หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 1(ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2559)

สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ห้องเรียนผู้นำ

ขอต้อนรับลูกศิษย์หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนำคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 1(PSU EXECUTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE) ทุกท่านอย่างเป็นทางการ

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นผู้จัดหลักสูตรเพื่อการพัฒนาผู้นำ ผู้บริหาร และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

และขอใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ที่เราจะเรียนร่วมกันสำหรับช่วงที่ 1 ครับ

จีระ หงส์ลดารมภ์


สรุปการเรียนรู้โดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2559

พิธีเปิดหลักสูตร

กล่าวต้อนรับและรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ

โดย นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

รองอธิการบดีฝ่ายบุคคลและประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การเล็งเห็นความสำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และ Chira Academy จัดโครงการฯ ครั้งนี้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาผู้บริหารให้มีวิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำ ความรู้ ทัศนคติ บุคลิกภาพที่ดี สามารถเป็น Change Agent ได้ถ่ายทอดมหาวิทยาลัย

2. การปลูกฝังการเรียนรู้ สู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

3 .เปิดโลกทัศน์และมุมมอง เพื่อการให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์

4. พัฒนาเครือข่าย หรือแนวร่วม

5. สร้างพลังให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน

กิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบห้องเรียนผู้นำ การดูงานในประเทศ การสร้างสรรค์กายและใจ และ Self Study ผู้เข้าร่วมมีทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งใน 2 วันนี้จะเป็นการเรียนรู้ช่วงที่ 1

กล่าวเปิดการประชุมฯ

โดย รศ. ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล

อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รู้สึกมีความยินดีที่มาร่วมพิธีเปิด และได้รับทราบว่ามูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกำลังสำคัญในการบริหารมหาวิทยาลัยในอนาคต

ที่ผ่านมาเห็นว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ได้มีหลักสูตรผู้บริหารโดยตรง อาศัยการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามประสบการณ์ และคุ้นเคยกับงานด้านวิชาการอย่างดี ส่วนระบบบริหารองค์กรไม่ค่อยใช้ทักษะในการบริหารมากนัก เพราะระบบราชการมีระเบียบที่เราต้องดำเนินการตามระเบียบอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยได้คิดนอกกรอบเยอะ

กฎหมาย พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผู้บริหารต้องทำหน้าที่ทั้งบริหารวิชาการ และบริหารองค์กร ซึ่งการบริหารองค์กรจะมีระเบียบของเราเอง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหาร และใช้ทักษะในการบริหารเป็นอย่างมากในการนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศ และทำอย่างไรให้การบริหารบรรลุเป้าหมาย นำพาไปสู่ความเป็นเลิศได้ ซึ่งท่านอธิการบดีพยายามที่จัดรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง และถ้าไม่พัฒนาทักษะจะไม่สามารถนำพามหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายได้

หน้าที่อย่างหนึ่งของอธิการบดีคือต้องสร้างผู้บริหารรุนใหม่ จัดทำเป็นหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง และทุกระดับไม่ว่าจะสายอาจารย์และสนับสนุนต้องมีความสามารถในการจัดการ จัดเป็นหลักสูตรแรกที่ทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องไป

ถ้าเรามีหลักสูตรใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมจะ ขอขอบคุณ

จะนำความรู้ที่ได้ไปบริหารองค์กรตั้งแต่คณะไปถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งคนที่ได้เข้าร่วมหลักสูตรในวันนี้จะเป็นการบริหารหลักสูตรในอนาคตได้

วิชาที่ 1

ปฐมนิเทศ และแนะนำทฤษฎีที่สำคัญ

เพื่อการเรียนรู้และการตั้งเป้าหมายของการเรียนรู้ร่วมกัน

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศและประธาน Chira Academy

รศ.นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กรรมการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ดร.จีระ ได้กล่าวว่างาน PSU ในอนาคตจะเป็นเกียรติประวัติของ ดร.จีระด้วย มหาวิทยาลัยที่นี่เป็นอะไรที่มีเสน่ห์มาก และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาพบกับอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดีและผู้บริหารทุกคน

การเรียนในครั้งนี้จะมีการทำ workshop และขอให้ทุกคนแนะนำตนเองด้วย ได้กล่าวถึงอบรมใน 7 ช่วงว่าต้องทำอะไรบ้าง

ดร.จีระได้กล่าวถึงการทำ workshop ว่า 1.อยากให้แต่ละคนรู้จักตนเองก่อน 2.รู้จักคนอื่น ทำงานร่วมกับคนอื่น อาจเป็นคณะหรือส่วนรวมระดับประเทศ

อาทิ การมีหนังสือดี ๆ อย่างเรื่อง The power of habits เพื่อให้อ่านและวิเคราะห์ร่วมกัน

ดร.จีระ จะเป็นเสมือนผู้สร้าง Platform ให้เล่น

CEO Forum on “Effective Management for High Performance Organization”

- CEO จะต้องไม่ได้ทำเพื่อ Profit

- CEO แต่ละท่านมีตำแหน่งอยู่ด้วย สิ่งที่อยากให้เรียนรู้คือการวิเคราะห์ร่วมกัน

เรื่องการแบ่งกลุ่มอ่านหนังสือและวิเคราะห์ร่วมกัน จะเลือกหนังสือที่สอดคล้องกับช่วงที่เรียน เช่นช่วงแรกเป็นช่วงปรับพฤติกรรม เปลี่ยนแปลง ปรับแนวคิดใหม่ ๆ ก็จะเป็นเรื่อง The power of habit

Perspectives on Management Effectiveness for Future University : การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในอนาคต

- เสนอเรื่องการ Raise fund เพื่อการทำประโยชน์สู่มหาวิทยาลัย

“เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC 2015 และเศรษฐกิจไทย..ผลกระทบ การปรับตัว
และกลยุทธ์ของ ม.อ.”

- เอาแผน 15 ปีมาสอดคล้องกับของอาจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และจะมีการแจกแผน 15 ปี ให้สอดคล้องกัน

CEO – HR – Non HR – Stakeholders and Value Creations

- เราต้องมอง Young PhD.ให้เข้าใจอนาคตของมหาวิทยาลัย ต้องฝึกเขาเพราะถ้าเข้าใจจะเป็นมูลค่ามหาศาลในการ Run Human Capital ในองค์กร

เทคนิคการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการวัดความคุ้มค่าทางด้านการเงิน

- เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะ เมื่อ ม.อ. ออกนอกระบบต้องใช้ทุนสูง

รศ.นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.

การเรียนรู้เป็นทีมมีความสำคัญ และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของแต่ละคน ไม่มีใครสามารถถ่ายทอดได้ทุกเรื่อง ทุกคนมีจุดแข็งของตนเอง

การเรียนจากดร.จีระ มา 3 รุ่น เสมือนไปเข้าสวน มีพุ่มไม้หลายรุ่น หลายพันธุ์ การเข้าสวนเสมือนเลือกต้นไม้ที่สนใจและแวะชม มีหลายระดับ

1. เปรียบการเรียนรู้เสมือนการชมสวนเสมือนเป็นทางเลือกของผู้บริหารทุกท่านในส่วนที่ตัวเองสนใจ แต่ความลึกซึ้งจะอยู่ที่เราสนใจเรื่องต่าง ๆ นั้นมากน้อยแค่ไหน

2. การเรียนเป็นเรื่องรถไฟและเรียนเป็นลำดับกัน

3. การเรียนอย่างหนึ่ง การเลือกสถานที่มีความเหมาะสม

การประเมินหลักสูตรจะดูพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงว่ามีพฤติกรรมใดที่พึงประสงค์ตามที่ผู้บริหารต้องการ

จุดแข็งของหลักสูตร

1. การเรียนเป็นทีมเป็นกลุ่มมีความสำคัญ แต่เราชอบเน้นเรื่องการทำงานเชิงเดี่ยวมากเกินไป จึงขอเชียร์ให้อย่าทิ้งงานกลุ่ม ให้รู้จักเพื่อนร่วมกลุ่ม

2. มี Social Event ภายนอก การไปดูงานจะได้เห็นได้สร้างเครือข่าย มีช่องทางที่ร่วมมือกัน เพราะความต่างจะเป็นเรื่องในอนาคตที่จะหาลู่ทางหรือช่องทางที่ติดต่อ เราจะมีโอกาสร้าง Connection ให้ได้ เราจึงต้องพยายามหาเพราะจะทำให้มีประโยชน์

สิ่งที่สำคัญสำหรับหลักสูตรนี้คือเมื่อเรียนไปแล้วจะรู้ว่าแต่ละคนมีศักยภาพแฝงในตัวเยอะมาก โจทย์ข้างหน้าต้องการความ Strong leadership ซึ่งศักยภาพแฝงถ้าใช้ได้ถูกช่วง ถูกเวลา จะกลายเป็น Leadership ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนหรือเดินหน้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบได้ จะเป็นก้าวกระโดดหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้บริหารทุกคน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้กล่าวถึงใน 19 วัน มีหัวข้อบางอันที่เข้าใจว่าโลกเปลี่ยนทางไหนแล้วเราต้องปรับตัวทีจะจัดการและเอาชนะมัน อย่างคนในห้องนี้เขียน Paper ได้ A ทุกคน แต่ถ้าเจออุปสรรคและวัฒนธรรมองค์กรอาจไปไม่รอด เราต้อง Proactive Rest fund จัดการเปลี่ยนแปลง ต้นทุนมาจาก Research และปัญญาของเรา สิ่งที่น่าสนใจของการเรียนคือ Working as a time และ Informal working

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่ดร.จีระ ท่านคณบดีสุธรรม และคุณวราพร ให้ไป ตามที่ท่านคณบดีพาชมสวน เนื่องจากเราต้องเลือกพันธุ์ไม้ ที่ชอบที่ถนัด เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่จะออกนอกระบบ มีผู้นำที่มาจากแต่ละข้อ คนละข้อ แต่ยังไม่ได้เชื่อมต่อ สิ่งที่ต้องเพิ่มในวันนี้คือทักษะการบริหาร

เป้าหมายของมหาวิทยาลัยชัด และมีความเป็นพระราชบิดาอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว

สิ่งที่ทำคือ การติดตา ต่อกิ่ง ทำเป้าหมายให้สู่วิธีการ วิธีการคือกระบวนการอย่างหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์ของ ดร.จีระ มากว่า 40 ปี เราสามารถอธิบายอะไรก็ได้ที่เป็นศักยภาพคน และความเชื่อมั่นของเรา

เรื่องที่น่าสนใจคือ ภาวะผู้นำ ที่ต้องพาองค์กรก้าวต่อไป อีกเรื่องคือผู้นำต้องมีความกล้าหาญ ความกล้าหาญมาจากความมั่นใจในคน ในทีมของเรา

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้กล่าวถึงการบริหารมหาวิทยาลัย องค์กร ความต่อเนื่อง Basic ของแต่ละท่านอาจเหนือดร.จีระ แต่สิ่งที่ดร.จีระให้คือเปิด Perspective

การเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงแค่ 3 เดือน อาจไม่ชนะ แต่อาจทำได้ถ้าทุกคนเปิดใจกว้าง

ได้กล่าวถึงการทำเยอะ แต่ไม่มี Impact และสิ่งที่ได้อาจเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

1. กระบวนความคิด ดร.จีระ มีกระบวนการในการคิดร่วมกัน (การทำงานในองค์กร มี 2 อย่างคือ 1. Teamwork เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็น Assignment เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยมอบมา 2.เรื่อง Networking

Teamwork ต้องพยายามทำตามนโยบาย พันธกิจ แต่ Informal Network ได้ยกตัวอย่าง กฟผ.ทำ CSR ที่ป่าต้นน้ำพะโต๊ะ อยู่กันอย่างไร ไม่มี โฉนด แต่ดูแลป่าต้นน้ำให้ และคนที่เชื่อมต่อได้ คือ จากโครงการจากภูผาสู่มหานที เพิ่มเรื่องการท่องเที่ยวและชุมชนเข้าไป

ชุมชนที่ยินดีเป็นเครือข่ายพลังงานถ้ามาร่วมคุยและแสดงความคิดเห็น และศึกษาร่วมกัน ตัวอย่างผู้นำที่ชุมชน จะเปิดถ้ำหาเงิน 50,000 บาท ได้ไปหาที่ ททท. บอกว่าเพิ่งเปิดใหม่ ทำการตลาดไม่ได้
อาจารย์จีระเลยพาคุณจินตนา ไปพบผู้ว่าฯ หาเงินมา 50,000 บาท ที่พูดเรื่อง Raise fund เพราะเราต้องหางบประมาณจากที่อื่น และมี Resource ช่วย กระบวนการเกิดจากการรวมตัวแล้วคิดเพื่อไปปฏิบัติในอนาคต

คนเก่งมีมากแต่คนที่จะเอาเวลาโดยส่วนตัวจะกระตุ้นศักยภาพแน่นอน สิ่งที่ได้จะเกิดแรงบันดาลใจค่อนข้างมาก เป็นสิ่งที่เก็บสะสมมา 40 ปี

ดร.จีระ ได้กล่าวถึงหน้าที่ของ กฟผ. ต้องปรับพฤติกรรมของชุมชน ต้องไปที่ไหนก็ได้ที่เขาไว้ใจ Trust

คณบดีเป็นตำแหน่งที่มาจากสภามหาวิทยาลัย

ม.อ. ในอนาคตต้องเดินเส้นนี้ การเอาคณบดี รองคณบดีถือเป็นนวัตกรรมยิ่งใหญ่ ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์ได้มีการนำหลายภาคส่วนมาร่วมด้วย

อาจารย์บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

ความคิดที่อยากจะทำเกิดจากความต้องการและทิศทางจิตวิญญาณที่จะมุ่งเป้าไปมีอยู่แล้ว เพียงแค่มากระตุ้นให้แต่ละคนมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนต่อเรือด้วยการเห็นว่าเราจะไปผจญภัยด้วยกัน และเมื่อกลับมาก็มาพัฒนาขึ้นเพื่อให้ไกลกว่าเดิม

การพัฒนาของมหาวิทยาลัยต้องเป็นสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลของมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้ยั่งยืน กระบวนการผู้นำมีอยู่แล้ว เราต้องมีกระบวนการลับขวานให้คม และคิดว่าไม่ใช่แค่ Course นี้จบ แต่จะมี Course สั้น ๆ 2- 3 เดือนครั้ง เป็นแนวคิดที่จะทำต่อไป

เรื่องการไปต่างประเทศ เช่น เคมบริดจ์ ออกฟอร์ด ทาง คสช. ยังห้ามอยู่ ตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานอยู่ว่าจะไปดูงานที่มหาวิทยาลัยเปรียบเทียบอย่างที่สิงคโปร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี หรือนันยาง และคิดว่าอย่างไรที่หลักสูตรนี้ยังไม่ได้จบแค่รุ่นนี้

ตั้งใจทำ 3 ระดับคือ รุ่นที่ 1 คือระดับคณบดี และรุ่นที่2 คือระดับรองคณบดี

ดร.จีระ เสริมว่าควรมีการเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ดูงาน อาจไปเรียนหลักสูตรเขา 2-3 วันเพื่อร่วมเปรียบเทียบกับเขา และคิดว่าคนในห้องนี้คุ้มมากในต่างประเทศและจะได้รู้ว่า การขอประเมินต้อง Do what you know และเกิดมูลค่าให้ได้

ต้นทุนไมใช่ค่าใช้จ่ายแต่คือ Opportunities Cost ของแต่ละคน และ Process อันนี้ถ้าไม่ได้ติดตามใกล้ชิด

การปรับพฤติกรรมของคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นสงครามที่ยืดเยื้อทุกคนต้อง Realistic

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

การต่อเรือในรูปแบบเดิม ๆ ทำอย่างไรอาจไม่ต้องเรียนรู้สมัยใหม่

แนวคิดของคนสมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกันแล้ว และเชื่อหรือไม่ว่าเด็กรุ่นใหม่มี Concentration เพียงแค่ 8 วินาทีในการ Concentrate และที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ความจริงสิ่งที่ผิดเพราะพ่อกับแม่ทำอย่างนี้ เราต่างหากเป็นคนสร้าง Generation ต่าง ๆ เอง รูปแบบเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที เป็นห่วงว่าประเทศไทยอาจไปไม่รอด ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ บางครั้งเราเริ่มมองโลกในมุมที่ไม่ค่อยถูกต้อง และผู้รักษากฎหมายไม่ค่อยอยู่ในกฎหมายเท่าไหร่ ระวังเรื่องรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกินกัดกร่อนกับมหาวิทยาลัย

ดร.สร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช

จากที่ประมวล คิดว่ามหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแล้ว ดร.จีระจะดึงศักยภาพแฝงของแต่ละท่านที่จะพาเรือลำนี้ไปสู่เป้าหมาย ความล้มเหลว หรือความสำเร็จจะเกิดจากความชัดเจนของวิสัยทัศน์ วิธีการเก็บเพื่อไม่ให้ตกหล่นคือ การสัมมนาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าเราไปถูกทางหรือยัง ในฐานะที่ทุกท่าน จะเป็นผู้นำในอนาคต ควรมองถึงวิสัยทัศน์ของระดับประเทศและต่างประเทศ เราต้องก้าวให้ไกลและเทียบกับยุโรปหรืออเมริกาให้ได้

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

กล่าวถึงการสู้ตัวต่อตัวอาจแพ้ราบคาบ แต่ถ้าสู้ต้องสู้เป็นทีม ทีมสามารถทำให้เราสู้เขาได้

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ถ้าทีมของ ม.อ.เป็นเหมือนเลสเตอร์ได้ อยู่ที่ผู้จัดการ และโค้ชด้วย ที่จะช่วยทำอย่างไรถึงเป็นมหาอำนาจทางวิชาการ เอาชนะเล็ก ๆ ก่อนเอาชนะใหญ่ ๆ การร่วมกันคิด ร่วมกันเป็นทีม ก็มีความเชื่อมั่น

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ให้ค่อย ๆ ขึ้นแต่ละอาทิตย์อย่ารีบร้อนและที่ผ่านมาได้ศักยภาพอะไร ที่ได้มาให้ยิงไปใน DNA ของเรา เปิดโอกาสให้แต่ละโต๊ะสรุปสั้น ๆ เป็นการเรียนรู้ที่แปลกเพราะเราทำ Pre-planning ได้ดี

การร่วมแสดงความคิดเห็น

กลุ่ม 1 เรื่องทั้งหมดที่ทำมา ขึ้นอยู่กับความตั้งใจที่มุ่งไปสู่ความสำเร็จ

กลุ่ม 4 เห็นว่ามีพลังแฝง เรื่องพลังแฝงสำคัญมาก เพราะทุกคนถูก Train มาอีกแบบหนึ่ง สมองข้างหนึ่งอาจใช้มาก แต่พอมาเจอบริบทบริหารอาจใช้ความคิดอีกรูปแบบ เมื่อมีการปะทะความคิด ในรูปแบบการทำ Workshop และการ Train ตามสไตล์อาจารย์เป็นสิ่งที่อยากเห็นในอนาคต

กลุ่ม 5 มีความรู้สึกว่าพวกเราโชคดีมากที่มี ดร.จีระ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย และรู้จักอาจารย์จีระมากพอ ได้เชิญดร.จีระมาจัดอบรมให้เราก่อนออกนอกระบบ และเชื่อว่าพวกเราจะสามารถเป็นเลสเตอร์ได้จริง เพราะพวกเรามีแสงอ่อน ๆ ที่พุ่งออกมา

กลุ่ม 3 มองเรื่องการบริหารว่ามีแนวความคิดหลากหลายมาก บางตำรามีแนวคิดดีในญี่ปุ่น แต่มาไทยก็ตกไป ทำอย่างไรในอนาคตข้างหน้า ถึงอยู่รอดได้ คาดว่า Inspiration จะช่วยได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้กล่าวถึงวิธีการเรียนรู้ 4L’s

  • Learning Methodology กระตุ้นให้คิด
  • Learning Community คือการใฝ่รู้ ใฝ่รู้ และใฝ่รู้ บ้าความรู้

2.Learning Environment บรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้

3.Learning Opportunity การปะทะกันทางปัญญา

ความรู้ไม่ได้เตรียมไว้เพื่อการทำงาน ถ้า Base on ว่าเคยพูดอะไรมาแล้ว ตั้งใจให้เช้าวันนี้มีความแตกต่างกว่าทุกครั้ง

อยู่กับดร.จีระ เป็น Process , New Knowledge

แนวคิดของคนที่ประสบความสำเร็จเรื่องการเปลี่ยนแปลงคือ ต้องทำร่วมกันเป็น Teamwork เชื่อว่าถ้าทั้ง 5 กลุ่มไว้ใจจะทำสำเร็จ

Workshop

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

G1 ท่านจะปรับตัวเองให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างไร (ระดับบุคคล)

G2 ท่านจะนำเอาความรู้ใหม่และวิธีการใหม่มาใช้ในการทำงานระดับคณะ ข้ามคณะ และระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร (เน้นการทำงานแบบ Networking และ TEAMWORK)

G3 สรุปจุดแข็งของ ม.อ. 3 เรื่องใหญ่ คืออะไร ? และควรจะใช้จุดแข็งอย่างไร?

