ผมอ่านบทความของท่านผู้อำนวยการแล้วก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับท่านผอ. ที่เป็นระดับปฎิบัติก็รู้ปัญหาของโรงเรียน มีความคิดเห็นว่าหน่วยเหนือควรจะทำอะไรในสายตาของท่านและไม่ควรทำอะไรในสายตาของท่าน ส่วนหน่วยนโยบายก็ให้ผู้แทนระดับผู้อำนวยการในสำนักงานและคนอื่นๆ มาพบบุคลากรของโรงเรียนแล้วก็มีความคิดเห็นว่าเมื่อมีปัญหาโรงเรียนควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร. ต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกฝ่ายควรทำอะไรเพื่อให้หน่วยปฎิบัติเดินทางไปได้ตามนโยบาย

ในสายตาของผม การทำงานระหว่างหน่วยนโยบายและหน่วยปฎิบัติควรมีดังนี้

1. หน่วยนโยบาย จำเป็นต้องมองว่า ตนเองควรสนับสนุนหน่วยปฎิบัติอย่างไรบ้างในทุกๆด้าน ทั้งระบบ คือ CIPPOO และ F เพื่อให้นโยบายบรรลุผล และมองว่าหน่วยปฎิบัติควรทำอะไรได้บ้างตามสภาพของแต่ละหน่วยนั้นๆ. (ไม่ใช่ตามสภาพของหน่วยปฎิบัติอื่น) เช่นอ้างว่าทำไมโรงเรียนอื่นๆเขาทำได้คำกล่าวเช่นนี้ คำแนะนำเช่นนี้. แสดงถึงภูมิปัญญาการพัฒนางานยังด้อยอยู่มาก เคยชินแต่งานประจำ เติบโตมาจากงานประจำ

2. หน่วยปฎิบัติ จำเป็นต้องมองว่าตนเองทำอะไรได้บ้างตามที่หน่วยนโยบายให้เครื่องมืออุปกรณ์สนับสนุนทั้งระบบดังกล่าวเพื่อให้นโยบายบรรลุผล. และมองว่าหน่วยนโยบายจำเป็นต้องสนับสนุนอะไรอีกบ้างสำหรับพัฒนางานตามความต้องการจำเป็นของแต่ละหน่วยปฎิบัติไม่ใช่ให้เหมือนกันหมดในวันหยุด

3. ข้อมูลการมองที่ไม่เหมือน ต้องมีการพูดจากันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา คือ ผอ.สพป. กับผอ.สถานศึกษา ไม่ใช่ตัวแทนของผอ.สพป. กับผอ.สถานศึกษา โดยมีหัวข้อกำหนดไว้ นอกเหนือไปจากการรับนโยบายรายวันจาก ผอ.สพป.จากผู้อำนวยการกลุ่มในสำนักงาน

4. ในสายตาของคนนอกวงการศึกษาที่เคยรู้จักวงการศึกษามองว่า ผอ.สพป.จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปสถานศึกษาเพื่อดูสภาพความต้องการจำเป็นของแต่ละแห่งเพื่อรับรู้ข้อมูลของแต่ละโรงเรียน แต่ในความเป็นจริง ผอ.บางคนก็ไปเฝ้าผู้บังคับบัญชาของตนเป็นประจำ

5. มองในอีกมุมหนึ่งอย่างที่ท่านผอ.ชยันต์มอง คือ สถานการณ์สร้างวีระบุรุษ โรงเรียนขนาดเล็กท่ีท่านกล่าวถึง ถ้ารักเขาจริงอย่างไปขอร้องให้ใครช่วยเขา แต่ควรขอร้องให้เขาใช้ปัญญาช่วยกันพัฒนาตามสภาพ โดยใช้หลักว่า "ช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้". ยกเว้นท่าน ผอ.ชยันต์ จะคิดสนุ๊ก ก็ไม่ว่ากัน

6. ผมไม่แน่ใจว่ากัลณานิมิตร เขาควรพูดอย่างไรแต่ผมคิดของอย่างนี