Design – ปกติแล้ว ผมชอบดื่มกาแฟ อย่างน้อยก็วันละ 2 แก้ว กาแฟที่ผมชอบดื่ม คือกาแฟดำร้อน ไม่ใส่น้ำตาล หรือที่เรามักจะเห็นในเมนูเครื่องดื่มตามร้านต่างๆ ว่า Americano หรือ Black Coffee ซึ่งผมก็ได้พยายามเสาะแสวงหาร้านกาแฟต่างๆ จนมาเจอร้านหนึ่ง ชื่อร้าน Black Angel ตั้งอยู่ข้างคณะมนุษยศาสตร์ฯ มข. เดิมผมเห็นร้านนี้เปิดมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เข้าไปลองซื้อกาแฟดื่ม แม้ว่าผมจะชอบไปจอดรถที่ข้างคณะมนุษยฯก็ตาม จนบ่ายวันหนึ่ง ผมจอดรถที่เดิม และกำลังต้องการสมาธิในการสร้างสรรค์งานชิ้นหนึ่ง จึงลองเข้าไปที่ร้าน Black Angel และสั่ง Americano ร้อนมาดื่ม รสชาติเข้มกำลังดี แต่สิ่งที่เพิ่มมาบนโต๊ะคือกาน้ำชาร้อน ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าใดนัก เพราะร้านกาแฟหลายๆร้านก็มักจะมีน้ำชามาบริการอยู่แล้ว จนผมดื่มกาแฟหมดแก้ว เลยคิดจะดื่มน้ำชาปิดท้าย ช่วงที่รินน้ำชาลงในแก้ว กลิ่นน้ำชาหอมเตะจมูกมาก ยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกสดชื่น ผมจึงเปิดฝาน้ำชาเพื่อดูว่าเป็นชายี่ห้ออะไร ปรากฏว่าชาที่ใช้ไม่ใช่ชาแบบซอง แต่เป็นใบชาที่มีกลิ่นหอมมากสำหรับผม ถือเป็นจุดดึงดูดลูกค้าได้ดีมาก อย่างน้อยก็ผมแหละคนนึง
Story – เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมมักมีความรู้สึกเครียดกับการทำงานและเพื่อนร่วมงานบางคน ด้วยความที่งานและเพื่อนร่วมงานไม่เป็นไปตามที่ผมอยากให้เป็น ผมมักหงุดหงิดในที่ทำงาน ฟาดงวงฟาดงาใส่เพื่อนร่วมงาน และมักถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ทำไมผมต้องทำงานมากกว่าคนอื่น” ต้องเลิกงานดึก กลับมาห้องพักด้วยความอิดโรยและเครียด ไหนจะต้องรับผิดชอบเรื่องงาน ยังมีเรื่องเรียนอีก แต่แล้ววันหนึ่งที่ผมไปร้านหนังสือ Se-Ed ผมก็ได้ไปเดินดูหนังสือเผื่อมีเล่มไหนช่วยบรรเทาความเครียดของผมได้ จนในที่สุดก็เจอหนังสือเรื่อง “รถบัสพลังชีวิต” อ่านแล้วก็ทำให้การมองโลกดีขึ้นมาอีกนิด เดือนถัดมาก็ไปดูหนังสืออีก ก็ได้หนังสือ “อยู่แต่ในกล่อง คุณจะไปเห็นอะไร” และก็มีพี่ในที่ทำงานท่านหนึ่ง ให้หนังสือ “เข็มทิศชี้ธรรม กำลังใจ” ซึ่งเป็นบทสวดมนต์และคำสอนต่างในศาสนาพุทธ หลังจากที่ผมอ่านหนังสือทั้ง 3 เล่มจนจบ ผมสามารถตอบคำถามของตนเองได้มากขึ้น มีสติและมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวในทางที่ดีขึ้น จนผมเริ่มสนใจในการมีทัศนคติเชิงบวกและพระธรรมคำสอนของศาสนาพุทธมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่เห็นผลกับตนเอง ความเครียดของผมลดลงอย่างเห็นได้ชัด นับแต่นั้นมา หนังสือในหมวดจิตวิทยาและศาสนาจึงเป็นหมวดที่ผมใช้เวลาไปได้อย่างไม่รู้จักคำว่าเบื่อ
Symphony – ช่วงที่ผมกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ในชั้นปีที่ 2 เพื่อนของผมคนหนึ่งได้มา “ขายฝัน” ให้ผมฟังเกี่ยวกับโครงการท่องเที่ยวและทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา (Work & Travel in USA) ซึ่งผมเองก็มีความสนใจเป็นทุนเดิม เพื่อการฝึกใช้ภาษาต่างประเทศ ผมจึงรีบดำเนินการสมัครและได้ไปทำงานในร้าน Mc Donald สาขาหนึ่งในเมือง Santa Ana, California เมื่อเริ่มงาน ผมรู้สึกทึ่งกับความสะดวกสบายและรวดเร็วของการประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ระบบตั้งเวลาทอดมันฝรั่ง