G4 จะทำให้ ม.อ. มีบทบาทที่เหมาะสมในภาคใต้อย่างไร

G5 จะทำให้ ม.อ. มีบทบาทที่เหมาะสมในระดับประเทศและในระดับอาเซียน อย่างไร

………………………………………………

G1 ท่านจะปรับตัวเองให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างไร (ระดับบุคคล)

ถ้ามองทั้ง 5 กลุ่มจะเห็นว่าเป็นการมองระดับอาเซียน ระดับประเทศ ระดับม.อ. ระดับคณะ ระดับข้ามคณะ และระดับบุคคล

ในความเห็นส่วนตัว ความสามารถเฉพาะคนมีความสำคัญ เพราะเป็น Collective Property ขององค์กร ถ้าความสามารถน้อย Collective property จะลดลง

ทุกคนต้องหา Weakness เพื่อเพิ่ม Capability ของตนเอง และจะเพิ่ม Potential ตรงนั้นได้อย่างไร ส่วนวิทยากรที่ได้แนะนำน่าจะเป็น Success Case ที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จให้กับคน ม.อ. ได้

Change คือการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ปรับเปลี่ยนแนวคิด ปรับเปลี่ยน Mindset ถ้าคิดว่าทุกคณะจำเป็นจะข้าม Paradigm ไปสู่การปรับเปลี่ยนการทำงานได้

Inspiration จะช่วยในเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนตัวเอง อยากให้คิดในการปรับเปลี่ยนผู้นำ บางครั้งเป็นผู้ตามที่ดี บางครั้งก็ต้องเป็นผู้นำ

Networking สำคัญ แต่ How to จะทำอย่างไร และการค้นหาศักยภาพแฝงจะขุดมาใช้ได้อย่างไร

ดร.จีระ กล่าวว่า การมี Passion Purpose Meaning มีความสุขในตัวเองจะกระเด้งไปหลายอย่าง แต่ถ้าเราไปคิดคณะ ไปคิดเรื่องอื่น เรื่องความไม่พร้อม ถ้า Logistics ในหาดใหญ่เป็นแบบนี้จะลำบาก อย่างการทำเรื่องทุนมนุษย์ก็มาจากเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก แก่นของชีวิตมาจากความบ้าคลั่งในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ขอเรียนว่า Workshop เหล่านี้ลูกศิษย์ทุกคนสามารถฝึกได้ และดูแลได้

G2 ท่านจะนำเอาความรู้ใหม่และวิธีการใหม่มาใช้ในการทำงานระดับคณะ ข้ามคณะ และระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร (เน้นการทำงานแบบ Networking และ TEAMWORK)

ประเด็นแรกต้องคิดว่าเราทำได้ก่อน และต้องมีส่วนหนึ่งเข้าไปร่วมโดยกำหนดเป้าหมายร่วมกัน คิดโดยใช้ ICT สารสนเทศ เทคโนโลยียุคใหม่เข้ามาช่วย ใช้ประโยชน์ และเรียนรู้จากมัน

ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก Unit ย่อย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กำหนดเป้าหมายร่วม โดยอาจจะสร้าง Network และ Teamwork ไม่ใช้อำนาจสั่งการ แต่จะปรึกษาหารือแบบมีพื้นที่กลางในการขับเคลื่อน ซึ่งความจริงแล้วได้ทำที่วิทยาเขตปัตตานีร่วมกับหาดใหญ่เรื่องแก้ปัญหาภาคใต้ มีการทำโพลสันติภาพภาคใต้ในมุมมองของชาวบ้าน ร่วมกับม.ราชภัฏยะลา ม.อ.ปัตตานี ม.อ.หาดใหญ่ และสถาบันพระปกเกล้าช่วยกัน เป็นการทำ Peace Survey การสัมภาษณ์การมองเห็นการมีความสุขหรือไม่อย่างไร มีผลอย่างไร

ดร.จีระ เห็นด้วยว่าโพลนี้ดีมาก และอยากให้กระเด้งไปที่ข้างนอกด้วย อย่างไรก็ตามก็ทำให้คณะรู้จักกัน และเกิด Share Valueต้องการคน Push อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลอันนี้และเรื่องอาเซียนต้องเก็บไว้เป็นข้อมูลของเรา

G3 สรุปจุดแข็งของ ม.อ. 3 เรื่องใหญ่ คืออะไร ?

และควรจะใช้จุดแข็งอย่างไร?

ม.อ.มีแบรนด์ที่แข็ง ในภาคใต้เด็กจะเลือกเรียน ม.อ.ต่อ อาจารย์ก็ต่อยอด ม.อ. ก่อน เพียงแค่เราจะต่อยอดแบรนด์ได้อย่างไร และแต่ละคณะจะคิดต่อยอดอย่างไร ให้คิดล่วงหน้าและหาทุน เอางานวิจัยไปต่อยอดให้ชาวบ้านอยู่ได้ แต่ละคณะเอาแบรนด์ไปต่อยอด

ตัวอย่างคณะทรัพยากรธรรมชาติ มีพันธุ์แพะ พันธุ์เมลอน แบรนด์มีของ ม.อ.ใช้ของม.อ.

การจัดการเรียนการสอนใช้เงินทุกครั้งในการสอน

1. มีแบรนด์อยู่แล้ว

2. เอางานวิจัยต่อยอด

3. มีทรัพย์สิน จะรวมให้เป็นที่ท่องเที่ยวทำ Active Learning อย่างไร ดังนั้นการเรียนการสอนในประเทศไทย ยกเว้นคณะแพทยศาสตร์ จะสอนแล้วทิ้งไม่เอาจริง ถึงเป็นจุดอ่อน

จุดแข็งของเราจะได้ Input ดี จะสร้าง Young Staff

ดร.จีระ เสริมให้เอา Young PhD. มา Aware เรื่องนี้ด้วย

G4 จะทำให้ ม.อ. มีบทบาทที่เหมาะสมในภาคใต้อย่างไร

ความจริงแล้ว ม.อ.มีบทบาทยาวนาน มีเรื่องการทำวิจัยและบทบาททางวิชาการ ถ้าทำแบบเดิมจะไม่สามารถไปแก้ปัญหาใหม่ ๆ ด้านชายแดนภาคใต้ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงและยั่งยืน เหลือแต่งาน Routine ที่ทำ

1. ม.อ.ต้องตอบสนองความต้องการแบบใหม่ ๆ ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่จะเข้ามา

การเข้ามาวิธีการเรียนรู้ก็เปลี่ยน ม.อ. ต้องปรับตัวให้การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ต้องปรับตัวให้ได้ ต้องเป็นผู้นำในการผลิตบัณฑิตให้ทัน โดยเฉพาะการกลับไปพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง

การทำการวิจัยต้องตอบบริบทภาคใต้ได้ อาทิการเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคใต้รวยที่สุด เราต้อง Transform สิ่งเหล่านี้เพื่อให้เกิดเป็นคุณค่าหรือมูลค่าให้ได้

สุดท้าย Outcome คือยกระดับคุณภาพชีวิตของภาคใต้

2. การนำงานวิจัยไปใช้ เพราะงานวิจัยจะนำไปสู่การยกระดับในสังคมได้ อุตสาหกรรมเกษตรที่ได้ที่ 1 มาจากการตีพิมพ์ แต่ไม่ได้เกิดนำไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น บทบาทเชิงวิจัยของ ม.อ. ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงต่อบทบาทใหม่ให้ได้ เปลี่ยนแนวคิดให้การนำวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ไม่ใช่การวิจัยเพื่อตีพิมพ์

ตัวอย่างกระบี่มีทรัพยากรเยอะมาก แต่โจทย์คือ การพัฒนาชุมชนเมืองขยายตัวเร็วมากและต้องรักษาสภาพแวดล้อม และการกระจายรายได้ที่เหมาะสมกับคนในพื้นที่ ไม่เช่นนั้นตัวใหญ่กินหมด นักวิชาการต้องมีส่วน ต้องเล่นตามกติกาแบบนี้ คนกระบี่จะได้ไม่เป็นแค่คนยกเก้าอี้นอนดูชายหาด ถ้าพัฒนาดีจะได้เป็นเจ้าของบังกะโล ที่มีรายได้และศักดิ์ศรีที่เหมาะสม

ดร.จีระ เสริมว่า การทำอะไรประสบความสำเร็จ 2 อย่างคือ Learn จากลูกศิษย์ และกลุ่มนี้ตอบคำถามได้ดี

สิ่งที่พูดไปทำอย่างไรที่ ม.อ.จะทำให้สำเร็จ ต่อเนื่อง ยั่งยืนได้ สิ่งที่ต้องพูดถึงมากคือผู้นำ ผู้นำต้องเอาชนะวิกฤติได้

Science and Social science ต้องมีการ Balance กันให้ดี อย่างใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่นำ Crisis มาเป็นปัญหาให้เรา เราก็จะไม่มีบทบาท

Destination ถ้ามีการรวมพลังกันทั้ง 40 ท่าน จะเป็นหลักสูตรที่ Overcome difficulty

G5 จะทำให้ ม.อ. มีบทบาทที่เหมาะสมในระดับประเทศและในระดับอาเซียน อย่างไร

ม.อ.ตั้งอยู่ภาคใต้และหลายวิทยาเขต

การเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และเป็น Gateway ของอาเซียนตอนล่าง ด้านวัฒนธรรมและภาษา แต่ก็ไม่ละเลยอาเซียนตอนบน

สร้างความโดดเด่น จากมหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลายสาขา มีหลายวิทยาเขต มีหลายสาขาวิชาที่เป็นที่โดดเด่นในภูมิภาคและประเทศ อาทิ เรื่องยาง อาหาร การท่องเที่ยว ภาษา เป็นต้น อย่างไรก็ตามได้มีการบูรณาการร่วมกันอย่างเต็มที่

การเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย มีการดำเนินหลายสาขาวิชา และด้วยความที่มีความโดดเด่นที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ และยึดหลัก PSU System สร้างความชัดเจน ขับเคลื่อนสู่อนาคตข้างหน้าเป็นสิ่งที่มองกัน

ดร.จีระ เสริมว่า มีโครงการฯ ที่ ม.อ. คิดไว้คือ การตั้ง ASEAN Institute และท่านสุพัตราบอกว่าในสัปดาห์หน้าจะมี ASEAN Week เสนอให้มีการเอาเกษตร ท่องเที่ยว และสุขภาพมารวมกัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทำเยอะ แต่ Impact สู่ภายนอกน้อย ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะต่อยอดและเป็นจุดแข็งของเรา ให้มี Project ชัดเจน และให้นำ Project มาคุยกันบนโต๊ะ เพื่อ Turn idea into action และให้เกิด Impact ต่อมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง

International ต้องจัดต่อเนื่อง และในกลุ่มนี้ถ้าคุยระดับ Inter และมีความเข้าใจอาเซียน ให้ Turn idea into action และทำต่อเนื่องสร้างเป็นแบรนด์ขึ้นมา ให้สะสมความรู้

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

กล่าวว่าดีใจที่ได้มารับฟังเพื่อน ๆ ในการร่วมแสดงความคิดเห็น มีมรรคอันดับต้นคือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ คือความเห็นชอบในการใช้พลังปัญญาผลักดันความไม่เรียบร้อย

การเรียงลำดับคำถามชี้นำ และตอบโจทย์คำถามได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเราตอบโจทย์ประเทศและภาคใต้จะตอบโจทย์ประเทศได้เองอัตโนมัติ

ปัจจัยความสำเร็จ ต้องหาช่องทาง คือการหาพันธมิตร

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทุนทางปัญญา ทุกคนมีจุดอ่อนหมด เพียงแค่รู้จักใช้จุดแข็งมาเดินในจังหวะและเวลาที่เหมาะสมก็จะสำเร็จได้มาก

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

เริ่มแรกก็เหมือนโชติช่วง เห็น ม.อ. แบบทะลุ คือเห็นทุกภาค เห็นความลุ่มลึก โอกาส จุดอ่อน จุดแข็ง และสิ่งที่เราต้องเดินไป ในวันนี้เสมือนมีคบเพลิงหลายคบเพลิงรวมกัน ความเป็น ครูบาอาจารย์ใน Workshop แรก เป็นเสมือนคำถาม เป็น Series ของอาจารย์จีระ สิ่งที่เห็นคือ ตั้งโจทย์เก่งมาก คือ Smart และพูดเสมอว่าการทำ Workshop ของโจทย์สำคัญมาก

ตัวอย่างของคณะแพทยศาสตร์ มีที่ฝากไว้คือ เคยทำเรื่องคณะแพทยศาสตร์ไปต่างประเทศ เรื่องการรักษากระดูกแตกจากแหล่งระเบิด มีแนวคิดที่จะไป MOU กับมหาวิทยาลัยต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันได้มีการร่วมมือกับ Harvard เรียบร้อย เราได้โอกาสจากสิ่งที่ต้องปะทะทุกวัน

ต้องมีความคิดแบบผู้นำ เรียกว่ากล้าแบบยุทธศาสตร์แต่ไม่กลัวความล้มเหลว

กลุ่มที่ 3 พูดเรื่อง Brand เข้มแข็ง เอางานวิจัยต่อยอด แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ Active learning คือเอาทุกอย่างที่พูดแต่ใส่การเรียนการสอนขึ้นไป

กลุ่มที่ 5 มองที่ภูมิยุทธศาสตร์ และสังคมภาคใต้ สิ่งที่น่าสนใจคือชนะเล็ก ๆ เอาสิ่งเล็ก ๆ มาทำเป็นเรือธง และ ใช้ Pilot project

กลุ่ม 4 คือนำงานวิจัยยกระดับคุณภาพชีวิตคนภาคใต้ บอกเรื่องความมั่นคง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

กลุ่ม 2 การยกระดับแพทย์แผนไทยมาสู่คณะแพทย์ ก่อนอื่นใช้ใจก่อน และตามมาด้วยใช้เครื่องมือคือความร่วมมือในการบูรณาการ และใช้เรื่อง Network คือการเสริมแรง และเอา IT มาก

กลุ่ม 1 เป็นการคิดแบบผู้นำ และ How to ที่จะให้ขยับและไม่ตาย สิ่งนี้คิดว่า Network ต้องเกิดแน่ ๆ

รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ

ได้ยกตัวอย่างคณะรัฐศาสตร์ สามารถสร้างลูกศิษย์ให้เป็น World Class ได้ กลายเป็นฐานรากที่สำคัญ และสถานทูตแสดงบทบาทเรื่องการรักษาความสงบภาคใต้

คณะแพทยศาสตร์ จับมือกับ กระทรวงสาธารณสุข ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องจ้างคน

เครือข่ายความร่วมมือคือถ้ามีสัมมนาทิฐิ และตั้งโจทย์ไว้ ความร่วมมือจะเกิดได้ง่าย

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คิดเรื่องการนำเสนอมีคุณค่า อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดเอาสิ่งที่ถกเถียงในวันนี้เป็นภูมิปัญญาของเรา แต่ละคนจะผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น บางสถานการณ์จะทำได้ดี


วิชาที่ 2

PROBLEM - BASED LEARNING WORKSHOP (1)ภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำนักบริหาร..

ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ในมุมส่วนตัว ผู้นำมี 2 แบบ คือผู้นำโดยสร้างขึ้นมา และผู้นำโดยตำแหน่ง

ผู้นำจีน ก้าวผ่านผู้นำแต่ละ Step มาว่าเป็นอย่างไร ผู้นำสร้างได้ แต่ขึ้นอยู่กับการปรับ Mindset ด้วย ขึ้นกับบริบทของผู้นำในแต่ละท่าน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทำให้เรามองอนาคตร่วมกัน ในการปรับตัวเอง และอาชีพ ผู้บริหารมีตำแหน่งแต่ไม่ได้ฉกฉวยความเป็นผู้นำจะเสียโอกาส ใน 19 วันของหลักสูตรนี้จะพูดถึงผู้นำตลอดเวลา

เรามักจะแยกระหว่างผู้บริหารกับผู้นำ อย่างคณบดี เป็นผู้นำโดยตำแหน่ง แต่จะเป็นผู้นำแท้จริงหรือไม่ ผู้นำไม่ได้สั่งการว่าต้องการอะไร หรือต้องทำอะไร

Leadership ไม่ใช่ผู้นำสั่งการ แต่ผู้นำมาจากทุนมนุษย์ ได้มองว่าผู้นำเป็นยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ

Human Capital เราต้องลงทุน เราต้องเสียก่อนถึงได้มา จะเห็นว่าถ้าประเทศไม่เอาใจใส่เรื่องคนจะลำบาก

Intangible Quality อยู่ข้างในของเรา ข้าราชการเป็น 100 จะใช้ 40 ศักยภาพของคนในห้องนี้มีมากแต่ยังไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ การจะพัฒนาคนหรือพัฒนาผู้นำต้องใช้เวลาจะเปิดปุ๊บติดปั๊บไม่ได้ ปลูกพืชล้มลุก 3-4 เดือน ปลูกพืชยืนต้น 3-4 ปี ปลูกคนชั่วชีวิต (สุภาษิตจีน)

ผู้นำกับผู้จัดการแตกต่างกัน

ผู้จัดการที่มีความเป็นภาวะผู้นำด้วยจะยกระดับฐานะ ความสามารถให้สูงขึ้น ผู้นำไม่จำเป็นต้องพูดเก่งแต่คิดเก่งก็สามารถเป็นผู้นำได้เช่นเดียวกัน

8 Rules of Leadership (Nelson Mandela)

คุณสมบัติของผู้นำตามแนวทางของ Mandela

1. กล้าหาญ

2. ต้องรุกได้ แต่ต้องตั้งรับ และไม่ประมาท

3. การนำอยู่ข้างหลัง จะต้องแน่ใจว่า คนที่เรายกย่องให้มีบทบาทอยู่ข้างหน้า ต้องให้เขามีความรู้สึกว่า
เขาได้นำอย่างน่าภูมิใจ และสมศักดิ์ศรี

4. ถ้าจะจัดการบริหารศัตรู ต้องรู้จักศัตรูให้ดี

5. การจะอยู่อย่างผู้นำควรใกล้ชิดกับเพื่อน แต่กับคู่แข่ง หรือคนที่เราไม่ชอบ ต้องใกล้ชิดมากกว่า

6. มีภาพลักษณ์ที่ดี ต้องปรากฏตัวตามที่ต่าง ๆ อย่างมีเกียรติและสง่างามเสมอ

7. ไม่เน้น ถูกหรือผิด แบบ 100% หรือ ขาวหรือดำ 100% มีการประนีประนอมที่เหมาะสม แต่รักษาหลักการไว้
และหาทางตกลงกันได้แบบ Win - Win

8. รู้ว่าจังหวะไหน จะ "พอ" หรือ จะ "ถอย"

คุณสมบัติของผู้นำของฮิลลารี คลินตัน

  • เรียนรู้ตลอดชีวิต
  • อย่าพอใจกับปริญญาเท่านั้น
  • อย่าพอใจกับการเรียนในห้อง (Formal Learning)
  • สนุกกับการคิดนอกกรอบ
  • สนุกกับการคิดข้ามศาสตร์
  • ถึงจะเก่งอย่างไร? ก็ต้องรับฟังคนอื่น

6 of the Dalai Lama's Leadership Principles

  • อย่าสั่งการ ต้องเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน
  • ถ้าต้องการเรียนรู้อะไรบางอย่าง ต้องฟัง และค้นคว้าหาข้อมูล
  • อย่าคิดว่าตัวเราคิดถูกทุกเรื่อง หากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราซึ่งคุณคิดว่าไม่ถูกต้อง..ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้
  • มีอารมณ์ขัน อย่าโกรธง่าย รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • สอนให้คนรู้จักคิด หาคำตอบได้ด้วยตัวเอง อย่าบอกคำตอบหรือหาทางออกให้ทุกเรื่องทุกเรื่อง
  • มีความรับผิดชอบ

คุณสมบัติของผู้นำ

ของท่านผู้ว่าฯ เกษม จาติกวณิช หรือ “Super K”

1. ผู้นำต้องมีความรู้

2. ผู้นำต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารักและเคารพ

3. ผู้นำต้องสร้างจิตวิญญาณในการทำงานเป็นทีม

4. ผู้นำต้องรู้จักมอบหมายงาน

5. ผู้นำต้องฟังความเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ

6. ผู้นำต้องรู้จักให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่โอ้อวดและยกตนข่ม

7. ผู้นำต้องมีความเมตตา โอบอ้อมอารีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา

4 E’s Leadership ( Jack Welch )

  • Energy มีพลัง
  • Energize สามารถกระตุ้นให้คนอื่นมีพลัง
  • Edge เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ
  • Execution ลงมือทำให้เกิดความสำเร็จ

4 Roles of Leadership (Stephen Covey)

  • Path finding การค้นหาเส้นทางความก้าวหน้า/การพัฒนา
  • Aligning กำหนดทิศทางไปในแนวทางเดียวกัน
  • Empowering การมอบอำนาจ
  • Role Modelการเป็นแบบอย่างที่ดี
  • เรื่อง Trust หรือ ศรัทธาของการเป็นผู้นำเกิดได้แก่ทุก ๆ คน ไม่ใช่แค่มีตำแหน่งเท่านั้น

ธรรมาภิบาลสร้างศรัทธา(Trust)

