ขออนุญาตสรุปรวมๆ เฉพาะที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาใช้กับตัวเองและองค์กรได้เลย แต่อาจจะไม่ได้สรุปเป็นระบบมากนัก

ทุนมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญขององค์กร ดังนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมองค์กรสู่ความเป็นเลิศอย่างมั่นคงและยั่งยืน การบริหารที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย แนวคิดหลักดังนี้ (รวมทฤษฎี 3 วงกลมและ HRDS เข้าด้วยกัน)

  1. พัฒนาบุคลากรให้เป็นคนเก่งและดี (competency) = เพิ่มคุณภาพของทุนมนุษย์ในองค์กร
  2. ปรับองค์กรให้น่าอยู่ คล่องตัวและทันสมัย ( happy work place) ทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีความสุข (happy at work) ผ่าน respect และ dignity
  3. สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรอยากทำงานอย่างเต็มความสามารถ (motivation) โดยการสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ร่วมกันและทำงานเป็นทีม เนื่องจากการทำงานเป็นทีม (team work)และการสร้างเครือข่าย networking) จะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน (sustainability)

ผู้นำกับผู้จัดการ (ผู้บริหาร) แตกต่างกัน และเมื่อมองย้อนมาที่ตัวเองก็พบว่าทำหน้าที่ผู้นำน้อยกว่าการเป็นผู้บริหารมาก เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อทำหน้าที่ผู้บริหารก็คือเป็นผู้นำองค์กร ที่ผมคิดว่าต้องปรับปรุงโดยทันทีก็คือการมุ่งเน้นที่คน (ทุนมนุษย์) มากกว่าระบบ และต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้น ซึ่งในการอบรมท่าน อ.จีระ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ Principle 5 ข้อที่ผู้นำต้องคำนึงถึง แต่ผมขอแสดงความเห็นแค่สองประเด็นคือ

-Change กับ loss ไปด้วยกันต้องรู้ว่าจะจัดการกับ loss อย่างไร ซึ่งผมมองว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน หากไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดีพอ ดังนั้นจึงต้องมีการคาดการและกำหนดแนวทางแก้ไขหากเกิดการผิดพลาด ทั้งนี้ต้องทำให้เร็วและไม่ผิดพลาดซ้ำๆ เพราะจะทำให้ trust ที่มีต่อตัวผู้นำลดน้อยลง ซึ่งลักษณะหนึ่งของผู้นำก็คือความสามารถในการจัดการภาวะวิกฤต (crisis management) และ การบริหารความไม่แน่นอน (uncertainty management)

-ต้องบริหาร fear ให้ได้ ข้อนี้ก็เช่นกันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความกล้าของทุกคนในองค์กรที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นผู้นำจะต้องมีแนวทางในการสร้างความเชื่อมั่นและลดความกลัว

ส่วนกฎ 9 ข้อ ของ อ. จีระ (Chira – Change Theory) ผมขอสรุปเป็นประเด็นดังนี้

-กฏที่เกี่ยวกับบุคคลที่ต้องพัฒนาคือ confidence, understanding future และ creativity

-กฎที่เกี่ยวกับความพร้อมขององค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคือ learning culture, creativity, teamwork in diversity, networking, keep doing and continuous improving

-สำหรับแนวคิดชนะเล็กๆ (win step by step) และ share benefit น่าจะเป็นตัวเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในองค์กร

กรณีศึกษาเรื่องถอดรหัสสามก๊ก บอกให้รู้ว่าผู้นำมีหลากหลายแบบ แต่ละแบบก็เหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

สำหรับหัวข้อผู้นำสร้างสรรค์ ผมสนใจแนวทางการนำเสนอของท่าน อ. ศรัณย์ เพราะกระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมคิดและมีส่วนร่วมตลอดเวลา (น่าจะนำไปปรับใช้สำหรับการเรียนการสอนได้ดี) ส่วนประเด็นเกี่ยวกับผู้นำสร้างสรรค์นั้น ผมได้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมอบรมผ่านการทำงานเป็นกลุ่มที่ อ.ศรัณย์ กำหนดให้แต่ละคนผลัดเปลี่ยนกันเป็นตัวละครที่ต่างกันและผลัดกันแสดงความเห็นสะท้อนกลับซึ่งกันและกัน ผมเห็นว่า “คนที่ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งรับฟังน้อยลง” ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ และเมื่อ “พูด” มากกว่า “ฟัง” ความรู้หรือแนวคิดใหม่ก็ไม่เกิด เพราะจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีโอกาสที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกมา (ผู้นำต้องทำหน้าที่เป็น coach ที่ดีด้วย…หัดเป็นผู้ฟังที่ดี) แนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน โดยจะต้องเปิดกว้าง ให้กับบุคลากรทุกระดับในการแสดงความคิดเห็น และไม่มองข้ามความคิดแปลกๆของเพื่อนร่วมงาน (ดูเหตุผลและความเป็นไปได้ให้ครอบคลุม) นอกจากนี้ยังได้รับแนวคิดในการประเมินบุคคลเบื้องต้นว่ามีลักษณะแบบใด ซึ่งจะทำให้เราสามารถเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน

ดังนั้นผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำด้วยจะยกระดับความสามารถให้สูงขึ้น และจะทำให้องค์กรก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อของหลักสูตร “ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของ ม.สงขลานครินทร์”