เครื่องย่างไส้แฮมเบอร์เกอร์ขนาดต่างๆและมีการตั้งเวลาย่างที่เหมาะสม ซึ่งใช้เวลาน้อยมากในการประกอบเป็นแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสไปทำงานที่ร้านอาหารไทย มีหน้าที่เตรียมวัตถุดิบให้พ่อครัวและล้างจาน ถ้าเป็นที่เมืองไทย ตำแหน่งล้างจ้านนี่ถือว่าหนักเอาการนะครับ วันนึงต้องใช้จานไม่รู้กี่ร้อยใบ แต่ที่นั่นมีเครื่องล้างจานอัตโนมัติครับ เพียงแค่เขี่ยเศษอาหารออกให้หมด ล้างน้ำสะอาดหนึ่งรอบแล้วไปวางให้เป็นระเบียบในเครื่องล้างจาน ซึ่งบรรจุจานได้ประมาณ 30 ใบต่อครั้ง ใช้เวลาล้างเพียง 4-5 นาทีครับ สะอาด ผ่านน้ำร้อน ไร้กลิ่นคาว แถมประหยัดเวลาได้มาก นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ดีมาก ต้องนับถือในความก้าวหน้าของอเมริกาจริงๆครับ
Empathy – ในแต่ละเดือน ผมและคุณแม่ของผม มักหาโอกาสไปทานอาหารนอกบ้าน สักครั้งถึงสองครั้ง โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่ของผม ท่านรักษาสุขภาพ ดูแลเรื่องอาหารการกินของตนเองและของผมอยู่เสมอ และร้านประจำที่คุณแม่ของผมชอบทานคือ “ร้านข้าวปั้น” ซึ่งเดิมทีคุณแม่ได้รับหน้าที่ให้ต้อนรับแขกของหน่วยงาน พาไปทานอาหาร แนะนำร้านอาหารและของฝากที่ขึ้นชื่อของขอนแก่นอยู่เสมอ คุณแม่จึงรู้จักร้านอาหารอร่อยค่อนข้างมาก แต่ที่คุณแม่ชอบมากที่สุดก็คือร้านข้าวปั้น ร้านนี้จำหน่ายอาหารไทย อาหารต่างชาติมีบ้างเล็กน้อย และใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เช่น ผักออแกนิก ไม่ใส่ผงชูรสในอาหาร เป็นต้น ยิ่งทำให้นักรักสุขภาพอย่างคุณแม่ติดใจ นอกจากนี้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือพนักงานเสิร์ฟอาหารคนหนึ่ง พี่ผู้หญิงคนนี้จดจำคุณแม่ของผมได้เสมอ คอยกล่าวทักทายเมื่อเข้าร้าน แนะนำอาหารที่คุณแม่ของผมชอบ และเมื่อถึงโอกาสพิเศษต่างๆ หรือส่วนลดอาหาร ทางร้านก็จะโทรแจ้งคุณแม่อยู่เสมอ ดูแลดีขนาดนี้ คุณแม่ของผมถึงขั้นผูกขาดร้านนี้เลยครับ
Play – เมื่อสมัยที่ผมเป็นเด็ก อายุราวๆ 11-12 ปี มีร้านขายของชำร้านหนึ่ง จากจำนวน 3 ร้านในหมู่บ้านที่ผมอยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านที่ขายดีมาก เด็กๆทุกคนในหมู่บ้านต้องไปซื้อขนมกรุบกรอบที่ร้านนี้เท่านั้น เนื่องจากเจ้าของร้านมีการส่งเสริมการขายด้วยการสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้า(ผมไม่แน่ใจว่าคิดคะแนนอย่างไร) ในสมุดที่เจ้าของร้านค้าจดคะแนน จะมีรายชื่อเด็กๆในหมู่บ้านทุกคน คะแนนที่สะสมใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้าในร้านได้ ยิ่งช่วงปิดเทอมนี่ ผมกับพี่ชายของผม น้องข้างบ้านอีก 2 คน ซื้อขนมมารวมกันและกินด้วยกัน เรียกได้ว่าเยอะจนกินแทนข้าวได้เลยทีเดียว แต่ขนมที่เราซื้อเป็นประจำคือ “ชีโตส” ครับ ทุกรสชาติ ซื้อหมด เพราะช่วงนั้นชีโตสมีของแถมในซองเป็นเหรียญพลาสติกมีลวดลายเสือดาวชีโตสในท่าทางต่างๆ โดยเหรียญนั้นสามารถนำมาต่อกันเป็นรูปร่างได้ หรือนำไปดีดแล้วร่อนแข่งกันว่าใครจะดีดไปได้ไกลกว่ากัน พวกเรา 4 คน ชอบเอาเหรียญมาอวดกัน ดีดแข่งกันและสารพัดจะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถึงการสรุปคะแนนของทุกๆเดือน สินค้าที่เราใช้คะแนนแลกซื้อ คือ ขนมชีโตส