ธรรมาภิบาล เกิดจากการที่คนมีศรัทธาในสิ่งเหล่านั้น

คนในสังคมยอมรับในสิงที่เปลี่ยนไป

Idea ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในมุมมองของ ดร.จีระเกิดจาก

Trust คืออะไร? มีหลายคำจำกัดความ..แต่ในความเห็นของผมน่าจะแปลว่าคนในองค์กร/ชุมชน/สังคมเชื่อมั่น ศรัทธาและพึ่งพาในการกระทำในช่วงวิกฤติ และช่วงปกติที่จะนำองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน และคนในองค์กร/ชุมชน/สังคมมีความสุข

Trust มี 3 ขั้นตอน

  • สร้าง (Grow)
  • ขยาย (Extend)
  • ดึงกลับ ถ้าหายไป

(Restore)

Trust มีหลายประเภท

  • Self Trust – ตัวเองต้องมีก่อน สัญญาจะทำอะไรกับตัวเองต้องสำเร็จตามสัญญา
  • Relationship Trust – ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร
  • Organization Trust
  • Social Trust

วิธีการได้มาซึ่ง Trust ระหว่างบุคคล

(Relationship Trust)

  • พูดจริงทำจริง ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
  • ยกย่องนับถือเพื่อนร่วมงาน (Respect)
  • ทำงานด้วยความโปร่งใส
  • มีปัญหาที่ไม่ดี แก้ให้ดี ถูกต้อง
  • เน้น Results มากกว่าทำโดยไม่รู้ว่าผลสำเร็จคืออะไร
  • ต้องปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา
  • รับความจริงหรือรู้ศึกษาความจริง (Reality)
  • มีความชัดเจนต่อความคาดหวังของผู้ร่วมงาน และของตัวเอง
  • รับฟังอย่าสั่งการข้างเดียว
  • รักษาคำมั่นสัญญา (Commitment)

วิธีการได้มาซึ่ง Organization Trust ในที่นี้หมายถึงชุมชนของเรา

  • มี VISION – MISSION – Strategies + Core Value
  • ไปสู่ความสำเร็จด้วยทุกกลุ่ม (Alignment)
  • มี Shared Vision

วิธีการได้มาซึ่ง Social Trust หมายถึงสังคมวงกว้างออกไป

  • มีบทบาทที่ดีต่อส่วนรวม สร้างความปรองดอง

ความมั่นคงของคนในประเทศ

กฎของ Peter Senge

  • Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง
  • Mental Models มีแบบอย่างทางความคิด
  • Shared Vision มีเป้าหมายร่วมกัน
  • Team Learning เรียนรู้เป็นทีม ช่วยเหลือกัน
  • System Thinking มีระบบการคิด มีเหตุมีผล

ทฤษฏี 5E’s

1. Example คือ เป็น/สร้างตัวอย่างที่ดี

2. Experience คือ สะสม/ถ่ายทอดประสบการณ์

3. Education คือ ให้การศึกษา ให้ความรู้

4. Environment คือ สร้างบรรยากาศที่ดี

5. Evaluation คือ มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

การสร้างผู้นำแบบ Ram Charan

  • Identifyผู้นำตั้งแต่อายุน้อย
  • ศึกษาว่าแต่ละคนเก่งเรื่องอะไร
  • พัฒนาเขาเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง
  • ดูแลไม่ให้เขาตกราง

คุณสมบัติผู้นำมี 4 เรื่อง

1. Character ตัวเอง

2. Skill สร้างได้ พัฒนาได้

3. กระบวนการผู้นำคือการสร้างวิสัยทัศน์ ให้เกิดขึ้น

John Kotter ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Leading Change พูดถึง กลยุทธ์ในการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง 8 ขั้นตอน โดยถือเป็นภาระของผู้นำที่จะต้องกระตุ้นองค์การให้เปลี่ยนแปลง ดังนี้

  • สร้างความรู้สึกถึงตระหนักถึงความจำเป็น สร้างความรู้สึกกระตือรือร้น และเร่งด่วนที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร (Establishing a sense of urgency)
  • การรวมกลุ่มที่มีพลังมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Forming a powerful guiding coalition)
  • สร้างวิสัยทัศน์ (Creating a vision)
  • การสื่อสารและถ่ายทอดวิสัยทัศน์ (Communicating the vision)
  • การให้อำนาจ และทำให้คนในองค์กรดำเนินการตามวิสัยทัศน์ (Empowering others to act on the vision)
  • การวางแผนเพื่อให้เกิดความสำเร็จในระยะสั้น (Planning for and creating short-term wins)
  • ประมวลการปรับปรุงเหล่านี้ให้ครบถ้วน (Consolidating Improvements and Producing Still More Change)
  • ปลูกฝังวิธีใหม่ในองค์การให้คงอยู่ (Institutionalizing new approaches)

กฎเกณฑ์ 7 Change

1. Complexity

2. Clarity

3. Confidence

4. Creativity

5. Commitment

6. Consolidation

7. Change

Principle 5 ข้อของ Leaders กับ Change

  • แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่อง Change แตกต่างกัน
  • ต้องศึกษาความต้องการของแต่ละคนเกี่ยวกับ Change
  • Change กับ Loss ไปด้วยกัน ศึกษาให้ดีว่าจะต้องจัดการกับ loss อย่างไร
  • การคาดหวัง Expectation ต้องบริหารให้ดี
  • ต้องบริหาร Fear หรือความกลัวให้ได้
    • Emotional Intelligence Mindset ต้องควบคุมให้ได้ถึงจะเปลี่ยนแปลง
    • Connection Mindset ต้องมีสัมพันธ์ที่ดี
    • Growth Mindset
    • Performance Mindset

กฎ 9 ข้อ Chira - Change Theory

1. Confidence มั่นใจ

2. Understanding Future มีความเข้าใจอนาคต

3. Learning Culture มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้

4. Creativity มีความคิดสร้างสรรค์

5. Networking มีเครือข่าย

6. Win step by step ชนะเล็กๆ

7. Keep doing and continuous improving ทำต่อเนื่อง 3 ต.

8. Share benefits ผลประโยชน์ต้องกระจายทุกกลุ่ม

9. Teamwork in diversity สร้างทีมเวิร์คที่มีความหลากหลาย

Fixed and Growth Mindset

Mindset ต้องมาก่อน Attitude และ Consequence ค่อยตามมา

Fixed คือคนที่ไม่เรียนรู้

Growth คือคนที่ปรับเปลี่ยนตัวเองจากความล้มเหลว ใฝ่รู้

หลักที่สำคัญ 4 ข้อ

เพื่อทำให้เกิด Growth Mindset กับทีม

ทฤษฎี 3 วงกลม

วงกลมที่ 1 องค์กรที่เรามีอยู่หรือบริบท เป็นองค์กรที่พร้อมรองรับให้คนทำงานอย่างมีความสุขหรือไม่ เพราะมนุษย์ต้องอยู่ในบรรยากาศที่มีอยู่ด้วย มนุษย์ต้องมีบ้านที่น่าอยู่ สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากอีกเรื่องคือความแออัด

วงกลมที่ 2 ทฤษฎีเก็บเกี่ยว

วงกลมที่ 3 แรงจูงใจ Inspiration จะกระตุ้นอย่างไรให้คนเป็นเลิศ Motivation ต้องมีอาหารกิน ที่อยู่อาศัย แต่ที่ใหญ่ที่สุดคือ Motivation ที่ Intangible คือการให้เกียรติ ยกย่องเรียกว่า Respect and Dignity คือการ Move จากค่าตอบแทน มีส่วนร่วมและศักดิ์ศรี เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าแม้อยู่ในตำแหน่งเล็กลง แต่คนไทยชอบไปเน้นที่ขุนนาง สรุปคือต้องเห็นคุณค่าของคน ผู้นำต้องรู้วิธีปลูก

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

พูดถึงผู้นำ 2 ประเภทคือ ผู้นำประเภทพรสวรรค์ เกิดมาแล้วมีความเป็นผู้นำ เช่น ผู้นำตามสถานการณ์ ฉุกเฉิน ผู้นำชุมชน นำการประท้วงเป็นต้น และผู้นำประเภทพรแสวงคือเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้

ผู้นำต้องนำ People คือ Unlimited Potential

ผู้นำแบบปลูกเอง หรือให้คนอื่นปลูกให้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเก็บเกี่ยว มนุษย์ปลูกแล้วเก็บเกี่ยวได้อีก และปลูกและเก็บเกี่ยวได้อีกเป็น Unlimited

HRDS (Happiness- Respect-Dignity-Sustainability)

ในส่วนของ Happiness เช่น Happy workplace / Happy at work ถ้าสร้างได้จะไปอยู่ในหมวด Inspiration จับให้เป็นโครง เอาไปถ่ายทอดได้ง่าย ให้หาจุดเด่นแล้วเอาไปใช้ในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

- ชนะเล็ก ๆ

ผู้นำสร้างความเชื่อ และการก้าวข้ามอุปสรรค และคุณธรรมจริยธรรม จะไปรอด

ผู้นำที่มีเสน่ห์ ภาวะปกติผู้นำไปได้ แต่ถ้าในภาวะวิกฤติ ต้องใช้ผู้นำแบบเด็ดขาด หรือผู้นำบางคนเป็นแบบ Aggressive เป็นอำนาจนิยม

สรุปคือเราต้องยอมรับความแตกต่างของแต่ละคนเพื่อเรียนรู้ พัฒนาและเอาไปใช้ได้ ผู้นำต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

ตัวอย่าง พระราชบิดา เป็น Growth mindset ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นสาธารณสุข เป็นคนไม่ยอมแพ้กับความล้มเหลว

พระปณิธานขอให้เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

Workshop

  • การปรับ Mindset ให้เกิดความสำเร็จใน ม.อ. จะเกิดได้อย่างไร? หลักสูตรนี้ช่วยอย่างไร?
  • ภาวะผู้นำกับการจัดการทุนมนุษย์ เรื่อง ปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution จะประยุกต์กับ ม.อ. อย่างไร?
  • ใช้ตัวอย่างของผู้นำในจีนหลาย ๆ รุ่น อธิบายประวัติของผู้ของ ม.อ. ตั้งแต่ช่วงแรกมาถึงปัจจุบัน แต่ละช่วง คุณลักษณะผู้นำเป็นอย่างไร และผู้นำในยุคอนาคตซึ่ง ม.อ. จะออกนอกระบบต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? 5 เรื่อง
  • แนวคิดผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงแบบ Kotter แบบ 7 C และแบบ Principle 5 ข้อและของ ดร.จีระ จะนำมาประยุกต์ใน ม.อ. อย่างไร?
  • ยกตัวอย่างผู้นำระดับโลก และประเทศ 3 ท่านที่เป็น Role Model ของ ม.อ. อธิบายและยกตัวอย่างคุณสมบัติของผู้นำ ม.อ. ในอดีตที่เป็นแบบอย่างที่ดี

กลุ่ม 3 การปรับ Mindset ให้เกิดความสำเร็จใน ม.อ. จะเกิดได้อย่างไร? หลักสูตรนี้ช่วยอย่างไร?

คนในม.อ.ทำงานโดยเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก จากการวิจัยเรื่องตีพิมพ์ ทิ้งส่วนกลางมาทำส่วนตัวเพราะมองตำแหน่งขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ม.อ.จะมีปัญหาไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายได้ และระบบคิดรุ่นใหม่ก็เป็นแบบนี้ ผู้บริหารต้องคิดใหม่ทำใหม่ ทำเพื่อองค์กร เป้าหมายอยู่ที่องค์กร ชื่อเสียงความก้าวหน้าอยู่ที่องค์กร การเปลี่ยน Mindset โดยเปลี่ยน Gold ทำให้คุณค่าเป็นอีกแบบหนึ่ง

สิ่งที่ทำงานเกษตรเพราะทำเพราะเห็นอยากให้งานสำเร็จ ทำอย่างไรให้คนในม.อ. ให้ผู้บริหารสื่อสารว่าทำเพื่อความสำเร็จองค์กร แล้วลาภ ทรัพย์ เกียรติยศจะตกแก่ตัวท่านเอง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคณบดี คิดแค่ว่าเป็นฟันเฟืองที่ทำให้คณะ ดังนั้นต้องเปลี่ยน Mindset ให้เป้าหมายยิ่งใหญ่กว่าเดิม

หลักสูตรนี้ช่วยอย่างไร ยังดูในองค์กรนี้อยู่ ดูข่าว ดูหนังสือพิมพ์และหาความรู้ตลอดเวลา ซึ่งการที่ได้รับฟังจะนำไปปรับ Mindset ของคณบดีและคนในองค์กร

จะไปดูมหาวิทยาลัยที่ไหนออกนอกระบบแล้ว มาศึกษาแนวทาง ตัวอย่างเช่น ม.เชียงใหม่ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

กลุ่ม 4 แนวคิดผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงแบบ Kotter แบบ 7 C และแบบ Principle 5 ข้อและของ ดร.จีระ จะนำมาประยุกต์ใน ม.อ. อย่างไร?

ต้องดูกฎแต่ละกฎทั้งหมด 29 ข้อ ซึ่งมีซ้ำกันอยู่หลายข้อด้วยกัน เพื่อให้เกิด Transformative Change และปรับใช้ในองค์กรอย่างไร

1. สร้างความตระหนักรู้หรือเปลี่ยนแปลง เกิดสภาพตกหลุดอากาศคือไม่ทราบความเป็นไป นักบินจะสร้างความมั่นใจให้ทุกคนบนเครื่องบินทราบว่าไปรอดได้อย่างไร จะสร้างให้เกิดความตระหนักรู้ได้อย่างไร เมื่อไรก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกกลัวว่าไปรอดหรือไม่จะเป็นอย่างไร ดังนั้นช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญมาก ต้องสร้าง Expectation และการบริหารความกลัว และต้องสร้างให้ทราบว่าเป้าหมายสุดท้ายจะไปทางไหน อย่างไรก็ตามการสร้างความตระหนักรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดการสร้างความสื่อสารกับประชาคม และประชาชนยังมีความไม่แน่นอนต่อการเปลี่ยนแปลง

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าในช่วงแรกสุด จะทำอย่างไรให้ประชาคมใน ม.อ. ได้เห็นในช่วงสั้น ๆ องค์กรได้อะไรบ้าง ถ้าเห็นความสำเร็จในช่วงสั้นจะดึงเวลาที่เหลืออยู่มาพร้อมกัน เรื่องการปลูกฝังวัฒนธรรม บริบทใหม่ของ ม.อ.จะใช้มิติใหม่ในเลนส์เดิมไม่ได้ เรื่องของ Competitiveness นั้นเชี่ยวกรากมาก เราจะเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบอะไรได้บ้าง และเรื่อง Creativity จะใช้อะไร และอีกเรื่องคือ Change Theory คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่าหยุด

ดร.จีระเสริมว่า ถ้าทั้งสองกลุ่มพูดแล้วเชื่อมกับ ม.อ.จะเป็นประโยชน์มากเลย เราต้อง Confidence สร้างได้โดยการเตรียมตัวให้ดี และที่เขียนเป็นสิ่งแรกเพราะในโลกต้องเจอการเปลี่ยนแปลง

อยากให้เอาหลักการตรงนี้ไป Apply ได้ ต้อง Communicate กับคน ไม่เช่นนั้น Change จะมีปัญหาแน่นอน

ร่วมแสดงความคิดเห็นเรื่อง มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

จะไปดูมหาวิทยาลัยที่ไหนออกนอกระบบแล้ว มาศึกษาแนวทาง ตัวอย่างเช่น ม.เชียงใหม่ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หลายอันมีตัวบ่งชี้ความสำเร็จหลายตัว

ดร.จีระให้เชิญ ม.เชียงใหม่ จุฬาฯ ฯลฯ ที่ออกนอกระบบมาทำเป็นกรณีศึกษา แต่อาจไม่เป็น Case ทั้งหมด

กลุ่ม 5 ภาวะผู้นำกับการจัดการทุนมนุษย์ เรื่อง ปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution จะประยุกต์กับ ม.อ. อย่างไร?

ปลูกกับเก็บเกี่ยวจะมาประยุกต์กับ ม.อ.ได้อย่างไร ทางมหาวิทยาลัยมีการปลูกทรัพยากรมนุษย์ในมหาวิทยาลัยเยอะมาก ทุกคนจบ PhD. ต้องมาเป็นอาจารย์ ทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อองค์กร และชุมชน ทำอย่างไรให้เก็บเกี่ยวและให้ได้ผลประโยชน์เต็มที่ ให้เอาปณิธานของพระบิดาเป็นตั้ง เพราะทุกวันนี้ทุกคนเห็นแต่ตนเองเป็นใหญ่พัฒนาตนเองอย่างเดียว แต่ลืมไปว่าให้อะไรองค์กรบ้าง ให้ปลูกจิตสำนึกในการยึดถือเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ม.อ.ให้ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร มีบุคลากรหลายรุ่น ไม่จำเป็นต้องให้เขามาแข่งขันในทุกระดับ ให้อาจารย์มุ่งเน้นการร่วมมือกันแต่ละคณะ ไม่ใช่คนเดียว

สายสนับสนุนมีส่วนช่วยให้องค์กรทำงานได้ ผู้นำต้องช่วยให้พวกเขามีศักยภาพทำงานอื่นร่วมกันและนำไปได้ ตัวอย่างเช่น คณะแพทยศาสตร์ เป็นผู้ที่ให้การทำงาน ผลักดันทำงานองค์กรแต่ละสาขา ให้ทุกคนร่วมกันทำงานในทีมในหน่วยงานของเขา ให้เอาปณิธานของพระบิดาให้อยู่ในสายเลือดและ DNA ของเขา ม.อ.จะได้พัฒนาไปได้

ดร.จีระ ขอเสริมว่าปลูกไม่ใช่แค่ปริญญาเอกอย่างเดียว ต้องมีความสุขในการทำงาน มีคุณธรรม จริยธรรม ที่ต้องมาเรียนเพราะมี Quality ที่มองไม่เห็น ม.อ. มี Potential มากแต่ไม่สามารถเอาชนะได้ทั้งหมดเพราะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่จำกัดอยู่ อย่างหลักสูตรนี้ถือเป็น Execution อย่างหนึ่ง ขอให้รู้ว่ามีปลูก เก็บเกี่ยวและ Execution ด้วย

มนุษย์เราต้องการความเสมอภาค เพราะทุกคนต้องการความสำคัญหมด ต้องยกย่องและปรับพฤติกรรมตลอดเวลา

  • ใช้ตัวอย่างของผู้นำในจีนหลาย ๆ รุ่น อธิบายประวัติของผู้ของ ม.อ. ตั้งแต่ช่วงแรกมาถึงปัจจุบัน แต่ละช่วง คุณลักษณะผู้นำเป็นอย่างไร และผู้นำในยุคอนาคตซึ่ง ม.อ. จะออกนอกระบบต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? 5 เรื่อง

ผู้นำแต่ละช่วงแต่ละคนขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมด้วย เช่นความยากจนและเหลื่อมล้ำ

เหมาเจอตุงคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่มีการถอย รู้จักการสร้างเอกภาพ สร้างความมุ่งมั่นในการแก้ไขต่อประเทศ การนำมวลชนมีการจัดการที่ไม่เป็นระเบียบในการต่อสู้ มีแนวทางในการตัดเชื้อร้ายออกไป

เติ้งเสี่ยวผิง เกิดในยุคสงครามเย็น คิดว่าต้องแสวงหามิตรให้มากที่สุด และเมื่อเราเป็นคอมมิวนิสต์จะใช้ทุนนิยมไม่ได้ โดยไม่ใช้ลัทธิของจีน แก้ไขความเหลื่อมล้ำ ไม่สนใจวิธีการเป้าหมาย แสวงหามิตรมากกว่าศัตรู

เจียงซีมิน เป็นผู้นำในยุคล่มสลายของโซเวียตและหมดสัญญาเช่าฮ่องกง จะนำเข้าเศรษฐกิจโลก เป็นที่มาของการให้ทุนสนับสนุนโลก หลักการคือมองข้ามวัฒนธรรมเดิม การจับมือสหรัฐฯ ทำเพื่อปากท้องของประเทศจีน เปลี่ยนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

หูจินเทา มีการปราบปราม การละเมิดสิทธิเสรีภาพ

สิจินผิง เดินทางไปเยือนอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ได้ก้าวข้ามความเป็นศัตรูกับอินเดีย ไปที่มัลดีฟ สร้างคอนกรีตอินเดียระแวงจีน จีนยังไม่สามารถเชื่อมต่อจีน เอเชียใต้ ตามเส้นทางสายไหมอยู่ แต่ถ้าทำได้จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่ยุโรปได้

