ยังขาดเรื่องใด แล้วท่านก็เดินหน้าหาพันธมิตรที่จะมาช่วยเติมเต็มในสิ่งต่างๆ ที่ท่านยังไม่รู้หรือยังขาดอยู่ งานนี้เรียกว่า network & connection มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันให้ big project สำเร็จลงได้ ซึ่งหากท่านไม่ยอมรับความจริงว่าตัวท่านเองไม่ได้เก่งหรือรู้ไปทุกเรื่อง ผลลัพธ์ก็คงออกมาตรงข้าม คงไม่มีใครที่จะเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งวลีที่ยังตรึงใจก็คือ "รู้ลึก แต่โง่กว้าง" ซึ่งชัดเจน ตรงไปตรงมามาก
การบรรยายของท่าน เริ่มจากที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารในอดีตที่เห็นแล้วว่ากำลังมีภัยคุกคามเกิดขึ้นกับ รพ.ศิริราช ในเรื่องของเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดน้อยลง จึงเป็นโจทย์ว่าจะทำอย่างไรที่ รพ. ศิริราชจะมีเงินเพียงพอที่จะอยู่ต่อไปได้ จนเกิดความคิดนอกกรอบที่ไม่ยึดติดกับคำว่าโรงพยาบาลรัฐ แต่คิดผันตัวออกไปเป็นเยียงเอกชน เพื่อให้ได้ดอกผลมาเลี้ยงในส่วนที่ยังเป็นโรงพยาบาลรัฐอยู่ ต้องขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ และการทำความเข้าใจในความเหมือนและความต่างระหว่าง รพ.ศิริราช กับ รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งท่านได้อธิบายด้วยภาพเครืองบินที่มีทั้ง economy business และ first class ที่เหมือนกันตรงที่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ก็ถึงที่หมายเหมือนกัน เปรียบได้กับเรื่องการรักษา ที่ไม่ว่าจะรักษาที่ ศิริราช หรือที่ ศิริรราช ปิยมหาราชการุณย์ ก็ใช้วิธีการรักษา และคุณภาพของหมอ ที่เหมือนกัน แต่ต่างตรงที่หากเลือก first class คือยอมจ่ายแพง ก็จะได้รับการบริการที่ดีกว่า เปรียบเหมือนหากเลือกรับการรักษาที่ ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ก็คือการยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อได้รับการบริการที่สะดวกสบาย และรวดเร็วกว่า ที่สำคัญคือผู้ที่มารับการรักษาที่นี่จะเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ คือได้รับการรักษา ขณะที่เงินที่จ่ายก็เปรียบเสมือนการช่วยสนับสนุนให้กับ รพ.ศิริราช ที่จะได้มีเงินทุนไปรักษาผู้ป่วยที่ยากไร้กว่า ซึ่งเป็นการอธิบายที่ชัดเจนอีกเช่นกัน
จากที่กล่าวมาข้างต้นยังทำให้เห็นว่าได้มีกระบวนการคิดถึง Envision คือการเห็นภาพสุดท้ายที่ต้องการ แล้วก็กลับมาดูว่ากระบวนการใดที่จะทำให้บรรลุสิ่งที่ต้องการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคระหว่างกระบวนการมีอะไรบ้าง จะจัดการอย่างไร ช่างสอดคล้องกับตำราที่ อ.จีระ คัดสรรมาให้อ่าน ซึ่งตอนที่ นพ.ประดิษฐ์ ทำโครงการนี้ ก็คงไม่มีเวลามาอ่านตำราเหล่านี้ แต่เมื่อเอาทฤษฎีมาจับก็จะรู้ว่าไม่ได้หนีจากตำราเลย ต่างกันตรงที่การได้ลงมือทำจริงเป็นการสร้างประสบการณ์อันยิ่งใหญ่
โดยภาพรวมแล้ว ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้ไปฟังบรรยายพร้อมได้ชมพื้นที่บางส่วนของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และหากผู้นำของ กฟผ. วิเคราะห์ได้ว่าภัยคุกคามของ กฟผ. คืออะไร จะตั้งรับและรุกอย่างไร ยอมรับความจริงในปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ และแก้ให้ตรงจุดอย่างตรงไปตรงมา พร้อมใส่เกียร์เดินหน้า กฟผ. ก็คงยืนหยัดเป็น number one ด้านพลังงานไฟฟ้า ได้อย่างยั่งยืน