ด้วยกำลังการซื้อชีโตสในแต่ละเดือนของพวกเรามีมากอยู่แล้ว คะแนนที่ได้ก็มากตามครับ ได้คะแนนมาก ก็เท่ากับว่าได้ชีโตสมากขึ้น โอกาสได้เหรียญชีโตสลายใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกับของเพื่อนก็ยิ่งมากขึ้น หายใจเข้าหายใจออกก็เป็นเรื่องเดียวจริงๆครับ และไม่ใช่แค่พวกผมที่บ้าคลั่งชีโตส เด็กคนอื่นๆก็ไม่ต่างครับ บ้าระห่ำสุดๆ ต้องช่วงชิงชีโตสให้ได้มากที่สุด ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าร้านนี้ได้กำไรจากการจัดโปรโมชั่นหรือเปล่า เพราะทุกๆเดือน เด็กแต่ละคนจะหอบชีโตสกลับบ้านกันคนละไม่น้อยกว่า 10 ถุง พอนึกย้อนไปก็ขำนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังมีการส่งเสริมการขายในลักษณะนี้เหมือนเดิมครับ ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อทั่วไปยันห้างสรรพสินค้า แถมสินค้าร่วมรายการยังน่าสนใจขึ้นมาก
Meaning – ช่วงที่ผมเรียนปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 ผมได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมภาษาฝรั่งเศส (ด้วยเหตุผลอะไร ผมก็ยังไม่แน่ใจนัก) แต่เมื่อได้รับเลือกแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการเป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมของสาขา ตลอดปีการศึกษานั้น โดยกิจกรรมหลักๆที่รุ่นพี่ได้ดำเนินการไว้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมวันอาหารนานาชาติ วันภาษาต่างประเทศ เลือกสายรหัส วารสารในสาขา ออกค่ายภาษา จัดซุ้มถ่ายภาพพี่บัณฑิต และการทำกิจกรรมเพื่อน้องๆในโรงเรียนที่ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ความยากอย่างหนึ่งของการเป็นผู้นำ คือ ความกล้าตัดสินใจ แม้จะมีรองประธานถึง 2 คน เหรัญญิก บลาๆๆๆ แต่สุดท้ายคนที่ตัดสินใจก็คือประธาน จะล่มหรือจะร่วงก็อยู่ที่ผมแล้วล่ะ โดยเฉพาะโปรเจคต์ใหญ่ของชมรมคือ การหาเงินทุนเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนที่ยากไร้ ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนและอาหารกลางวัน ยิ่งได้ศึกษาข้อมูล มองดูน้องๆ และพูดคุยกับคุณครูในโรงเรียน ผมยิ่งรู้สึกสงสาร แม้โรงเรียนจะอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอบ้านไผ่ไม่มากนัก แต่กลับมีสภาพการดำรงชีวิตที่ยากลำบากมาก น้องบางคนไม่มีรองเท้าใส่ ไม่มีอาหารกลางวันทานจนครูได้หาซื้อมาให้ หรือบางคนห่อข้าวเหนียวอย่างเดียวมาทานตอนกลางวัน ผมก็พยายามระดมทุนจากการขอรับบริจาคที่ตลาดนัดเปิดท้าย ติดต่อห้างร้านต่างๆเพื่อสนับสนุน ก็ได้เป็นเงินจำนวนหนึ่งที่พอซื้ออุปกรณ์การเรียนและมอบเป็นทุนอาหารกลางวันให้น้องๆได้ วันที่ชมรมของเราไปมอบเงินและสิ่งของที่โรงเรียน พวกผมเห็นภาพของน้องๆและผู้ปกครองได้ทานขนม ทานข้าวจนอิ่ม ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ เล่นเกม และแข่งกีฬากัน เห็นพวกเขามีความสุข เราเองก็มีความสุขมากเช่นกันครับ จากที่พวกเราเคยรู้สึกเหนื่อยที่ต้องเตรียมงาน หาเงินสบทบทุน เดินขอรับบริจาคเกือบทุกวัน ความเหนื่อยมันหายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและยิ่งใหญ่มาก ตอนจะเดินทางกลับจากโรงเรียน เด็กๆวิ่งมาเกาะมาดึงแขนไว้ ไม่อยากให้เรากลับ พวกเราหลายคนยังแอบน้ำตาซึมเลยครับ
นายอภิชน ยืนชีวิต 575740462-6 Ex.21