สรุปผู้นำจีนเปลี่ยนตามสถานการณ์ไม่ได้ยึดตามหลักการเดิมทั้งหมด แต่ผู้นำ ม.อ. จากที่สัมผัสและได้เห็น ได้ทราบว่าท่านสุนทรประกาศว่า ม.อ.จะเข้าสู่การประเมินของ สกอ.ในระดับแรก ส่วนท่านศิริพงศ์ ไม่สัมผัส อาจารย์ประเสริฐจะมีฐานเสียงชุมชนเยอะมาก เป็นนักประสานผลประโยชน์และเป็นลักษณะของคนติดดิน ยิ่งใหญ่แล้วทำตัวให้เล็ก การเชื่อมกับชุมชน ท่านอาจารย์บุญสม แต่ละสมัยได้ทำผลงาน อย่างท่านอาจารย์บุญสมมาประชุมแทนคณบดี ถามว่าสถานการณ์ภาคใต้ คนตายเยอะมาก เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งความร่วมมือเพื่อประสานผลประโยชน์ เป็นปฏิญญาหาดใหญ่ ให้ทุนเด็ก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตอนนั้นประธานกปอ.คืออธิการบดีแม่ฟ้าหลวง อีกเรื่องคือมีความมุ่งมั่นัฒนามหาวิทยาลัยเป็นงบในการดำเนินงาน ไปด้วยความหวัง และรอนักการเมือง ให้ ม.อ. ทำ Priority ว่าจะทำอะไรเป็นอันดับแรก

สรุปคือต้องการสร้างความเด็ดขาดของผู้นำ และสร้างมนุษยสัมพันธ์

กลุ่ม 2 ยกตัวอย่างผู้นำระดับโลก และประเทศ 3 ท่านที่เป็น Role Model ของ ม.อ. อธิบายและยกตัวอย่างคุณสมบัติของผู้นำ ม.อ. ในอดีตที่เป็นแบบอย่างที่ดี

มหาตะมะ คานธี จุดเด่นคือการต่อสู้โดยใช้สันติวิธี มีความสามารถในการจูงใจคน โน้มน้าวใจคนโดยวิธีการของท่านซึ่งการต่อสู้โดยสันติวิธียากมาก ประเด็นคือการใช้ความอดทน และการสมถะ

ลี กวน ยู ประเทศสิงคโปร์เป็นดินแดนที่คนอื่นปฏิเสธ สามารถพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อพัฒนาประเทศจนขึ้นมาอันดับหนึ่ง มีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จสูง ต่อเนื่อง มุ่งมั่น กัดไม่ปล่อย

ป๋าเปรม จุดเด่นคือ ความซื่อสัตย์ และจงรักภักดี

ส่วนผู้นำในอดีตของท่าน ม.อ. เลือกอาจารย์ผาสุก สิ่งที่ได้คือความเรียบง่ายของท่าน เป็นอธิการ 2 สมัยติดกัน เรื่องเรียบง่ายและอุทิศโดยส่วนรวม และให้เกียรติคนอื่น

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

รูปแบบกระบวนการ Learn –share-care

Learn เรียนรู้ร่วมกัน เป็นการวิเคราะห์

Share คือได้ความรู้ใหม่

Care คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงเร็ว ธรรมาภิบาล สันติวิธี

ความเป็นห่วงด้านจิตสำนึก

จะทำอย่างไรให้เกิดผลประโยชน์ต่อชุมชน พอชนะเล็ก ๆ จะได้ความสำเร็จ ไปสู่ความยั่งยืนแบบกัดไม่ปล่อย

วิชาที่ 3

ถอดรหัสสามก๊ก: บทเรียนสำหรับนักบริหาร

โดย ศ.เจริญ วรรธนะสิน

สามก๊ก เป็นลักษณะของการสอนความเป็นผู้นำ มีคาแร๊กเตอร์ในการเปรียบเทียบว่าเราเป็นลักษณะใด

ประวัติส่วนตัว เป็นเด็กสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อเสีย แต่โชคดีที่คุณยายรักมาก เป็นคนที่ถูกฝึกเพราะเกรงกลัวพระเจ้า มีประโยคหนึ่งที่ทำนายจากนอสตราดามุส สามารถมองเห็นภาพอนาคตได้ และศาสนจักรโรมันคาทอลิกที่แรงมากในยุโรป มีการดูหมิ่นพระเจ้า

การศึกษาผู้นำสามก๊ก แต่ละส่วนไม่เหมือนกัน สไตล์ของผู้นำไม่เหมือนกัน

ทำงานโดยที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างอยู่ลิเวอร์บราเธอร์ได้ทำงานแบบโดนล้างสมอง มีการเถียงในที่ประชุม แต่เมื่อออกมาจากที่ประชุม is nothing personal แต่คนไทยเวลาออกจากที่ประชุมกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง อาจโกรธกันไปหลายปี

มีนักปรัชญาจีนคนหนึ่งกล่าวว่า ... ลูกของเราเป็นกุลบุตร กุลธิดาของชีวิต เราให้ความรักได้ ให้ที่อยู่ได้ แต่ไม่สามารถให้ความคิดเขาได้ทั้งหมด บ้านที่เขาจะไปเป็นบ้านวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะไม่กลับมาเหมือนวันวาน พ่อแม่เป็นเหมือนคันธนู ที่มีชีวิต ที่มีที่สิ้นสุด

ศ.เจริญ ได้รับวัฒนธรรมของจีน และตะวันออกมา มีการฝึกเด็กเป็นทีมชาติแบดมินตันของชาติ

อีกประเด็นคือ ลูกทั้งสามคนของ ศ.เจริญ เล่นแบดมินตัน มีเคยเรียกมาถามว่าอยากเล่นอะไร เล่นให้สุด ๆ ไปเลย ไม่ได้อยากให้ลูกเล่นแบดมินตัน เพราะไม่ต้องกลัวภายใต้ความกดดันที่ว่าเมื่อไหร่จะเหมือนพ่อ

ถอดรหัสสามก๊ก : บทเรียนสำหรับนักบริหาร

คนถามว่าอ่านสามก๊กฉบับไหนดี มีคนบอกว่าอ่านสามก๊กสามจบคบไม่ได้ แต่จริง ๆ อ่านจบจะคบได้เพราะรู้จักแยกดีชั่ว

สามก๊ก มีหลายฉบับ หลายสำนวน

- ของท่านยาขอบเขียนไว้ 18 บุคลิกภาพ แล้วเขียนลักษณะของแต่ละคนไว้ แต่ไม่รู้ว่าใครมาก่อนมาทีหลัง

- ฉบับนายทุนของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ฉบับนายทุน มีโรงพิมพ์ดอกหญ้าเอามาใช้ อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนให้เล่าปี่เป็นคนเลวที่สุดไม่น่าคบ แต่เขียนโจโฉเป็นผู้นำ ส่วนเบ้งเฮก เป็นผู้นำตระกูลไทย

กุสโลบายของขงเบ้ง ถามมาเจ๊ก ว่าจะไปตีเบ้งเฮกใช้นโยบายอะไร ใช้ครองใจคนเป็นเอก อย่างอื่นเป็นรอง

-ฉบับพิไชยสงครามของ อ.สังข์ พัฒโนทัย มีสารานุกรมเมือง คนไทยแปลสามก๊กโดยใช้นักวิชาการฮกเกี้ยน แต่ละที่ของมณฑลจีนจะเขียนไม่เหมือนกัน และบางครั้งอาจสับสนเรื่องแซ่ ซึ่งคนละเรื่องกัน

- คุณวิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์ พยายามเขียนสามก๊กเป็นแต้จิ๋ว ซึ่งไม่มีทางเลย

- Romance of the Three Kingdoms ของ Brewitt Taylor เป็นเล่มที่ ศ.เจริญชอบมากที่สุด

- เล่มที่ ศ.เจริญ วรรธนะสินเขียน ให้กับ Media of Media

เวลาเขียนนอสตราดามุสเหมือนอยู่ที่ซาลอง เหมือนอยู่ที่ฝรั่งเศส และเวลาเขียนสามก๊กเหมือนอยู่เสฉวน เหมือนอยู่ซานตง

ทำไมสามก๊กถึงเป็นอมตะ

- ใช้อักษรศาสตร์จีนโบราณ

- บรรยายอย่างละเอียด สร้างบุคลิกภาพ ความคิด แบบฉบับการบริหารของแต่ละผู้นำได้

- บรรยายยุทธศาสตร์ ได้อย่างยอดเยี่ยม

- บรรยายวิสัยทัศน์ กุสโลบายต่าง ๆ

ข้อจำกัดการสื่อสารสมัย 1,800 ปีมาแล้ว

ใช้แต่ม้าเร็ว ไม่มีเทคโนโลยี

วิเคราะห์คุณสมบัติผู้นำ CEO ในสมัยสามก๊ก

ศึกษาประวัติศาสตร์การรบ แต่ละผู้นำมีพื้นฐานความรู้ดี มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยาสูง จินตนาการยอดเยี่ยม อ่านสถานการณ์แม่นย่ำ อ่านใจฝ่ายตรงข้าม รับสถานการณ์ได้ถูก และนอกจากมีกำลังกายแล้วยังแพ้ชนะด้วยพลังสมอง

ผู้นำ SMEs ในสามก๊ก ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากความต่ำต้อยในอดีต

เล่าปี่- คนทอเสื่อขาย

โจโฉ – ตำรวจต๊อกต๋อยภายในโฮจิ๋น

อ.ขงเบ้ง – บัณฑิตชาวนาไร่หม่อนโงลังกั๋ง

ซุนเช็ก – หลงจู๊นักรบของอ้วนสุด

กวนอู – หนีคดีมาเป็นคนขายถั่ว

เตียวหุย – พ่อค้าขายหมู-สุราในตลาด

แต่สถานการณ์บ้านเมืองทำให้คนพวกนี้มาเกี่ยวข้องและมีบทบาททางการเมือง

ชัยชนะโดยไม่จำเป็นของฝ่ายชั่วหรือคนชั่วเนื่องจากคนดีไม่ทำอะไรเลย หลายครั้งที่คนเก่ง คนดี แต่ไม่ใช่นักสู้จะไม่ได้ เน้นเรื่องการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพ

เล่าปี่ – ผู้พบทองแท้บนกองทราย

ยึดในคุณธรรม จริยธรรมและความชอบธรรม แต่มีคำสาบานที่ฝากไว้ทำให้สิ้นชาติได้

คำครหาคนในเชิงลบ ทั้ง ๆ เล่าปี่มีคุณธรรม อย่างที่ อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กล่าว มีโจโฉกล่าวว่าเล่าปี เป็นคนลวงโลก ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนที่เขากล่าวหา

คุณสมบัติผู้นำ -เล่าปี่

- บุญชาติตระกูลสูง แต่เป็นเจ้าที่ยากจนมาก

- ควบคุมอารมณ์อย่างยอดเยี่ยม

- อ่อนน้อม ถ่อมตน

- สมถะ มักน้อย

- จูงใจสัมฤทธิ์ พูดจาเข้าหู น้ำใจเป็นเลิศ

- มีความรอบรู้ทางการเมืองแห่งยุค

- ความคิดลึกซึ้ง ฉับไว สายตากว้างไกล

- ยึดถือในอุดมการณ์คุณธรรม เมตตาธรรม

- มีเมตตาธรรม จริงใจต่อพี่น้องร่วมสาบาน / ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

- มีไฟแห่งความมุมานะ ทะเยอทะยานไม่จบสิ้น

- ภาพลักษณ์ดี เป็นคนดีมีคุณธรรมในสายตาของมหาชน

เล่าปี่ – ผู้นำที่รู้จักควบคุมอารมณ์

- เตียวหุยเมาสุราเฆี่ยนตีโจป้าพ่อตาลิโป้

- เตียวหุยเสียเมืองซีจิ๋วแก่ลิโป้

- เตียวหุยหนีเอาตัวรอดมาหาเล่าปี่-กวนอู

- เล่าปี่ควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม

“ลูกเมียเหมือนเสื้อผ้า พี่น้องเหมือนแขนขา”

แนวคิดธรรมาภิบาลผู้นำของเล่าปี่

- ได้กล่าวว่าต้นเหตุวิกฤติของแผ่นดิน มาจากความยุ่งเหยิงของใจคน จะสงบแผ่นดิน พึงสงบใจคน ชักนำผู้คน สู่ความถูกต้องเที่ยงธรรม ยกคุณธรรม ชูความสัตย์ซื่อรู้คุณเป็นที่ตั้ง

- ผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แม้ศัตรูยังเมตตา

- เล่าปีสร้างตัวเองจากมือเปล่าด้วยภาพลักษณ์ของ CEO แม้จะเป็นองค์กรเล็ก ๆแต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจแม้แต่โจโฉกับตันก๋งยังออกปากหวั่นเกรง

- เมตตาธรรมและคุณธรรม คือต้นทุนในการสร้างตัวและการดำเนินชีวิตของเล่าปี่

- จะยิ่งใหญ่อยู่ในโลกนี้ได้ เมื่อเราถึงขั้นตกอับ ต้องยอมน้อมกาย ต้องคอยโอกาส

- ความดีแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องทำ

- เล่าปีสร้างตัวเป็นใหญ่ขึ้นมาด้วย อำนาจคน

ตั๋งโต๊ะ – ผู้ถูกสาปแช่งทั้งสิบทิศ

ประพฤติธรรมดา –ในตำแหน่งที่ไม่ธรรมดา

- ตั๋งโต๊ะ – CEO ทรราชเต็มรูปแบบ

- คนต้องลิโป้ ม้าต้องเซ็กเธาว์

- ลิซก – อยากยึดครองโลก ใยเสียดายม้าเพียงตัวเดียว

- ชีวิตนี้หากมิได้อยู่เคียงข้างท่าน ดูแลจนผมขาวแก่เฒ่า ก็เหมือนกับได้ตายไปแล้ว

จุดจบ

- ตั๋งโต๊ะ – ความชั่วร้าย แม้สิ้นไปแล้วศพยังไม่มีให้เผา

- สิ่งชั่วร้ายที่นักการเมืองอย่างตั๋งโต๊ะทำ คนอื่นก็คิดจะทำเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสหรือกล้าพอที่จะทำเท่านั้น

อ้วนเสี้ยว – ผู้นำอัลไซม์เมอร์ ขาดวิจารณญาณ จนพาชาติสลาย

- ชาติตระกูลสูง สืบทอดจากตระกูลขุนนาง 3 ชั่วคน

- บริหารงานสไตล์ “คุณชาย”

- มากบารมี อาศัยบุญเก่า ได้เป็นผู้นำทัพ 18 หัวเมือง

- เหลิงอำนาจ ยึดอัตตา แบ่งวรรณะ จิตสำนึกเสื่อม

- อ่านคนไม่เป็น ใช้คนไม่เป็น ไม่รักษาน้ำใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่เห็นคุณค่าของคน

- ขาดวิจารณญาณ ทั้ง ๆ ที่มีกุนซือเก่ง ๆ อยู่รอบตัว

- ทัพ 70 หมื่น พ่ายแก่โจโฉทีมีรี่พลเพียง 7 หมื่น

- บุตรหลานเห็นแก่ตัว สิ้นชาติ สิ้นตระกูล

ทัพ 18 หัวเมือง (ปาหี่การเมือง)

- ทัพ 18 หัวเมือง ผู้นำเก่ง ฉลาด มีกำลังมากก็จริง แต่ทุกคนมีวาระซ่อนเร้น ไร้ความจริงใจ ต่างคุมเชิงคอยทีกันเอง (มีซุนเกี๋ยน กับโจโฉ ที่เอาจริง รบเต็มรูปแบบทหาร)

- อ้วนเสี้ยวผู้นำ ยังกั๊ก งันเหลียง บุนทิว 2 ขุนพลไว้ไม่นำออกศึก

- อ้วนสุดผู้น้องคุมเสบียง ไม่ยอมส่งเสบียงให้พันธมิตร

บุคลิกผู้นำของโจโฉ (ความเป็น Leader ของโจโฉ น่าสนใจที่สุด)

สิ่งที่จะเห็นความเป็นผู้นำของโจโฉ คือ อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

- สร้างความเป็นผู้นำของตัวเองด้วยลำแข้ง นักรบ ขุนศึก

- มีวิสัยทัศน์กว้าง ลึก ยาว ไกล ล้ำหน้าคนร่วมยุค

- ไม่เชื่อถือในโชคลาง ไม่มีโหรหลวง เชื่อมั่นตนเอง

- กล้าเสี่ยวงในสภาวะที่ควรเสี่ยง (มีการคำนวณแล้ว) มีลำหักลำโค่น

- เห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ชุบเลี้ยงคนเก่ง คนมีฝีมือ (กวนอู จูล่ง ลิโป้)

เป็นผู้นำยอดคนที่มีสีสันมากที่สุด

- โจโฉ รัฐบุรุษ หรือ ทรราชย์

- โจโฉ เป็นยอดขุนนางยามผาสุก เป็นทรราชย์ยามกลียุค (ถกเถียงวิจารณ์กันมานับพันปี โจโฉเป็นยอดขุนนางที่ยึดราชวงศ์ฮั่นให้ยาวขึ้น หรือเป็นทรราชย์ที่คุกคามราชบัลลังก์)

โจโฉ เป็น CEO ที่มี Decisiveness

- โจโฉมีลำหักลำโค่น (Decisiveness) กล้าเสี่ยงในสภาวะที่ต้องเสี่ยง

- เป็นผู้นำที่ขี้ระแวงที่สุด

- โจโฉหัวเราะขุนนางที่คิดฆ่าตั๋งโต๊ะด้วยน้ำตา

- อาสาฆ่าตั๋งโต๊ะ จนตัวเองต้องหนีหัวซุกหัวซุน เป็นอาชญากรแผ่นดินมีฆ่าหัว

โจโฉ – ผู้ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ

- ตันก๋งทิ้งสินบนทองคำ 10 ชั่ง ส่วยหมื่นครัวเรือน

- โจโฉ – หากไม่คิดช่วยชาติ ย่อมไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉาน

- โรคระแวง ทำให้ CEO โจโฉฆ่าครอบครัวแปะเสียหมดบ้าน

- ตันก๋งแยกทางกับโจโฉ “คน ๆ นี้ฆ่าใครก็ได้ที่เขาระแวง ฆ่าเพื่อนสนิทก็ได้ถ้าขัดผลประโยชน์)

โจโฉ – รู้จักบริหารทรัพยากรมนุษย์ HR

- ทหารมากหรือจะสู้ทหารเจ๋ง ขุนทหารกล้าหรือจะสู้ขุนทหารที่ฉลาด (โจโฉวิจารณ์เปรียบเทียบทัพวุยก๊กกับทัพ 70หมื่นของอ้วนเสี้ยว)

- ผู้ที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คิดการใดจิตใจต้องกว้างขวางโอบอ้อมอารี มีแผนใหญ่ครอบจักรวาลอยู่ในมือ สามารถกลืนแผ่นดินได้ด้วยอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

- โจโฉสามารถระดมคนเก่ง ๆ จากทุกทิศ ต่างความคิด ต่างอุดมการณ์ มาร่วมทำงานด้วยกันได้ภายใต้ชายคาเดียวกัน

โจโฉพิพากษาลิโป้ – ตันก๋ง (ลิโป้ถูกประหารด้วยลิ้น 3 นิ้วของเล่าปี่)

- โจโฉยังรำลึกถึงบุญคุณของตันก๋ง-นายอำเภอเมืองจงพวน

- ตันก๋งไม่ยอมร้องของชีวิต เลือกความตายเป็นทางออก

- ลิโป้แม้จะโง่เขลาเบาปัญญา แต่ก็ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์อย่างเจ้า (ตันก๋งด่าโจโฉ)

- เลือดเตงหงวนกับตั๋งโต๊ะยังไม่แห้ง ท่านจำไม่ได้แล้วหรือ

ความใจกว้าง ยอด H&R ของผู้นำอย่างโจโฉ ทำให้ กวนอู จูล่ง เตียวเลี้ยว เคาทู ฯลฯ รอดชีวิต(2)

- จูล่ง แห่งเตียงเปงสัน รอดตาย พาอาเต๊าแหกวงล้อมออกมาพบเล่าปี่

- เตียวเลี้ยวด่าโจรรอดชีวี (ลิโป้โอดขอชีวิตไร้คนช่วย)

- เคาทู มหาโจรกลับใจ รับใช้โจโฉสุดชีวิต

- กวนอู รอดตาย เข้าสวามิภักดิ์ด้วยเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่น ดูแลพี่สะไภ้ทั้ง 2 และวันใดที่ได้ข่าวเล่าปี่ ต้องปล่อยให้ไปพบ 2. กวนอูหักด่าน 3. หักด่านแล้วใบผ่านด่านเพิ่งมาถึง

แม้แต่เล่าปี่ – รอดตายก็เพราะใจนักเลงของโจโฉ

- โจโฉไม่กล้าทิ้งเล่าปี่ครองชีจิ๋ว นำตัวกลับเข้าเมืองหลวงฮูโต๋ (เฝ้าเสือไว้ดีกว่าปล่อยเสือเข้าป่า)

- เล่าปี่แฝงตัว ปลูกฝักทำสวนครัว ปกปิดแผนการยิ่งใหญ่ของตัวเอง

“อ้วนสุดนั้นเหมือนกระดูกผุอยู่ในป่าช้า”“อ้วนเสี้ยวทั้งโง่และขี้ขลาด ทำใหญ่โต จิตโลเลไม่แน่นอนทำเสียได้น้อย เห็นแก่ได้ไม่เป็นประโยชน์อันใด”“เล่าเปียวเป็นคนปากหวาน ไม่จริงใจกับใคร ไร้สติปัญญา” “ซุนกวนฝีมือพอประมาณ ใหญ่เพราะพ่อกับพี่ ไม่ใหญ่แท้” “เล่าเจี้ยงหาความคิดมิได้อุปมาเหมือนสุนัขเฝ้าประตู” “คนอื่น ๆ อย่างเตียวฬ่อ เตียวสิ้ว หันซุย มิบังควรเอ่ยให้เสียปาก”