(2) วันที่ 17 พฤษภาคม 2559
2.1 เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC เศรษฐกิจไทยกับผลกระทบและการปรับตัวของ กฟผ. โดย รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และ อ. มนูญ ศิริวรรณ
กล่าวโดยสรุปแล้ว ไม่ว่าส่วนใดในโลกมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะเกิดผลกระทบในวงกว้าง แต่จะมากจะน้อยก็คงแล้วแต่บริบทของประเด็นที่เกิดขึ้นว่ามีความเกี่ยวข้องกับแต่ละประเทศมากน้อยเพียงใด ดังนั้นการรู้เท่าทันเหตุการณ์ต่างๆของประเทศที่มีอิทธิพลหรือบุคคลสำคัญๆของโลก จะทำให้สามารถวางแผนรองรับได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที แต่ทั้งนี้การเป็นผู้หยั่งรู้และวิเคระาห์ผลที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ต่างๆ ได้นั้น ผู้นั้นต้องเป็นใฝ่รู้ เป็นผู้รักการอ่าน เพราะจะทำให้มีคลังข้อมูลที่พร้อมจะหยิบมาใช้ได้ตลอดเวลา
หาก กฟผ. มี culture ที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ก็ย่อมจะขยับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกวันนี้
2.2 Arts and Feelings of Presentation โดย อ. จิตรสุมาลย์ อมาตยกุล
Class นี้ อาจารย์เรียกว่า "Juicy and Jazz" เพราะเป็นหลักสูตรที่สบายๆ ไม่หนักทฤษฎี แต่เน้นให้ปฏิบัติทำ workshop ซึ่งการจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดที่ดี ต้องให้ผู้ฟังบรรลุใน 3 สิ่ง ได้แก่
1. ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงอารมณ์
2. ทำให้ผู้ฟังรับรู้ถึงความแปลกใหม่
3. ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าน่าจดจำ
ทั้งนี้การเป็นนักพูดที่ดี หมายถึงต้องดีให้ครบใน 3 ด้าน ซึ่งขอเรียกว่า "Triple Great" ได้แก่
1. Great Thought ---> มีวิธีการจัดระเบียบความคิดที่ดี
2. Great Presenter ---> มีวิธีการให้ผู้ฟังได้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก
3. Great Delivery ---> มีวิธีการที่ให้ผู้ฟังเข้าใจและจดจำ
ในการจัดระเบียบความคิดที่ดี (Great Thought) ต้องเกิดจากการเตรียมตัวที่ดี (Good Preparation) โดยให้ใช้เทคนิคระดับ World Class ที่เรียกว่า "Power of 3" ซึ่งเทคนิคก็คือให้แตกหัวเรื่อง (Topic) ออกเป็นประเด็นสำคัญๆ เพียงแค่ 3 ประเด็น แล้วแต่ละประเด็นสามารถแตกเป็นประเด็นย่อยได้อีก 3 ประเด็น ซึ่งจะช่วยให้ความคิดถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นลำดับ และลื่นไหล ไม่กระจัดกระจายจนกลายเป็นพูดไม่รู้เรื่อง จับใจความไม่ได้ หรือไม่ตรงกับหัวข้อที่จะพูด
อีกทั้งยังได้ฝึกการใช้เสียงอย่างมีพลัง โดยต้องเป็นเสียงที่มาจากท้องน้อย รวมถึงการมีท่ายืนที่สง่างามซึ่งจะเสริมให้บุคลิกภาพดูดีน่ามองในขณะที่พูด
"เนื้อหา น้ำเสียง ท่าทาง" จึงเป็นองค์รวมที่จะทำให้การพูดออกมาสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องสลัดความเขินอาย ความกลัวและประหม่าออกไป พร้อมกับต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อให้เกิดความกล้าและความชำนาญ
หลักสูตรนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้ารับการอบรม เพราะนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันที่ต้องสวมบทบาทการเป็นผู้นำเสนอในเวทีต่างๆ