3 ทางเลือกที่กุนซือเสนอต่อโจโฉสำหรับชะตากรรมของเล่าปี่

1. ไม่ควรฆ่าเล่าปี่ หากฆ่า ต่อไปใครจะกล้ามาสวามิภักดิ์ต่อท่าน (กุยแก)

2. ควรฆ่า ปล่อยศัตรูไปวันเดียว เป็นภัยแก่ตัวร้อยชาติ (ซุนฮก)

3. ควรหลอกใช้ก่อน แล้วฆ่าทีหลัง (เทียหยก)

- โจโฉ เลือกทางที่ 3 (เสือตัวนี้ต้องฆ่า แต่ไม่ใช่ฆ่าตอนนี้) (ต่อมา โจโฉทำพลาด ไม่ฆ่าแล้วยังมอบกองทัพให้เล่าปี่ไปปราบอ้วนสุด) (ปล่อยให้เป็ดที่ต้มสุกแล้วในหม้อหลุดไปจนได้ - โจโฉบ่นกับตัวเอง)

10 ข้อดีข้อด้อยของโจโฉ-อ้วนเสี้ยวในทัศนะของกุยแก

1. อ้วนเสี้ยว พิธีรีตองมาก โจโฉเป็นธรรมชาติ (นี่คือ วิถีแห่งชัย)

2. อ้วนเสี้ยวกบฏ แต่โจโฉภักดี – (นี่คือ ธรรมแห่งชัย)

3. ราชสำนักฮั่น อ้วนเสี้ยวปกครองหละหลวม โจโฉเข้มงวดวินัย – (นี่คือ ชัยแห่งรัฐ)

4. อ้วนเสี้ยวใจแคบ ลำเอียง โจโฉใจกว้าง เที่ยงธรรม – (นี่คือ ชัยที่วัดได้)

5. อ้วนเสี้ยวโลเลไม่เด็ดขาด โจโฉเด็ดเดี่ยว แน่วแน่มีหลักการ – (นี่คือ ชัยที่ลงตัว)

6. อ้วนเสี้ยวทำดีแต่เปลือก โจโฉเลี้ยงคนอย่างจริงใจ – (นี่คือ ชัยแห่งคุณธรรม)

7. อ้วนเสี้ยวหลงคนแวดล้อมชอบสอพลอ โจโฉเลี้ยงคนเสมอกัน– (ชัยแห่งสัจธรรม)

8. อ้วนเสี้ยวหูเบา โลเล โจโฉสุขุม หนักแน่น – (นี่คือชัยแห่งการรู้แจ้ง)

9. อ้วนเสี้ยวสับสน ผิดถูก โจโฉจำแนก แจกชัด – (นี่คือชัยแห่งบุ๋น)

10. อ้วนเสี้ยวโอ้อวดศักดาแต่ไม่รู้การศึก โจโฉชำนาญการศึก นำน้อยชนะมาก (นี่คือ ชัยแห่งบู๊) โจโฉ - เป็นใหญ่ด้วย อำนาจฟ้า

ซุนฮก – ยอดกุนซือโจโฉ

จิตวิทยาชั้นยอดของซุนฮก (มองทะลุปรุโปร่งรู้ว่าโจโฉคิดยกทัพกลับ)

  • ซุนฮกประเมินศึกกัวต๋อ - ทหารเอกอ้วนเสี้ยวมีปัญญาและฝีมือนั้น จะนับว่าชำนาญยังมิได้ เตียนห้องเป็นคนหยาบช้าดื้อดึง เขาฮิวมีปัญญาก็จริงแต่เป็นคนโลภทำสิ่งใดมักเสียการ สิมโพยเป็นคนอวดรู้ ถึงผู้ใดว่าชอบก็ถือว่าผิด ฮองกี๋นั้นเป็นคนโวหารดีแต่เอาการไม่ได้ ทั้งสี่คนต่างถือตัวแก่งแย่งมิได้ประนอมกัน ส่วนทหารมีฝีมือทั้งเจ็ด มิรู้จักทีเสียทีได้ อันทหารเลวแม้จะมีมากสักเท่าใด ล้วนแต่พลอยแพ้พลอยชนะด้วย (หลาย ๆ กรณี มีแต่พวก พลอยชนะ แต่ไม่พลอยแพ้ด้วย)
  • ซุนฮกนินทานาย – รู้ว่าผิด แก้ไขที่ผิด แต่ไม่ยอมรับผิด
  • (วาระสุดท้าย ซุกฮกคัดค้านโจโฉที่จะเลื่อนตัวเองเป็นวุยอ๋อง เจ้าต่างกรม ซุนฮกว่าเชื้อพระวงศ์เท่านั้นถึงสมควรจะทำอย่างนั้น - โจโฉส่งซึ้งเปล่าไปเยี่ยมไข้)

โจโฉ – ผู้นำ นักบริหารยอดคน (แม้จะไม่เป็นอัจฉริยะ)

  • พิพากษาตันหลิม – ผู้เขียนสาส์น ด่าเจ็บจนหายจากโรคปวดหัว

- เกาทัณฑ์เมื่อพาดสาย ต้องยิงให้เต็มหน่วย ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ต้องให้ตายคาที่

  • เผาจดหมายนายทหารของตนที่ฝากตัวต่ออ้วนเสี้ยว (พวกพลอยชนะ แต่ไม่ยอมพลอยแพ้ด้วย)

- อย่าว่าแต่ทหารเลย ตัวข้าฯ ก็ยังกลัว คิดว่าจะเอาไม่รอด

- ผล คือ ได้ใจลูกน้องกลับมามากมาย

- เลี่ยงทหารลูกน้องก่อการปฏิวัติ

- หรือต้องประหารนายทหารกับทหารครึ่งกองทัพ

โจโฉลวงโลกได้ทุกสิ่งแต่หลอกลวงตัวเองไม่ได้ตอนจะสิ้นใจ

- ระแวงหมอเทวดาฮัวโต๋ โจโฉสั่งเสียก่อนสิ้นใจ ข้าฯ ไม่เคยกลัวตาย

- บ้านเมืองวิกฤติ ดี เลว มองไม่ชัด มีแต่แข็ง อ่อน สูง ต่ำ รวย จน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ผู้พิชิตเป็นวีรบุรุษ

- ผู้แพ้ เป็นโจร

- ทำไมข้าฯ จะไม่คิดเป็นฮ่องเต้ เพียงแต่สวรรค์ยังมิได้กำหนด โอกาสยังมิได้เปิดช่องทาง

- โรคใด ๆ ก็รักษาให้หายได้ แต่โรคระแวงของคนไม่มีทางรักษาให้หายได้ (หมอฮัวโต๋)

ลิขิตของสวรรค์ มีหรือใครจะฎีกาได้?

  • เมื่อวานนี้โลกมองโจโฉผิด วันนี้ก็มองผิด และพรุ่งนี้ก็อาจจะมองผิดอีก แต่ข้าฯ ก็คือข้าฯ ข้าฯ ไม่เคยกลัวว่าใครมองผิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว (โจโฉ)
  • สวรรค์ลิขิต ใครหรือจะฎีกาได้ สวรรค์ขีดเส้นให้ชีวิตดับ ใครหรือจะช่วยได้ (โจโฉ)
  • ความตายไม่น่ากลัว มันเป็นเพียงความร่มเย็นของคืนแห่งฤดูใบไม้ร่วง ทำให้หลับสนิทไร้กังวลตลอดกาล (โจโฉ)
  • (โจโฉสั่งสร้างเจดีย์ 72 แห่ง นำศพฝังไว้ แล้วอย่าเปิดเผยว่าศพของตนฝังอยู่ ณ ที่ใด)
  • สามก๊ก – เริ่มตั้งแต่หลังจากที่โจโฉถึงแก่อนิจกรรม โจผีปลดเหี้ยนเต้ สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นอ้วยโช่ฮ่องเต้

ความหนักใจของ CEO กับ Directors สมัยสามก๊ก

  • กุนซือ – ที่ปรึกษา - เสนาธิการ ก็เรียก
  • กุนซือ ระดับ CEO ที่ได้รับมอบหมายอำนาจ ต้องบัญชาการศึกเอง และในบางรายต้องออกรบเอง
  • ชีซี ถูกกวนอู เตียวหุย ลองดี

ตำรับพิชัยสงครามซุนหวู่ มาจากหมากล้อม!

  • ชีซีแก้ค่ายกล 8 ทวารกุญแจทอง (ของโจหยิน แม่ทัพโจโฉด้วยหมากล้อม

CEO หลงจู๊ชีซี วางแผนรบ
ทำลายค่ายกล
8 ทวารกุญแจทองของโจหยิน

  • หลังจากวางแผนรบชนะ โจหยิน ทำลายค่ายกลโจโฉ “เล่าปี่รบได้อย่างนื้ คงต้องมีคนเก่งช่วยอยู่”

เทียหยก “คนผู้นี้เก่งเหนือกว่าข้าพเจ้า 10 เท่า”

ชีซีถูกหลอกจำใจผละจากเล่าปี่เข้าหาโจโฉ(มุมมองที่น่าคิดจากแม่เฒ่าของชีซี)

  • โจโฉ-เทียหยก ใช้วิชามาร หลอกชีซีกลับไปหาแม่ที่ฮูโต๋

แม่ชีซีบริภาษลูก “จากเล่าปี่มาหาโจโฉ เท่ากับออกจากที่สว่างมาสู่ความมืด..”

“เจ้าเรียนรู้มีปัญญาเสียเปล่า มิรู้จักแยกแยะความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน

ให้ออกจากความกตัญญูกตเวทีให้ออกจากกัน....”

ทำไมขงเบ้งต้องให้เล่าปี่ ถ่อกายไปโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง

  • ขงเบ้งเคยบอกเพื่อน ๆ ว่า ในแผ่นดินนี้ไม่มีใครดีและเหมาะสมพอที่จะเป็นเจ้านายของเขาได้
  • ขงเบ้งต้องการทดสอบอุดมการณ์ของเล่าปี่ หรือจะเป็นแค่นักการเมืองแห่งยุคที่ส่วนมากเป็น โจรรักชาติ "patriotraitor" (patriot + traitor) ที่อ้างชาติ อ้างแผ่นดิน อ้างราชวงศ์ฮั่น อ้างประชาชน แต่ทุกอย่างทำเพื่ออำนาจกับผลประ โยชน์ของตนเองทั้งนั้น
  • ขงเบ้งทดสอบความอดทน และมีคุณธรรม จริยธรรมของเล่าปี่
  • เล่าปี่ – The lesser of the devil at the time? (บริษัทโคตร จำกัด)

เล่าปี่ยอมสละตำแหน่ง CEO ให้ขงเบ้ง

- เล่าปี่เพียรพบขงเบ้งที่โงลังกั๋ง 3 ครั้ง และด้วยวัย 48 ปี กล้ามอบอาญาสิทธิ์ในการนำกองทัพให้ ขงเบ้ง ที่มีอายุเพียง 28 ปีด้วยความมั่นใจ !!! (เถ้าแก่ยกสมบัติ-ธุรกิจของตัวเอง ของตระกูล ของครอบครัวให้ขงเบ้งดูแล)

- เล่าปี่ กล้ามอบอำนาจให้ขงเบ้ง – เห็นความขลังของ ชีซี (ตันฮก) มาก่อนหน้านี้

- เห็นแผนยุทธศาสตร์ หลงจง ของขงเบ้ง เสมือนหนึ่งปัดหมอกเมฆมองเห็นตะวันสำหรับเล่าปี่

ยุทธศาสตร์หลงจง 3 ก๊กของขงเบ้ง

- ยุทธศาสตร์หลงจง –ตั๋งโต๊ะทิ้งมรดกแห่งความชั่วร้ายไว้ ราชอาณาจักรไร้ความสงบสุข คนมีอำนาจทำชั่วต่อเนื่อง เดิมทีโจโฉไม่มีอำนาจมาก แต่พอชนะอ้วนเสี้ยวได้จึงสร้างสมทัพขึ้นมาใหญ่ สืบทอดอำนาจเหนือราชบัลลังก์และขุนศึกน้อยใหญ่ทั้งหลาย - จะชนะโจโฉเห็นจะเหลือกำลังความสามารถ

- ด้านตะวันออกพวกแซ่ซุนครองอาณาจักรกั่งตั๋งมาชั่ว 3 อายุคน ประชารักใคร่เป็นปึกแผ่น

เสบียงอาหารสมบูรณ์ ซึ่งท่านจะร่วมได้ แต่จะเอาชนะยาก

- ส่วนอาณาจักรเกงจิ๋วตั้งอยู่ข้างแม่น้ำฮั่นกับแม่น้ำเมี้ยน ดินแดนแห่งนี้มีศึกใหญ่ชิงอำนาจกันหลายครั้ง ดูตามสถานการแล้วเหมือนฟ้าจะโปรดให้อาณาจักรนี้เป็นของท่าน

- ส่วนอาณาจักรเสฉวนนั้น เป็นภูมิศาสตร์ที่สำคัญ อุดมสมบูรณ์ กว้างใหญ่ไพศาล พระเจ้าฮั่นโกโจฮ่องเต้ตั้งราชวงศ์ใหม่ก็ตั้งอยู่ ณ บริเวณแถบนี้ เล่าเจี้ยงผู้ครองอำนาจคนปัจจุบันเบาความและอ่อนแอ อยากได้ผู้นำที่มีสติปัญญา มีกำลังแข็ง มีธรรมาภิบาลไปปกครอง ท่านเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม จริยธรรม ความหวังที่ท่านจะฟื้นฟูพระบรมเดชานุภาพจึงมีทางที่จะทำได้สำเร็จ

(วิสัยทัศน์ขงเบ้งมองเห็นแผ่นดินจีนจะถูกแบ่งแยกออกเป็น 3 อาณาจักรใหญ่ไว้ล่วงหน้าข้างต้นนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น)

ยุทธศาสตร์สามก๊กของขงเบ้ง

  • แผนหลงจง คือ ยึดเกงจิ๋ว ขยายอาณาเขตไปเสฉวน ใช้เป็นฐานมั่นคง แยกดินแดนออกเป็น 3 ส่วน สร้างดุลอำนาจระหว่างโจโฉกับซุนกวน
  • เล่าปี่ไม่เห็นด้วยกับขงเบ้งที่จะยึดเกงจิ๋วจากเล่าเปี่ยว แม้แผนหลงจงจะล่าช้าไปอีก 10 ปี
  • ตาเพ่งไปที่เกงจิ๋ว จิตพุ่งไปที่เสฉวน ใจมุ่งไปทั่วหล้า เร่งรวบตามแผน (ขงเบ้งแนะเล่าปี่)

(ตาเพ่งในบ้าน จิตพุ่งอาเซียน ใจมุ่งทั่วหล้า เร่งรวบตามแผน(โลกาภิวัตน์)

ขงเบ้ง – ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ต้นตำรับยุทธศาสตร์สามก๊ก

  • ออกจากที่น่าไร่หม่อนโงลังกั๋งวัย 26
  • บัญชารบครั้งแรกด้วยคบเพลิงไม่กี่อัน เผาทัพหน้าโจโฉ(โจหยิน)สิบหมื่นที่พกบ๋อง
  • ใช้น้ำฆ่าทัพหนุนโจโฉอีกสิบหมื่น3พัน
  • เจรจาเป็นพันธมิตรกับซุนกวนสำเร็จ
  • ร่วมกังตั๋งเผาทัพเรือโจโฉ 83 หมื่น
  • วัย 29 ยึดเมืองเกงจิ๋วกับเมืองโท9 เมือง เมืองตรีอีก42 เมืองโดยไม่เสียชีวิตทหารแม้แต่คนเดียว
  • วัย 38 ตีได้เมืองเสฉวน ซึ่งมีเมืองขึ้น 41 เมือง ตรีอีก 100 เมืองเศษ หนุ่มชาวนาจากโงลังกั๋ง ตัดแผ่นดินจีนออกเสีย 1 ใน 3 มอบให้แก่คนที่ตำราและผู้รู้อย่าง อ.สุมาเต๊กโชกล่าวว่า เป็นคนอาภัพน้อยวาสนาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์
  • ตลอดชีวิตของ อ.ขงเบ้ง เป็นช่วงที่มีการช่วงชิงอำนาจทำกันอย่างเข้มข้นแหลมคมฉกาจฉกรรจ์ อ.ขงเบ้งเป็นเครื่องจักรสำคัญที่มีส่วนบันดาลให้เหตุการณ์กับสถานการณ์แปรเปลี่ยนไปอย่างชนิดที่ไม่มีปราชญ์หรือบัณฑิตคนใดสามารถทำได้

สไตล์ยั่วยุของขงเบ้ง

  • ขงเบ้งมองหมากทั้งกระดาน Begin with the end in mind.
  • ขงเบ้งเป็นนักการทูตที่ฉลาด รู้ชั้นเชิงในการเจรจา
  • ขงเบ้งชอบและถนัดใช้จิตวิทยา การยั่วยุ - ปะทะคารมกับขุนนางกังตั๋ง โลซก ซุนกวน จิวยี่ ใช้สไตล์การยั่วยุจนกังตั๋งยอมเป็นพันธมิตรต่อต้านทัพโจโฉ
  • ลิ้นคน 3 นิ้วฆ่าคนได้ ซ้ำยังฆ่าได้ไม่เห็นเลือด (โลซก)
  • ยอกย้อนซ้อนกลพันธมิตรหอกข้างแคร่ของจิวยี่ อุบายยืมเกาทัณฑ์ หลบแผนสังหารของจิวยี่ ซ้อนกลอุบายนางงาม “อุบายจิวยี่แสนแยบยล เสียทั้งฮูหยินและไพร่พล”
  • ใช้โวหารยั่วยุเสนาบดีเฒ่า อองลอง วัย 76 ปี ถึงกับช็อคตกม้าตายคากลางสมรภูมิ

สไตล์การทำงานของ CEOบังทอง vs. ขงเบ้ง

  • บังทอง หงส์ดรุณ – หุบเขาหงส์ร่อน เลาะฮ่งปอ
  • บังทองใช้วิชามาร ฆ่าเตียวสง สร้างปมร้าวให้เล่าเจี้ยงกับเล่าปี่จนแตกสะบั้น
    (ในสายตาบังทอง เขาเห็นเตียวสงเป็นคนขายชาติทรยศเจ้านาย)
  • การตายของบังทอง ทำให้เล่าปี่มีเหตุผลสมควรที่จะบุกยึดเสฉวน

นโยบายการทหารศึกเบ้งเฮ็ก – ผู้ถูกกลืนทั้งเป็น

  • ขงเบ้งจับเบ้งเฮ็กได้ถึง 6 ครั้ง แต่ปล่อยไปทุกครั้ง เพราะเหตุใด? (นโยบายม้าเจ๊ก)
  • นโยบาย ตียึดเมืองเป็นรอง ครองใจคนเป็นเอก
  • แนวคิด สังหารเบ้งเฮ็กไม่เกิดประโยชน์ รังแต่จะทำให้เรามีศัตรูเพิ่มขึ้น
  • รุกทางความคิด พิชิตใจคน
  • เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

วิเคราะห์ข้อบกพร่องการเป็นผู้นำการบริหารบุคลากรของ อ.ขงเบ้ง

  • อ.ขงเบ้งเป็นอัจฉริยะ หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร
  • อ.ขงเบ้งมีความเชื่อมั่นตนเองสูง มักจะลงมือทำเสียเอง(ยังไม่วางใจในสถานการณ์การเมือง การปกครองภายในเสฉวน)
  • อ.ขงเบ้งตั้งมาตรฐานทุกอย่างไว้สูง ลูกน้องตามไม่ทัน
  • อ.ขงเบ้งไม่ได้สร้างตัวตายตัวแทน
  • อ.ขงเบ้งขาดศิลปของการมอบหมายงาน No Delegation.
  • อ.ขงเบ้งเหมางานไว้ทำคนเดียว แม้ยามออกศึกยังหอบงานฝ่ายบุ๋นฝ่ายขุนนางไปทำ ตรากตรำจนล้มป่วย (การเมือง การปกครองในเสฉวนยังไม่นิ่ง - อาเต๊าอ่อนแอ)
  • อ.ขงเบ้งเลือกที่รักมักที่ชัง?I.e. ม้าเจ๊ก อุยเอี๋ยน เกียงอุย

ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ยึดในคุณธรรมของขงเบ้งเป็นที่สรรเสริญของชาวโลก

  • อ.ขงเบ้งกรำศึก ยกทัพบุกแดนกิสานของวุยก๊กถึง 6 ครั้ง ถ้าไม่มีอำนาจล้นเหลือจริง ๆ คงถูกอภิปรายคว่ำไปนานแล้ว แต่ในฐานะเสิ่นเสี้ยง นายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษอาวุโส สูงส่งด้วยภูมิปัญญา ภาพลักษณ์ อย่างนี้จึงไม่มีใครกล้าขัด?
  • อ.ขงเบ้งถวายฎีกาออกศึก แสดงความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและต่อพระเจ้าเล่าเสี้ยน คนจีนอ่านแล้วต้องหลั่งน้ำตา
  • อำนาจอยู่ในมือ แต่ขงเบ้งไม่เคยลุแก่อำนาจ และละจากคุณธรรม สัจธรรม
  • แต่ถ้า อ.ขงเบ้ง จูล่ง เกียงอุย ยึดอำนาจการปกครองเสฉวน? อาจจะพลิกเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ก็ได้?

ซุนเซ็ก – พี่ชายซุนกวนใช้ความเป็นผู้นำสถาปนารัฐง่อก๊ก

ปรัชญาการใช้คน:-- เมื่อคิดการใหญ่ ต้องเริ่มที่คนการใช้คนนั้น ต้องไม่สงสัย ถ้าระแวงสงสัยใครจะไว้ใจเรา

- ใช้งานเขา แต่ไม่เชื่อถือเขาเท่ากับไว้ใจเขา แต่ไม่วางใจ (ซุนเซ็ก)

หงอก๊กเป็นใหญ่ด้วย อำนาจดิน

ซุนกวน - ผู้นำง่อก๊ก (กังตั๋ง)

นโยบายผู้นำกังตั๋ง:-- ผู้นำไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง ขอเพียง รู้จักใช้คน และผูกใจคนไว้ให้ได้(ซุนกวน)

- ปัญหาของซุนกวนในง่อก๊ก

- ถ้าโจโฉเข้มแข็งให้จับมือเล่าปี่ต้านโจโฉ ถ้าเล่าปีเข้มแข็งจับมือโจโฉต้านเล่าปี่ นโยบายนี้มิเพียงแต่จะช่วยกังตั๋งรอด แต่ยังเป็นหนทางแห่งชัยชนะ (โลซกแนะลิบองก่อนสิ้นใจ)

ความผิดพลาดของ กวนอู - เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ

  • กวนอู - เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ
  • กวนอู CEO ที่กล้าหาญ สัตย์ซื่อ แต่ทรนง และลืมตัว (กล้าหาญ สัตย์ซื่อ แต่ขาดยุทธศาสตร์ กลายเป็นความบ้าบิ่น)

ลูกเสือสาวควรหรือที่จะยกให้แก่ลูกสุนัข (กวนอูหมิ่นซุนกวน)

  • กวนอู ลืมคาถา 8 คนที่ขงเบ้งย้ำนักย้ำหนาก่อนเดินทางไปเสฉวน
  • อำนาจทำให้ ทรนง ลืมตัว นำไปสู่การสูญเสียเกงจิ๋ว - และชีวิต

ความผิดพลาดของ ซุนกวน

  • ท่ามกลางความอลเวง ซุนกวน ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต กำจัดกวนอู

(โจโฉห้ามโจเจียงลูกชายตามไล่ซุนกวนไปให้ง่อก๊กฆ่า)

  • การฆ่ากวนอู ทำให้เล่าปี่กับซุนกวน ไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันได้ ทำให้แผนพันธมิตรของ 2 ก๊กเล็ก เพื่อต่อต้านวุยก๊กสะดุดลงอย่างแรง

จุดจบของคนดีอย่างเล่าปี่

  • เล่าปี่สถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้ ค.ศ. 221 (พระเจ้าเจี๋ยงบู๋)
  • แนวทางการปกครองเสฉวนแบบ Good Governance ของขงเบ้งกับจูล่ง
  • ในพิธีราชาภิเษก – เล่าปี่ประกาศยกทัพบุกกังตั๋ง ทรงเดินแตกแถวจากนโยบายชาติ
  • ขงเบ้ง(CEO) จูล่ง(กรรมการบริษัท) ทัดทานเต็มกำลัง – แนวคิดขัดผลประโยชน์ชาติ

เมื่อประธานกรรมการเจ้าของบริษัทไม่ฟังเสียง CEO และกรรมการบริษัท

  • เล่าปี่ตั้งลิอิ๋นคานอำนาจขงเบ้ง (แผนบุกง่อก๊กแก้แค้นให้กวนอู) (ลิอิ๋นสอนลูก - เราต้องคล้อยตามผู้นำของอำนาจใหม่ในเสฉวน)
  • ขงเบ้ง จูล่งกับขุนนางส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย (แก้แค้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของชาติ)
  • ขงเบ้งเสนอให้เล่าปี่ยกทัพหลวงไปตีวุยก๊ก มอบให้แม่ทัพคนใดคนหนึ่งยกทัพไปตีซุนกวนแทน (เล่าปี่คล้อยตามความคิดนี้ตอนแรก แต่พอเตียวหุยมาร่ำไห้ ลำเลิกถึงคำสาบานก็เปลี่ยนใจ) (คำบริภาษลูกของแม่ชีซี)

สุมาอี้สอนลูก

  • กองทัพที่ชนะโดยมิต้องรบ คือกองทัพเหนือผู้พิชิต
  • ชำระแผ่นดิน สงบความวุ่นวาย รวมแผ่นดินสำเร็จ คือวีรบุรุษแห่งยุค
  • จงชนะใจกับช่วงใช้คนทั้งปวง คือกุญแจ
  • โบราณว่า ชนะใจราษฎร์ เป็นฮ่องเต้ได้

ชนะใจฮ่องเต้ เป็นเจ้าแคว้นได้

ชนะใจเจ้าแคว้น เป็นได้แค่อำมาตย์

ไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะสามารถเอาชนะใจใครได้บ้าง

กาลเวลาในยุคของ 3 ก๊ก (2) (โดยสังเขป)

  • การแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจการปกครองในบ้านเมืองมีอยู่ตลอดเวลา

- ค.ศ. 263 สุมาเจียว ลูกชายคนรองสุมาอี้บุกจ๊กก๊ก ทำให้จ๊กก๊กล่มสลาย

- ค.ศ. 265 สุมาเอี๋ยน ลูกชายสุมาเจียวบังคับพระเจ้าโจฮวนสละราชสมบัติ สถาปนา

ตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้

สำรวจสไตล์ผู้นำของตัวเองคุณเป็นผู้จัดการแบบไหน?

นำยุทธศาสตร์สามก๊กมาใช้ในการบริหารได้อย่างไร?

1. นำเอาจุดดี จุดเด่นของผู้นำใน สามก๊ก มาเป็นแบบอย่าง

2. นำเอาจุดเสื่อม จุดด้อย จุดอ่อน ด้านลบของผู้นำใน สามก๊ก มาหลีกเลี่ยงในทำงานของเราเอง

3. ใช้แนวคิดของ 1-2 เข้ามาเสริมเป็นแบบอย่างในการเป็น Charismatic Leadership ของเราเอง

4. บทเรียน เอาน้อยชนะมาก ใน สามก๊ก มาใช้ในการเพิ่มสมรรถภาพการทำงาน และลดต้นทุน

5. วิสัยทัศน์ และการอ่านใจ อ่านคน ใน สามก๊ก

สัจธรรมของชีวิต

คำตอบก็คือ:-NO BODY IS PERFECT! ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ!

ลักษณะของผู้นำในอุดมคติ Ideal Leadership

นำคุณสมบัติของแต่ละคนมารวมกัน

  • ความรอบรู้ ความอัจริยะของ ขงเบ้ง
  • ความอ่อมน้อมถ่อมตน ยึดมั่นในคุณธรรม มนุษยสัมพันธ์ดี อดทน รู้จักระงับอารมณ์ของ เล่าปี่
  • ความสัตย์ซื่อ มีความตั้งใจสูงของ กวนอู
  • เข้มแข็งในวินัย จัดระเบียบเข้มงวด ใจกว้างใจนักเลง รู้จักเลี้ยงคน รักคนเก่งมีฝีมืออย่าง โจโฉ
  • รู้จักมอบหมายงาน สร้างคนใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่าง ซุนกวน
  • ความชัดเจนในภารกิจของ เตียวจูล่ง สุภาพบุรุษจากเสียงสาน
  • ความเป็นมืออาชีพของ ตันหลิม กับ หมอเทวดาฮัวโต๋
  • เสนาธิการสายตายาวไกลสูงด้วยจิตวิทยาอย่าง ซุนฮก กุยแก
  • รักชาติยิ่งชีพเยี่ยง จิวยี่ ฮองตง อองลุย ตันสี เตียวเสี้ยน
  • อึด อดทน บากบั่น มานะ พากเพียร ของ ตระกูลสุมาอี้ จนรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นเอกภาพได้สำเร็จ

โคลง 7 ก้าว ก้องโลกของโจสิดลูกคนที่ 3 ของโจโฉ

  • โจสิด ทายาทจอมกวีของโจโฉ

คั่วถั่ว ใช้เถาถั่ว เป็นเชื้อเพลิง

ทุกฝักถั่ว โหยร่ำไห้ ในกระทะ

เดิมร่วมราก เกิดจาก พันธุ์เดียวกัน แม่ปรามโจผีอย่าฆ่าน้อง ฮัวหิมยุโจผีฆ่าโจสิด

ใยเร่งรีบ ฆ่าฟัน กันทำไม

โคลง 7 ก้าว ในสำนวนของ Brewitt Taylor และ หลอก้วนจง

They were boiling beans on a beanstalk fire,

Came a plaintive voice from the pot,

O, why, since we sprang from the selfsame root,

Should you kill me with anger hot? (Brewitt Taylor)


สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันที่ 12 พฤษภาคม 2559

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

หลายท่านที่ไม่ได้มาก็ขอให้แชร์ความรู้กัน

1. ช่วยคิดว่าที่ผ่านมาแต่ละวันได้อะไร และที่ได้ ตัวเองได้ คณะได้ ม.อ.ได้ ประเทศได้ จะเป็นประโยชน์มากเลย

ตั้งแต่มี Pre-Planning กับตอนเช้า

สิ่งที่เขียนมาจากทฤษฎีมาจากพื้นฐานทางวิชาการตลอด แต่ไปปะทะกับ 2R’s คือทำอะไรที่ Realistic และ Relevance คือทำอะไรที่กระทบตัวเอง ให้มีการ Inspire แต่อยู่ที่แต่ละท่านจะนำประเด็นไปใช้ตรงไหน

หลักสูตรนี้มีประโยชน์อย่างไร และเป็นการ Workshop ที่มีคุณค่า

ความสำเร็จของมนุษย์ไม่ใช่มาจากการแก้จุดอ่อน แต่มาจากการหาจุดแข็งก่อน

Chira’s Way of Learning&Strategic HR

- 3 Circles

- 8K’s + 5K’s (New)

- 4L’s

- 2R’s

- 2I’s

- 3V’s

- 3L’s

- C&E

- C-U-V

- Learn – Share- Care

เวลาคนยอมรับเรียกว่า Trust กับ Authority Based ผู้นำต้องรู้วิธีในการแก้ปัญหา

ข้อดีของดร.จีระ คือสร้าง Platform ให้และมีการปะทะกันทางปัญญา

สรุปคือ Chira Way คือ

1. กระตุ้นให้คิด และให้ชอบบรรยากาศการเรียน

2. สิ่งที่อยากให้ทำคือคิดอะไรใหม่ ๆ ให้มีความหลากหลาย

3. Trend ของ ม.อ.ต้องรับเด็กต่างประเทศ ลูกค้าในอนาคตจะเป็นลูกค้าที่จบไปแล้ว และจากต่างประเทศ

PhD. คือโลกอ่านหนังสือและนำมาวิเคราะห์กัน สิ่งที่อยากฝากไว้คือตอนที่จบไปแล้ว Habits ในการหาความรู้ KM และ LO

LO – Learning Organization Learn-Share-Care และต้องหาความรู้ตลอดเวลา

5. ใน Chira Way อยากให้นำ 2R’s ไปใช้ เน้นอะไรที่ตรงประเด็น เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ

ที่ Stanford มี 4 Concept

1. Immagination

2. Creativity

3. Innovation

4. Entrepreneurship

มีที่เหมือนกับ 8K’s และ 5K’s คือ Creativity and Innovation

การเป็นนักเรียนเป็นครูต้องมี Entrepreneurship ด้วย ต้องแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ คิดแตกต่าง

ทฤษฎี 3 V (Value Added-Value Creation-Value Diversity)

Value Added จะมาจาก Value ที่มีอยู่แล้ว และอะไรก็ตามที่คาดไม่ถึงยังไม่เคยคิดเลยจะเรียกว่า Value Creativity แล้วนำไปสู่การสร้าง Innovation และข้อสุดท้ายคือการที่สร้างคุณค่าจากความแตกต่างกัน Value Diversity อย่างการเรียนในห้องนี้จะทำอย่างไร

จึงอยากให้มุ่งเน้นสู่การนำไปสู่ความเป็นเลิศ

ทฤษฎี 3 L’s

- Learning from pain

- Learning from experience

- Learning from listening

ทฤษฎี 3 วงกลม

1. บริบท

2. Competency

3. แรงจูงใจ ที่สำคัญที่สุดคือแรงจูงใจที่มองไม่เห็น

ทฤษฎี HRDS

1.Happiness

2. Respect

3. Dignity

4. Sustainability

Learn-Share-Care

Mindset ต้องเปลี่ยนจากปัจจัยภายนอกด้วย สิ่งเหล่านี้บางครั้งต้องใส่ KPIs บางครั้งต้องใส่จิตวิญญาณ

Mindset จะมุ่งมั่นของตัวเองหรือประโยชน์ของคณะด้วย

งานวิจัยปริญญาเอกของนักศึกษาท่านหนึ่งกล่าวว่า

สิ่งที่สำคัญของการเป็นผู้นำคือการฝึกผู้นำรุ่นใหม่ ต้องมองคนข้างล่างว่าคนไหนมีแวว ต้องมีความต่อเนื่องในการสร้างผู้นำ ไม่เช่นนั้นเขาจะล้มเหลว

ไม่มีใครรู้ talent ศักยภาพของคนมากกว่าเจ้านายที่อยู่คณะนั้น

การพัฒนาในอนาคตไม่ต้องใช้เงินมากมาย แต่ Talent เหล่านั้น

การเขียนต้อง Practice โชคดีที่ชอบเขียนเรียงความ


วิชาที่ 4

Creative Leadership by Coaching & Business Games

โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์

CLO (Chief Learning Officer)

บริษัท37.5องศาเซลเซียส จำกัด

กิจกรรม 1

แจกกระดาษคนละครึ่งแผ่นให้แต่ละท่าน ให้แต่ละท่านให้คะแนนแต่ละสไลด์ 1- 10 ชอบมากให้ 10 ชอบน้อยให้ 1 คะแนน

คำถามก่อนเริ่มเรียนรู้

1.การเห็นหัวข้อบรรยาย ของ 7 Habits ใช้แนวคิดของ Steven Covey หรือไม่

ตอบ เอาหลักมาแต่เนื้อในเป็นแบบไทยที่เข้าทางเรา

2. มีลูกแล้วหรือยัง

ตอบ มีแล้ว 2 คน ผู้ชายชื่อธรรมชาติ ผู้หญิงชื่อน้ำใจ

3. ทำไมถึงเปลี่ยนงานบ่อยมาก

ตอบ ตั้งใจที่เปลี่ยนงานบ่อย เพราะต้องการประสบการณ์ที่หลากหลาย และคิดว่าทำงานที่ไหนจะสร้างคุณค่าให้กับเขาได้ในช่วงแรก ๆ แต่ช่วงปี 3-4 คุณค่าเริ่มซ้ำเดิม บริษัทจะจ่ายเงินมากแต่อาจสร้างคุณค่าได้น้อย เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาเรียนรู้มากกว่า

4. ถ้าเจอคำถามที่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

ตอบ นี่เป็นคำถามที่ยากมาก และขอใช้เวลาคิด ถ้าคิดได้จะขอตอบ ถ้าไม่ได้ขอไปค้นคว้าและส่งคำตอบให้ภายหลัง หรือจะถามว่าแล้วผู้ถามคิดอย่างไร และท่านอื่นคิดอย่างไร เพราะทำไมทำมาจะได้คำตอบ

ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว เช่นการปลูกต้นไม้แล้วไม่เจริญเติบโตเป็นเพราะอะไรได้บ้าง เช่น ไม่ดูแล พันธุ์ไม่ดี ไม่เหมาะกับพื้นที่ ฯลฯ

5. ให้อาจารย์บอกเล่า 1 ประโยคว่าจะบอกอะไรกับเราในวันนี้

ตอบ

กิจกรรม 2

1.จับคู่กับคนที่มีขนาดที่มีอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกายเท่ากับเรา โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อเลือกแล้วคำตอบต้องไม่ซ้ำกับคนแรก

สรุปคือ คำตอบแต่ละคำตอบต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เวลา และสถานที่ด้วย

การบริหารจัดการความคิดสร้างสรรค์มี 4 M

1. Mechanics – เป็นกลไกหรือกระบวนการคิด คิดอะไรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จะเกิดได้ต้องมีอีก 3 M คอยค้ำคือ Mindset ,Mood, Momentum

2. Mindset – การมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดี ต้องมีทัศนคติที่ดีและเข้าใจที่ถูกต้อง

3. Mood – อารมณ์ความรู้สึก จะบริหารจัดการคณะให้มีความคิดสร้างสรรค์ได้ต้องมี Mood และ Mood ที่นี่คือความมั่นใจ

4. Momentum – ทำอย่างไรความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นเกิดอย่างยั่งยืน ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง

บางคณะไม่มีความคิดสร้างสรรค์เพราะไม่มีต้นกล้าแห่งความคิด บางคณะเมื่อมีความคิดเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้แห้งตาย บางคณะมีความคิดไม่ได้เกิดการผสมพันธุ์ ความคิดไม่ส่งต่อก็ดับไป

วิธีแก้ไข

1. Creative Thinking หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ เกิดต้นกล้าใหม่ ๆ เป็นทักษะความคิดสร้างสรรค์

2. Creative leadership รดน้ำต้นกล้า ให้ความคิดที่เกิดขึ้นมา เจริญเติบโต ผู้นำจะเป็นส่วนช่วยตกแต่งให้ความคิดสร้างสรรค์เจริญเติบโต

2. Creative Process เปลี่ยนจากความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นนวัตกรรม ต้องมี Creative System มา Support มีงบประมาณสนับสนุน รางวัลให้หรือไม่ เกิดเป็นต้นไม้ที่มีลูกต่างไปกว่าเดิม เกิดเป็นคณะที่มีแนวคิดสร้างสรรค์เรียกว่า Creative Organizaion

และเมื่อใส่ 4 M ก็จะเกิดเป็น 12 หลักสูตร

กิจกรรมที่ 3

การเรียนแบบตั้งคำถามดีอย่างไร ให้แต่ละกลุ่มเขียนลงใน Flipchart

ถ้าคำตอบตรงกับ Sheet เราติ๊กออก ให้แต่ละกลุ่มบอกคำตอบตัวเองและคิดท่าว่าคำตอบผ่านและไม่ผ่านเอง แล้วกลุ่มอื่นเป็นคนยอมรับให้คำตอบผานหรือไม่ ให้ทำตามท่าผ่านหรือไม่ผ่าน

1. ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็น Two way Communication

2. เมื่อตั้งคำถามแล้วเป็นสิ่งที่ตรงประเด็นที่อยากรู้

3. มีความตื่นตัวตลอดเวลาในการเรียนการสอน

4. ทำให้มีความหลากหลายของคำตอบ

5. รู้ปัญหาของคนอื่น

สรุปคือเราจะเป็นผู้นำไปสู่ความคิดใหม่ ๆ ได้

คำถามคือ จะมีไปทำไม ตัวอย่างคณะนิติศาสตร์ จำเป็นต้องมี Creativity หรือไม่

“Insenity : Doing the same thing over and over again” หมายถึง การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำแล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิม

สรุปคือ ถ้าคณะอยากเห็นผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิมจะบรรลุผลลัพธ์ได้อย่างไร

วิธีคิดต่างจากเดิม คือความคิดสร้างสรรค์ทำให้ทำต่างไปจากเดิม

กิจกรรมให้จับคู่ แล้วหาผู้แพ้กับผู้ชนะ

1. ให้เล่าสิ่งที่อยากเห็นผลลัพธ์ต่างไปจากเดิมมีอะไรบ้าง

2. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิมมีหรือไม่ และคืออะไร

ตัวอย่าง

สิ่งที่อยากเห็นคือ Creativity และ Commitment มากขึ้น

คำถาม ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ ๆ ใครควรเป็นคนคิด

กิจกรรมที่ 4 ให้เขียนคำตอบพร้อมชิพที่จะลงคะแนนลงบนกระดาน

1. คนที่มีอายุ 40 ปีจะใช้ความคิดสร้างสรรค์กี่เปอร์เซ็นต์ของเด็ก 7 ขวบ

ตอบ 3 %

ดังนั้นระหว่างลูกน้องคิด กับเราคิดอันไหนดีกว่า คำตอบคือลูกน้องคิดสร้างสรรค์ดีกว่า แต่เรามีประสบการณ์เยอะกว่า สามารถตกแต่งความคิดสร้างสรรค์ให้สวยงาม เก่งคนละบทบาท ให้ลูกน้องคิดสร้างสรรค์แต่เราเป็น Leader หรือเป็นโค้ชข้างนอก เราจะเห็นเกมส์ได้ชัดมาก ๆ จะกระตุ้น และให้กำลังใจให้เขาคิดอะไรใหม่ ๆ ช่วยตกแต่งความคิดให้ได้เข้าท่าเข้าทาง

เราเป็นผู้นำเราจะดึงความคิดสร้างสรรค์จากนอกกรอบให้เป็นคร่อมกรอบ ความคิดที่เด็ก 7 ขวบคิดมาเป็นความคิดดิบ ๆ บางครั้งยังใช้ไม่ได้ เราในฐานะผู้นำต้องคอยตบความคิดให้เข้าทาง

2. รู้หรือไม่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานในทุก ๆ ระดับขึ้นอยู่กับอะไร

ตอบ มนุษย์สัมพันธ์ และความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์คือ จุดกำเนิดการพัฒนา ปรับปรุง ไม่ใช่ทำแบบเดิม จะช่วยนำไปสู่ความสำเร็จ

มนุษย์สัมพันธ์ เมื่อมีความคิดสร้างสรรค์ต้องมีไปด้วย

มนุษย์สัมพันธ์มาก่อนอาจได้ Input เข้าไปสู่ความคิดใหม่ ๆ

ความคิดสร้างสรรค์มาก่อนอาจเกิดไอเดียปิ๊งแว่บ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติ

ความคิดสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 2ของการทำอะไรก็ตามประสบความสำเร็จ

เรื่องงานคือได้ผลลัพธ์ต่างไปกว่าเดิม ไม่หงุดหงิด ไม่งุ่มง่าม ส่วนเรื่องประโยขน์ส่วนตัวกำลังพัฒนาเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นเรื่อง Mindset การมีทัศนคติ เชิงสร้างสรรค์ช่วยให้บรรลุผลัพธ์ต่างกว่าเดิม

1ใน 3 คุณสมบัติผู้นำสร้างความคิดสร้างสรรค์คือ

1. Humanity คือความถ่อมตัวในความคิดสร้างสรรค์ของตน แม้มีความคิดสร้างสรรค์ก็เปิดโอกาสให้ลูกต้องคิด

Mindset การเปิดโอกาสให้ลูกน้องมีไอเดียสร้างสรรค์

Mood เมื่อไหร่ที่มี Mood คิดสร้างสรรค์ Confidence เป็นคนที่ส่งผลต่อการคิดสร้างสรรค์ ตัวอย่างคนทีมีความคิดสร้างสรรค์ดี เช่น นักประดิษฐ์ นักประพันธ์ นักผจญภัย ผู้นำทาง นักสำรวจ ผู้มีวิสัยทัศน์ นักบิน นักประสานเสียง

จะรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องรู้รหัสประจำตัวเราก่อน E/I S/N T/F J/P

ESTP,ESFP นักผจญภัย (The Adventure)

ISTJ ,ISFJ ผู้นำทาง (The Navigator)

INTJ, INFJ ผู้มีวิสัยทัศน์ (The Visionary)

ISTP,INTP นักประดิษฐ์ (The Inventor)

ENTP,ENFP นักสำรวจ (The Explorer)

ESTJ, ENTJ นักบิน (The Pilot)

ESEJ, ENFJ นักประสานเสียง (The Harmonizer)

ISFP, INFP นักประพันธ์ (The Poet)

สรุปคือคนทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทไหน

กิจกรรมที่ 5 ให้แต่ละกลุ่มเลือกว่าจะได้คู่ไหน

E (Extroverted) /I (Introverted)

S (Sensation) /N (Intuition)

T (Thinking) /F (Feeling)

J (Judging) /P (Perceiving)

เราจะสังเกตลูกน้องได้อย่างไรให้เป็นไปในแต่ละคู่

แต่ละกลุ่มร่วมวิเคราะห์

กลุ่ม 1 S (Sensation) /N (Intuition)

S – ประสาทสัมผัส คิดอะไรมาได้อะไรมา

N – คิดแบบแว๊บ มโน แบบ Feeling

กลุ่ม 5 J (Judging) /P (Perceiving)

J – เป็นผู้ตัดสินใจชัดเร็ว เป้าหมายเป๊ะ ๆ ดำ ขาว ซ้าย ขวา

P – มีทางเลือกในการตัดสินใจ Open ไปเรื่อย ๆ อึม ๆ เทา ๆ

แต่ละฝ่ายจะมองอย่างไร J มอง P โลเล ส่วน P มอง J บ้าอำนาจ เผด็จขาด

สรุปคือทั้งสองด้านดีทั้งคู่

กลุ่ม 4 T (Thinking) /F (Feeling)

T – เวลาเสนอเป็น Logic Plan , Process อย่างพวกวิทยาศาสตร์

F – ใช้ความรู้สึกอารมณ์ ใจเป็นตัวนำ ขึ้นกับสภาพแวดล้อม

การเรียนมาก็มีส่วน แต่ทั้งสองส่วนดีกันคนละแบบเป็นตามธรรมชาติของแต่ละคน

กลุ่ม 2,3 E (Extroverted) /I (Introverted)

E – เป็นพวกสังคม

I – เป็นพวกชอบสันโดษ

ดีทั้งคู่ ดีคนละแบบ เป็นลักษณะมองในแบบวิธีคิด

อ่านรหัสทั้งสี่ ให้ลูกน้องรู้ว่าเป็นนักคิดแบบใด

Mechanics

G.R.O.W. Coaching model

G-Goal – อยากคิดสร้างสรรค์อะไร บรรลุอะไร อยากเห็นผลลัพธ์อะไรต่างไปจากเดิม

R-Reality – ความเป็นจริงคืออะไร สิ่งที่ทำอยู่คืออะไร

O-Option – ทางเลือก คิดนอกกรอบ ทำทำไม มีวิธีอื่นอีกไหมให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน

W- Will – จะทำอะไร อย่างไร ลงมือทำอย่างไร

OPTION

1. คิดนอกกรอบ (Think out of the box)– ความคิดสร้างสรรค์ ดีที่นอกกรอบ เป็นความคิดดิบ ๆ แต่บางครั้ง อยู่นอกกรอบสังคม ผิดประเพณี ผิดกฎหมาย ติดคุก ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง

- ทำอะไรอยู่บ้าง ทำไปทำไม มีวิธีอื่นอีกไหม

2. คิดคร่อมกรอบ – ต้องเริ่มจากคิดนอกกรอบ แต่บ่มความคิดให้เข้ากรอบองค์กรหรือสังคม นอกก็ไม่ใช่ ในก็ไม่เชิง ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้คิด ได้แข่งขันกันบ้าง

PPCO

- ถามถึงข้อดีของไอเดียนั้น (Plusses)

- ถามถึงข้อดีในอนาคต แล้วหลังจากสัมมนามีไอเดียอะไรดี ๆ เกิดขึ้นอีกบ้าง (Potential)

- แล้วคิดว่าไอเดียนี้ติดขัดอะไรบ้าง (Concern)

- จะปรับไอเดียอย่างไรเพื่อที่จะหลบจะเลี่ยง (Opportunities)

การช่วยให้ลูกน้องทำ PPCO – จะเริ่มด้วย 3 ช. ต้องไม่เป็นเพชฌฆาตความคิดของลูกน้อง เริ่มด้วย

1.ชื่นชม 2.เชิงบวก (บอกว่าเห็นคุณค่าอะไรในไอเดียนี้ บอก Plusses และ Potential) 3.ชวนคิดต่อในสิ่งที่เราเห็นว่าติดขัดอะไร (Concern)เช่น ทำอย่างไรถึงดูเหมาะสมต่อการเป็นวิทยากร และไม่ดูถูกผู้เรียน ทำอย่างไรถึงจะเหมาะสม เช่นใส่ T-Shirt เพื่อเป็นสื่อในการสอน และไม่ดูถูกผู้ร่วมสัมมนา เช่น ใส่เชิ้ตผูกไทด์ แล้วต้องเป็นการสาธิตอะไรสักอย่าง อาจไม่ใส่ในเบรกแรก แต่ใส่เบรก 2-3 เพื่อเป็นการสาธิตสื่อการเรียนการสอนเฉย ๆ

กิจกรรมที่ 6 จับกลุ่ม 3 คน นั่งเป็นจุดทศนิยม 3 จุด

ให้หาไอเดียนอกกรอบอยู่นอกกรอบองค์กร ผิดระเบียบ เกินงบ อยู่นอกกรอบสังคม ผิดกฎหมา ชั่ว เป็นต้น

ร่วมแสดงความคิดเห็นแต่ละกลุ่มนำเสนอความคิดนอกกรอบ

- ให้นักศึกษาสอบโดยไม่มีกรรมการสอบ

- ให้อาจารย์ไปหาเงินและรับจ้างข้างนอก

- ได้ผศ.โดยไม่ต้องมีผลงาน

- ทำงานนอกมหาวิทยาลัย

- ทำงานที่บ้าน

- ได้เงินเดือนตามที่ต้องการได้เลย เสนอเข้ามามหาวิทยาลัยให้หมดเลย

- รับคนเข้าเรียนโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกเข้า

- ทำไวน์ขายในมหาวิทยาลัย

- เปิดบ่อนคาสิโนเพื่อมหาวิทยาลัย

- ระดมเงินช่วยสัตว์จากบ่อนมวลชน

กิจกรรมที่ 6 จับกลุ่ม 3 คน แบ่งเป็นคนชื่อ เนียน พริ้ว ลื่น และเปลี่ยนกลุ่มสลับกันไป

ให้เนียน แสดงเป็นลูกน้องเสนอความคิดดิบ ๆ จากกลุ่มเมื่อกี้ เสนอต่อพลิ้วที่เป็นคณบดี ส่วนลื่นเป็นพรายกระซิบพริ้ว พยายามไกด์พริ้วให้ปฏิบัติตามขั้นตอน 3 ช. คือชื่นชม เชิงบวก และชวนคิดต่อ

ให้เนียนฟิตแบคต่อลื่นว่าทำ 3 ช.ได้ดีอะไรบ้าง

พริ้วเป็นพรายกระซิบให้เนียน

กิจกรรมที่ 7 ให้จับกลุ่ม 5 คน

จากการที่ให้แต่ละกลุ่ม Creative ไอเดียดิบ ๆ จะถีบอะไรออกไปบ้าง เขียนคำตอบใส่กระดาษแล้วเวียนไมค์

1. ความคิดเชิงลบ ข้อจำกัดทางการเงิน หัวโขน อัตตา กฎระเบียบจำกัด บุคลากร และข้ออ้างต่าง ๆ

2. เสนอเรื่องผศ.โดยไม่มีผลงาน ไอเดียจะถีบกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัดออกไป มีกฎหมายเป็นแสนฉบับถ้าไม่ปรับคงยาก เรื่องทัศนคติของคน

3. ก.ยกกำลัง 4 คือถีบกู ขจัดอัตตา ถีบความกลัว ถีบกฎเกณฑ์ ถีบกรอบของตนเองอยู่

4. ความเห็นแก่ตัวของผู้บริหาร ความกลัวเช่นกลัวเสียหน้า กลัวการเปลี่ยนแปลง ชั้นวรรณะ หัวโขน ความเป็นเผด็จการ หัวโขน

5. ถีบอัตตา ความคิดเห็นแย้ง กฎ กติกา ข้อระเบียบจุกจิก ความกลัวของลูกน้อง

สรุปคือไอเดียดิบ ๆ บางครั้งใช้ได้ บางครั้งใช้ไม่ได้ก็อย่าเพิ่งทิ้ง ให้เก็บไว้เผื่อใช้ปีหน้า แต่อย่าเป็นหัวหน้าที่ฆ่าไอเดียทิ้ง เขาจะคิดไอเดียใหม่ ๆ เรื่อย ๆ เอง

สังเกตว่าบางอันถีบชั่วคราว บางอันถีบถาวร

การถีบชั่วคราวได้แก่ กฎเกณฑ์ แล้วจะอยู่ใน Concern และชวนคิดต่อ

การถีบถาวร ได้แก่ความกลัว มี 4 คำถามที่ให้ถามลูกน้องเราให้เขาหายกลัว

คำถามที่ 1 กลัวอะไรอยู่ เช่น กลัวหัวหน้า กลัวโดนว่า กลัวต้องทำเอง ฯลฯ

คำถามที่ 2 กลัวแล้วไง เช่น กลัวผิด ก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ กลัวถูกทำเอง พอไล่คำถามไปแล้วก็จะไปเจอตอ ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไปคำถามที่ 3

คำถามที่ 3 คือจริงหรือไม่

คำถามที่ 4 คือถ้าคิดอะไรแปลก ๆ แล้วตายหรือไม่

Momentum ทำอย่างไรความคิดสร้างสรรค์ถึงเกิดกับตัวเราอย่างยั่งยืน

ต้องมีตัววัดคือความสำเร็จ

1.วัดจำนวนไอเดีย วัดปริมาณ อย่าวัดคุณภาพ เพราะวัดคุณภาพจะมีผู้เชี่ยวชาญยั้ง ไอเดียมีกี่ไอเดียต่อคนในระยะเวลาใด

2. วัดความเร็ว ในการให้คำตอบกับไอเดียที่เสนอเข้ามา

3. การ Push เมื่อไอเดียดี ๆ ถูกนำไปปฏิบัติแล้ว คณะนี้พลักดันไอเดียนี้สู่คณะอื่นได้ดีเท่าไหร่ และคณะเราสามารถดึงไอเดียใหม่ ๆ จากคณะอื่นมาใช้ได้กี่ครั้งต่อปี ซึ่งถ้าทำได้จะพบว่ามีไอเดียต่าง ๆ ไหลไปทั่วมหาวิทยาลัย

ลักษณะผู้นำ

1. Humility ถ่อมตัวในความคิดสร้างสรรค์

2. Temerity ความอึด รออยู่

มีคนบอกว่าคนคิดสร้างสรรค์เก่ง ๆ อึดกว่าคนอื่น

3. Curiosity ความอยากรู้อยากเห็น มีการสร้างบรรยากาศให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มาฝาก

วิชาที่ 5

เรียนรู้กรณีศึกษา 7 Habits for Highly Effective People

โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์

1. Be proactive – เชิงรุก ไม่ Responsive ไม่รอปัญหาแล้วแก้แต่รุกเข้าหาปัญหานั้น

2. Begin with the end in mind – เอาเป้าหมายมาใส่ไว้ในใจ

3. Put first things first – รู้ว่าอะไรควรทำก่อน

4 Think win-win – คิดแบบชนะ ชนะ อย่าชนะทั้งคู่ เมื่อไรที่มีข้อจำกัดต่างกันให้หาทางให้ Win ทั้งคู่

5. Seek first to understand , and then to be understood – ตามล่าความเข้าใจคนอื่นก่อนให้คนอื่นเข้าใจเรา

6. Synergize – ร่วมไม้ร่วมมือ

7. Sharpen the saw – ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ

จากนิสัยต่าง ๆ ให้จัดกลุ่มว่าควรไปอยู่ในนิสัยใด

A.ทั้งหมดมากกว่าผลรวม

B.มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ

C.ความสำเร็จเกิดมาจากความร่วมใจมากกว่าการเผชิญหน้าแบบชนะ-แพ้

D.สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อม แทนที่จะให้สิ่งแวดล้อมควบคุมเรา

E.พิจารณาความเร่งด่วน และความสำคัญ

F.ความมุ่งมั่นในตนเอง

G.ครอบคลุมนิสัยอื่น ๆ ให้มีพัฒนาการดีขึ้น

H.ตรวจร่างกายก่อนสั่งยา

I.เป็นผู้นำตนเองไปจุดหมาย

J.นิสัยในการบริหารตนเอง

K.นิสัยของผู้นำระหว่างบุคคล

L.เห็นความดีและศักยภาพของผู้อื่น

M.สร้างนิสัยในการมุ่งเน้นในการกระทำที่จะหลีกเลี่ยงการออกนอกทาง

N. มีทางเลือกให้ตนเอง

O.จำเป็นต่อการพัฒนาและรักษาสัมพันธภาพในทุก ๆ แง่ของชีวิต

P.ชนะ-ชนะ อยู่บนพื้นฐานว่ามีอะไรมากมายสำหรับทุก ๆ คน

Q.มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะตอบโต้กับสิ่งเร้า เงื่อนไข หรือสภาวะแวดล้อม

R.นิสัยแห่งความร่วมมือ

S.จัดระบบและลงมือทำในสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายจากนิสัยที่ 2

T.ด้าน จิตวิญญาณ จิตใจ กายภาพ สังคมอารมณ์

1. Be proactive – D F N Q
2. Begin with the end in mind –I B M

3. Put first things first – J S E

4 Think win-win – K P C

5. Seek first to understand , and then to be understood –H O

6. Synergize –A R L

7. Sharpen the saw – G T

สรุปคือเพียงแค่รู้ว่านิสัยทั้ง 7 คืออะไร ก็ดีแล้ว เพียงแค่ว่าจะพัฒนานิสัยไหน

การใช้กลยุทธ์ Win – Win , Win – loss, Compromise, ไม่ควรเล่น

1. เกมส์ที่ Outcome สูงแต่ Relationship ต่ำ จะเลือกใช้กลยุทธ์ Win-Lost

กรณี Win-lost น่าเล่นในกรณีที่

2. เกมส์ที่ Outcome เล็ก Relationship มีค่า ไม่ควรเล่น

3. เกมส์ที่ Outcome ปานกลาง Relationship ปานกลางจะใช้กลยุทธ์ Compromise

4. เกมส์ที่ Outcome น้อย Relationship น้อย ไม่ควรเล่น เป็น Lost-Lost ไม่จำเป็นต้องเจรจา

5. เกมส์ที่ Outcome สูง Relationship สูง จะใช้กลยุทธ์แบบ Win-Win

ให้ทุกคนเขียนใส่คำตอบในกระดาษ

1. คำถามที่น่าจะปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มใหม่เรื่อง Creative Leadership น่าจะปรากฏอะไรบ้าง

2. ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่สงสัยอะไร อยากได้อะไร อยากรู้คำตอบของคำถามอะไร (เป็นคำถามที่คุยวันนี้หรือนอกเหนือวันนี้ก็ได้)

พลิกกระดาษด้านหลัง

1. มีความประทับใจอะไรบ้าง

2. จะเพิ่มอะไรมากขึ้นหรือลดอะไรให้น้อยลง

3. จะบอกอะไรกับบุคลากรท่านอื่นที่ไม่ได้สัมมนา

4. จะลงชื่อหรือไม่ลงก็ได้


ดร.สร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช

วันแรกเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการบริหารการเปลี่ยนแปลง ดร.จีระเป็นคนแสวงหาและดึงพลังว่าแต่ละท่านจะทำอะไรให้กับองค์กร และประเทศ

ทฤษฎี 7-8-9 เรื่อง Change กับชัยชนะของเลสเตอร์ซิตี้ ฝากให้แต่ละท่านศึกษา

ผู้นำที่ดร.จีระให้ความสำคัญมากคือธรรมาภิบาล กับ Trust ต้องค้นหาให้ได้ระหว่าง 8K’s 5K’s คืออะไร ต้องกระตุ้นสัญชาตญาณอย่างต่อเนื่อง เรื่อง 5K’s เป็นทฤษฎีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแต่ละท่านต้องไปเชื่อมโยงกับ อาจารย์ศรัณย์ว่าอะไร

ขอแนะนำหนังสือ 2 เล่ม Econovation เป็นการผสมระหว่าง Economic กับ Innovation และเรื่อง Trend must lead on Change management

อยากให้ท่านดูว่าอะไรเป็นสิ่งที่วัดผลได้

Chira Way มี 10 ข้อ ให้ไปดูว่าแต่ละเรื่องมีข้อคิดเห็นอย่างไร

การแก้วิกฤตเป็นภาระหน้าที่ของผู้นำ มีวิกฤติหลายเรื่องที่ต้องทำ ในเรื่องความเป็นผู้นำในห้องนี้เป็นการกระตุ้นความเป็นผู้นำ และค้นหาในอนาคตว่าควรทำเป็น Project อะไรบ้าง ในแต่ละรุ่นควรทำโปรเจคที่ตรงความเป็นจริง และนำเสนอได้

การสร้าง Platform ของการสร้างภาวะผู้นำในอนาคต ไม่ใช่ตัวอาจารย์แต่ความรู้ต้องเกิดจากการปะทะกันทางปัญญาที่ได้เรียนรู้เอง หรือแนวคิดใหม่จากอาจารย์ศรัณย์

จุดแข็งของ ม.อ.คือทุนทางวัฒนธรรม ที่ม.อ.ได้สืบทอดให้คำนึงถึงองค์กร และสังคมก่อน สิ่งที่ต้องการคือสังคมต้องการอะไร

ให้ดูว่าภาวะผู้นำที่อยู่ในชี้ดของมหาวิทยาลัยวอชิงตันคิดว่าเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นทฤษฎีของการเพิ่มมูลค่าและกระเด้งจากทฤษฎีที่อาจารย์จีระได้ให้ไว้


โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ

http://www.naewna.com/politic/columnist/24367

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ.แนวหน้า. วันเสาร์ที่14 พฤษภาคม 2559 หน้า 5

http://www.gotoknow.org/posts/607218

ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์. ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม-8 มิถุนายน 2559

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (15)

จุฑามณี ตระกูลมุทุตา
IP: xxx.158.166.128
เขียนเมื่อ 

กราบขอบพระคุณท่านวิทยากรทุกท่าน โดยเฉพาะท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ที่ได้กรุณาให้ความรู้ที่สำคัญและเหมาะสมในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงในก้าวที่สำคัญของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำให้เข้าใจถึง step ของการเปลี่ยนแปลง เข้าใจในความสำคัญของ mindset การสร้างทีม การมีวิสัยทัศน์ร่วมที่จะเปลี่ยน การสื่อสารระหว่างกัน ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความสำเร็จในระยะสั้น เพื่อช่วยเสริมความเชื่อมั่นและความมั่นใจ ให้เกิดก้าวที่สำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงทีละก้าว ทีละขั้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ถูกทางอย่างแท้จริง ช่วยให้องค์กรสามารถอยู่รอดอย่างยั่งยืน สิ่งที่ท่านอาจารย์จีระได้ช่วยจับประเด็นและทฤษฎีต่างๆมาปะทะกันเป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนได้คำตอบและเห็นเส้นทางสว่างที่ควรก้าวเดิน เป็นแนวที่นำไปปฏิบัติได้จริงโดยไม่ทิ้งองค์ความรู้เป็นฐาน...

หากจะถามว่าวันนี้ประทับใจในเรื่องใด สามารถบอกได้ว่ามากมายเลยค่ะจนคิดว่าไม่น่าจะกล่าวได้หมด มีคำพูดหลายคำและแนวความคิดทฤษฎีหลายอย่างที่ประทับใจค่ะ เช่นกฎ 9ข้อ ของการเปลี่ยนแปลง ของท่านอาจารย์จีระค่ะ สามารถนำไปปรับใช้ได้เลยในทันทีค่ะ ชอบมากค่ะ

และอดที่จะขอบพระคุณสำหรับสามก๊กที่ได้ฟังวันนี้จากท่านศาสตราจารย์(พิเศษ)เจริญ วรรธนะสิน ขอ บอกว่าเป็นสามก๊กที่สนุกมากและเต็มไปด้วยข้อคิดจนแทบอยากเก็บทุกคำพูดไว้ให้นักศึกษาได้ฟังด้วยค่ะ และโดนใจมากจริงๆกับคำพูดที่ท่านอาจารย์กรุณาอ่านให้ฟังว่า "การเกลือกกลั้วกับคนกระทำผิด แม้ว่าเราจะไม่ได้กระทำผิด แต่อาจทำให้มโนคติของเราต้องมัวหมองไปด้วย" ฟังแล้วกระแทกใจเลยค่ะ

ขอบพระคุณสำหรับข้อคิดดีๆจากท่านอาจารย์จ้า และวิทยากรท่านอื่นๆด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณอีกครั้งค่

วิภาดา เวทย์ประสิทธิ์
IP: xxx.158.167.145
เขียนเมื่อ 

ดิฉันรู้สึกประทับใจมากในการเรียนรู้ในวันนี้ รู้สึกถึงการส่งพลังจากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและทีมงานเพื่อชาว ม.อ. มีความสุขที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านผู้บริหารทุกท่านเพื่อก้าวเล็กๆที่มั่นคงและต่อเนื่องๆๆๆเพื่อเพื่อนมนุษย์

Tips ที่ดิฉันได้เรียนรู้วันนี้ : Charismatic Leadership TRUST Mind Set HRDS Intangible Asset Informal Networking ...เมตตาธรรม และคุณธรรม...ความดีแม้เพียงเล็กน้อย ก้อต้องทำ..ความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย ก้อไม่ควรปฎิบัติ.....

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีและภูมิใจมากคะ ที่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของ ChiraAcademy :-)


ดีใจเป็นอย่างมากเลยค่ะที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจัดให้มีหลักสูตรนี้และ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งคณะสัตวแพทย์ (อ.อุษา เชษฐานนท์) ให้โอกาส วรรณรัตน์ได้เข้าเรียนหลักสูตรนี้ค่ะ ประทับใจและได้ข้อคิดมากมายตลอดเวลาที่นั่งเรียน ซึ่งคาดว่า ลูกศิษย์ของอาจารย์ในหลักสูตรจะนำพามหาวิทยาลัยและบุคลากรทั้งหมดของเราให้ไปถึงเป้าหมายที่หวังไว้ค่ะ


ประทับใจกับคำสอนของอาจารย์ที่ว่า "มนุษย์เราต้องการความเสมอภาค ทุกคนต้องการความสำคัญหมด ต้องยกย่องและปรับพฤติกรรมตลอดเวลา ต้องมีความสุขในการทำงาน มีคุณธรรม จริยธรรม เพราะทุกคนมี Quality ที่มองไม่เห็น ม.อ. มี Potential มากแต่ไม่สามารถเอาชนะได้ทั้งหมดเพราะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่จำกัดอยู่ หลักสูตรนี้ถือเป็น Execution อย่างหนึ่ง "

รอเรียนวิชาต่อไปอยู่ค่ะ...

ธีระพล ศรีชนะ
IP: xxx.158.167.149
เขียนเมื่อ 

คุ้มค่ากับเวลา 1 วัน เต็ม ได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมมาก เห็นความตั้งใจของวิทยากรทุกคน


ปริศวร์. ยิ้นเสน
IP: xxx.158.166.133
เขียนเมื่อ 

สิ่งที่ได้รับ ทำให้เกิดองค์ความรู้และเข้าใจแนวทางการปฏิบัติงาน มากยิ่งขึ้นครับ

จุฑามณี ตระกูลมุทุตา
IP: xxx.158.167.128
เขียนเมื่อ 

วันที่สอง วันนี้สงสัยทุกท่านเหนื่อยเพราะยังไม่มีทั้งการสรุปบทเรียนจากทีมวิทยากร และไม่มีความคิดเห็นจากสมาชิก คาดว่าทุกท่านกำลังขะมักขะเม้นกับการบ้านที่ได้รับมอบหมายให้อ่านใช่ไหมคะ วันนี้เป็นวันที่สนุกกับการได้ตอบคำถาม เล่นเกม และเก็บเกี่ยวความรู้ ได้เห็นพลังของคำถาม การได้คำตอบ การตั้งคำถามใหม่ที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น และ มีความหลากหลายทั้งการเปิดกว้างของความคิดด้วย ขอบคุณท่านวิทยากรสำหรับการนำให้เห็นความสำคัญของพลังความคิดสร้างสรรค์ และย้ำว่าทุกคนสามารถทำได้เพียงอาจต่างประเภทกันมุมมองเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคณะให้ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งค่ะ ขอบคุณทีมวิทยากรอีกครั้งนะคะ หวังว่าทุกท่านคงเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ... จนกว่าจะพบกันใหม่ค่ะ

จุฑามณี ตระกูลมุทุตา
IP: xxx.158.167.128
เขียนเมื่อ 

ดิฉันถ้าจะเหนื่อยจริงๆ ขอประทานโทษทีมวิทยากรด้วยค่ะ ตาลายไปหน่อย เพราะจริงๆท่านสรุปบทเรียนเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณค่ะ จะได้อ่านทบทวนบทเรียนอีกรอบแล้ว

เกศินี ชัยศรี
IP: xxx.68.6.124
เขียนเมื่อ 

หลักสูตรนี้ได้ช่วยให้ตนเองได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะในโลกของผู้นำและผู้บริหาร ตนเองในฐานะที่มาเป็นตัวแทนของคณบดีคณะวิเทศศึกษา ได้รับความรู้มากมาย ที่คิดว่า สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งกับตนเอง กับคณะ และคิดว่า กับมหาวิทยาลัยในระดับต่อไป ดังเช่น ที่มีการกล่าวถึงเรื่องการชมสวน นอกจากชมสวน ดูต้นไม้ ดูนกนานาชนิด แล้ว ยังต้องต่อไปถึงการเพาะพันธุ์ขยายออกไปให้เจริญงอกงามและหาต้นที่สามารถนำไปเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดีต่อไปได้

ในส่วนของวันที่สอง รู้สึกประทับใจมากค่ะ วิทยากรเป็นทั้งผู้ทรงความรู้ ที่สามารถถ่ายทอดได้ไม่เฉพาะเนื้อหา และยังสามารถทำให้ผู้ฟังสามารถมีอารมณ์ร่วมได้อย่างสนุกสนานและครืนเครง

ส่วนสามก๊ก มีข้อคิดมากมากสำหรับผู้บริหารทุกท่าน ที่สามารถนำไปใช้กับบริบทของตนเองในคณะ และในมหาวิทยาลัยได้

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

ศุภวัชร์ มาลานนท์
IP: xxx.158.167.149
เขียนเมื่อ 

ในเชิงมหภาคเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของกระบวนการการเรียนรู้ เมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 1 ผมมีความเห็นว่ากิจกรรมต่าง ๆ ก่อให้เกิดการ LEARN-SHARE-CARE อย่างมาก สำหรับผู้บริหารมือใหม่อย่างผม การที่ได้มีโอกาสพูดคุย เรียนรู้ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมมกับผู้บริหารท่านอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่าถือเป็นการบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก

ในส่วนของวิทยากรและรูปแบบกิจกรรมการเรียนต่าง ๆ ในภาพรวมก็ต้องถือว่าดีมากเช่นกัน หลาย ๆ อย่างเป็นความประทับใจส่วนบุคคล อาทิ การที่ผมได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกรรมการประจำคณะของตนเองถึง 2 ท่าน ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยและรู้จักท่านมากขึ้น ที่อดอมยิ้มไม่ได้ก็เป็นช่วงของการผ่อนคลายโดยคุณซูเฟียที่ต้องผลัดกันนวดคลายกล้ามเนื้อ

ในส่วนเนื้อหาวิชา ท่านอาจารย์จีระ ถือว่าเป็นสุดยอดอยู่แล้วทั้งกระบวนการทางความคิดและการถ่ายทอด อยู่ที่ผู้เรียนจะสามารถซึมซับและปรับใช้ได้มากน้อยเพียงใด แนวคิดในการบริหารจัดการต่างๆ ที่อาจารย์นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการประทะทางปัญญาถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก

โดยส่วนตัวขอชื่นชมกิจกรรมวิชาที่ 4 Creative Leadership by Coaching & Business Games โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ โดยเฉพาะกิจกรรม PPCO ที่ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการในการแปลงสภาพความคิดเป็นการปฏิบัติที่เป็นจริงได้ จากพื้นฐานของเรื่องที่สุดโต่งว่าจะมีการทำอย่างไรให้เป็นไปได้ และสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้คือการอย่าดูถูกความคิดของใครและชื่นชมคนที่พยายามคิด

ในภาพรวมสนุกและได้ความรู้มาก ๆ ครับ ไม่เบื่อ...และอยากที่จะทำกิจกรรรมต่อ ๆ ไป

จิราพร จันจุฬา
IP: xxx.158.167.149
เขียนเมื่อ 

รู้สึกประทับใจ ภูมิใจและดีใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเรียนรู้กับท่านวิทยากรระดับปรมาจารย์ทุกท่าน สองวันนี้ได้รับความรู้มากมายจนยากต่อการสรุปจริงๆ ค่ะ แต่เพื่อตอบการบ้าน จึงขอตอบว่า หนึ่งในแนวคิดที่โดนใจ คือ Learn Share Care และทฤษฎี 3 ช. (ชื่นชม เชิงบวก และชวนคิดต่อ) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปปรับใช้ในการทำงานได้จริงๆ ค่ะ

สุชาดา ทิพย์มนตรี
IP: xxx.158.165.132
เขียนเมื่อ 

รู้สึกดีใจมากที่ได้ร่วมหลักสูตรผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยในรุ่นที่ 1 และมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิสัยทัศน์ และการวางยุทธศาสตร์การบริหารคณะ

ตลอด 2 วันที่อบรม ทำให้ตระหนักได้ว่า การเป็นผู้นำที่ดีได้จะต้องมีความมั่นใจ และมีความน่าเชื่อถือ การทำงานทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของ Reality และ Relevance ซึ่งดิฉันได้นำหลักการของ 2 คำนี้ มาเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาคณะโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของคณะในปัจจุบัน และวางแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้อง ตรงประเด็นมากที่สุด

อีกข้อคิดหนึ่ง ได้แก่ การชนะเล็ก ๆ ดิฉันได้นำคำพูดนี้มาใช้ในการวางแผนเพื่อพัฒนาการวิจัยของคณะในพื้นที่เกาะสมุย อันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจะริเริ่มจากโครงการวิจัยกลุ่มเล็ก ๆ ของนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยจะมุ่งให้นักวิจัยลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชนและพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกัน เราจะเริ่มต้นด้วยการชนะเล็ก ๆ และจะนำผลลัพธ์เหล่านี้ไปขยายต่อ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ต่อไป

ขอขอบคุณวิทยากรทุกท่าน สองวันแรกได้รับข้อคิดดี ๆ มากกว่าที่คาดหวังไว้

พงศธร อมรพิทักษ์สุข
IP: xxx.158.167.149
เขียนเมื่อ 

โดยส่วนตัวรู้สึกว่าหลักสูตรนี้เป็นหบักสูตรที่ดีมากครับ และตัวเองก็ได้เรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ตลอดจนแง่มุมต่าง ๆ ที่วิทยากรถ่ายทอดให้


สำหรับข้อคิดที่ได้จาก 2 วันของการอบรม คือ การเปิดใจกว้างที่จะรับฟังและพร้อมที่จะเปรียนแปลงตัวเอง จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กรและสามารถใช้ได้ดีกับบุคคลที่เป็นทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ

ขออนุญาตสรุปรวมๆ เฉพาะที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาใช้กับตัวเองและองค์กรได้เลย แต่อาจจะไม่ได้สรุปเป็นระบบมากนัก

ทุนมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญขององค์กร ดังนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมองค์กรสู่ความเป็นเลิศอย่างมั่นคงและยั่งยืน การบริหารที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย แนวคิดหลักดังนี้ (รวมทฤษฎี 3 วงกลมและ HRDS เข้าด้วยกัน)

  1. พัฒนาบุคลากรให้เป็นคนเก่งและดี (competency) = เพิ่มคุณภาพของทุนมนุษย์ในองค์กร
  2. ปรับองค์กรให้น่าอยู่ คล่องตัวและทันสมัย ( happy work place) ทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีความสุข (happy at work) ผ่าน respect และ dignity
  3. สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรอยากทำงานอย่างเต็มความสามารถ (motivation) โดยการสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ร่วมกันและทำงานเป็นทีม เนื่องจากการทำงานเป็นทีม (team work)และการสร้างเครือข่าย networking) จะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน (sustainability)

ผู้นำกับผู้จัดการ (ผู้บริหาร) แตกต่างกัน และเมื่อมองย้อนมาที่ตัวเองก็พบว่าทำหน้าที่ผู้นำน้อยกว่าการเป็นผู้บริหารมาก เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อทำหน้าที่ผู้บริหารก็คือเป็นผู้นำองค์กร ที่ผมคิดว่าต้องปรับปรุงโดยทันทีก็คือการมุ่งเน้นที่คน (ทุนมนุษย์) มากกว่าระบบ และต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้น ซึ่งในการอบรมท่าน อ.จีระ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ Principle 5 ข้อที่ผู้นำต้องคำนึงถึง แต่ผมขอแสดงความเห็นแค่สองประเด็นคือ

-Change กับ loss ไปด้วยกันต้องรู้ว่าจะจัดการกับ loss อย่างไร ซึ่งผมมองว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน หากไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดีพอ ดังนั้นจึงต้องมีการคาดการและกำหนดแนวทางแก้ไขหากเกิดการผิดพลาด ทั้งนี้ต้องทำให้เร็วและไม่ผิดพลาดซ้ำๆ เพราะจะทำให้ trust ที่มีต่อตัวผู้นำลดน้อยลง ซึ่งลักษณะหนึ่งของผู้นำก็คือความสามารถในการจัดการภาวะวิกฤต (crisis management) และ การบริหารความไม่แน่นอน (uncertainty management)

-ต้องบริหาร fear ให้ได้ ข้อนี้ก็เช่นกันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความกล้าของทุกคนในองค์กรที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นผู้นำจะต้องมีแนวทางในการสร้างความเชื่อมั่นและลดความกลัว

ส่วนกฎ 9 ข้อ ของ อ. จีระ (Chira – Change Theory) ผมขอสรุปเป็นประเด็นดังนี้

-กฏที่เกี่ยวกับบุคคลที่ต้องพัฒนาคือ confidence, understanding future และ creativity

-กฎที่เกี่ยวกับความพร้อมขององค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคือ learning culture, creativity, teamwork in diversity, networking, keep doing and continuous improving

-สำหรับแนวคิดชนะเล็กๆ (win step by step) และ share benefit น่าจะเป็นตัวเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในองค์กร

กรณีศึกษาเรื่องถอดรหัสสามก๊ก บอกให้รู้ว่าผู้นำมีหลากหลายแบบ แต่ละแบบก็เหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

สำหรับหัวข้อผู้นำสร้างสรรค์ ผมสนใจแนวทางการนำเสนอของท่าน อ. ศรัณย์ เพราะกระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมคิดและมีส่วนร่วมตลอดเวลา (น่าจะนำไปปรับใช้สำหรับการเรียนการสอนได้ดี) ส่วนประเด็นเกี่ยวกับผู้นำสร้างสรรค์นั้น ผมได้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมอบรมผ่านการทำงานเป็นกลุ่มที่ อ.ศรัณย์ กำหนดให้แต่ละคนผลัดเปลี่ยนกันเป็นตัวละครที่ต่างกันและผลัดกันแสดงความเห็นสะท้อนกลับซึ่งกันและกัน ผมเห็นว่า “คนที่ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งรับฟังน้อยลง” ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ และเมื่อ “พูด” มากกว่า “ฟัง” ความรู้หรือแนวคิดใหม่ก็ไม่เกิด เพราะจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีโอกาสที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกมา (ผู้นำต้องทำหน้าที่เป็น coach ที่ดีด้วย…หัดเป็นผู้ฟังที่ดี) แนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน โดยจะต้องเปิดกว้าง ให้กับบุคลากรทุกระดับในการแสดงความคิดเห็น และไม่มองข้ามความคิดแปลกๆของเพื่อนร่วมงาน (ดูเหตุผลและความเป็นไปได้ให้ครอบคลุม) นอกจากนี้ยังได้รับแนวคิดในการประเมินบุคคลเบื้องต้นว่ามีลักษณะแบบใด ซึ่งจะทำให้เราสามารถเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน

ดังนั้นผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำด้วยจะยกระดับความสามารถให้สูงขึ้น และจะทำให้องค์กรก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อของหลักสูตร “ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของ ม.สงขลานครินทร์”

รัตนา เวทย์ประสิทธิ์
IP: xxx.158.167.128
เขียนเมื่อ 

ชอบมากที่สุดกับวิธีการสอนของ อ.ศรัณย์ แบบนี้จึงเรียกว่า คนสอนเรื่อง Creative thinking ที่แท้จริง เพราะวิธีการสอนก็สร้างสรรค์อย่างมาก ได้สนุก ได้ฝึกทำจริง ไม่ใช่นั่งฟังแต่ทฤษฏี

จะพยายามนำไปใช้ค่ะ 3 ช. (ชื่นชม เชิงบวก ชวนคิดต่อ) ทำอย่างไรให้สามารถดึงความคิดสร้างสรรค์ออกมาจากลูกน้องได้

จะทำให้เกิด ครี เอ ถีบ ในองค์กรได้ ต้อง ถีบ อะไรออกไป (กู--อัตตา กรอบความคิดเห็น--ถีบชั่วคราว กฏเกณฑ์ และ ความกลัว--ถีบถาวร)

เกศินี ชัยศรี
IP: xxx.68.6.63
เขียนเมื่อ 

ในการเรียนช่วงที่สองนี้ ได้รับความรู้มากมายเพิ่มขึ้น สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษที่คิดว่า จะต้องนำมาใช้ในการบริหารต่อไปคือ ช่วงของอาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ที่บอกว่า ต่อไปนี้ทุกคนต้องทำงานอยู่บนความเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารทุกคนต้องทำตัวเองให้เป็น Adaptive Leadership เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างจะมีการปรับเปลี่ยนและทบทวนใหม่ได้ตลอดเวลา จึงควรต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม

นอกจากนี้ เรื่องของการรู้จักตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ การจะพัฒนาคณะหรือมหาวิทยาลัยของเราให้เจริญก้าวหน้าขึ้น ต้องมีการปรับเปลี่ยน mindset หรือ attitudes ของคนภายในคณะและมหาวิทยาลัย ผู้บริหารต้องเป็นคนที่กล้าหาญ และไม่กลัว ต้องเน้นเรื่องของการสื่อสารภายในองค์กรให้มากขึ้น เพื่อสร้างค่านิยมที่เป็นแบบเฉพาะของ มอ.ให้ได้

และต้องมีการเน้นการทำงานเป็นทีม โดยมีผู้นำองค์กรเป็นคนขับเคลื่อน การทำอะไรก็ตาม ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการกระตุ้นและสร้างความเร้าใจให้แก่คนในองค์กรว่า ทำได้ โดยเน้นการคิดนอกกรอบ

ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกนึกคิดแบบใหม่ๆ ค่ะ