สร้างสุขสู่เย็นศิระ

ตั้งแต่เริ่มมีโครงการนี้ขึ้นผมก็รู้สึกว่ามันเป็นโครงการที่ค่อนข้างแตกต่างจากกลุ่มPBLอื่นมาก นั้นก็คือการไปพูดคุยกับผู้ป่วย ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ แต่พอได้ไปดูผู้ป่วยที่ตึกเย็นศิระ ก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการในระหว่างการรอเพื่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้นก็คือกิจกรรมยามว่าง อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้าไม่รู้สึกต้องทนเบื่อ กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องการนั้นไม่ได้หมายถึงกิจกรรมนันทนาการหรืออะไร แต่มันคือการพูดคุยกับใครสักคนนั้นแล้วรู้สึกสนุกไปด้วย การที่ผู้ป่วยต้องจากบ้านมาเพื่อรับการรักษานั้นส่วนมากก็มักจะอยู่คนเดียวเนื่องจากลูกหลานนั้นไม่ค่อยว่างต่างก็มีการมีงานทำ ส่วนใหญ่ก็มักจะมาตอนหลังเลิกงาน และพี่พยาบาลที่ประจำอยู่ที่นั้นก็มีไม่พอกับจำนวนผู้ป่วย จึงไม่ว่างที่จะมานั่งคุยเล่นกับผู้ป่วยทุกคน ผมคิดว่าการที่ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงก็เป็นเรื่องที่แย่พอแล้ว ถ้าหากต้องมานั่งทนเบื่อกับการรออีกคงเป็นอะไรที่ทำให้เค้ารู้สึกแย่มากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่สามารถช่วยผู้ป่วยในด้านจิตใจได้ประมาณหนึ่ง หลังจากนั้นกลุ่มพวกเราก็ได้เข้าพบกับผู้ป่วยที่เราจะไปพูดคุยด้วยโดยแบ่งว่า กลุ่มเรามีทั้งหมด 9 คน แบ่งกลุ่มละ 2-3 คนต่อผู้ป่วย 1 คน และต้องทำกิจกรรมกับผู้ป่วยคนนั้นจนจบโครงการเพื่อที่จะได้ทราบว่าผู้ป่วยคนนั้นคือใคร มาจากไหน และทำไมถึงต้องมาอยู่ที่นี่ ผู้ป่วยที่ผมได้พูดคุยด้วยนั้นเป็นคุณลุงวัย 82 ปี ชาวตรัง มีลูก 3คน มักจะมาจากตรังในเย็นหลังเลิกงาน เนื่องจากมีลูกหลายคน จึงผลัดเวรกันมาเฝ้าพ่อ ร่างกายภายนอกของคุณลุงดูแข็งแรงมาก เป็นคนพูดเก่งลุงแกก็เล่าว่าเมื่อก่อนตอนแกเป็นวัยรุ่นแกก็ใช้ชีวิตวัยรุ่นที่ค่อนข้างจะผาดโผน ลองมาหมดทุกสิ่งอย่างทั้งดีและไม่ดี แต่พอเริ่มมีลูกก็เริ่มหยุด อีกทั้งเป็นที่รู้จักของคนในละแวกนั้น ในชีวิตนี้คุณลุงไม่เคยที่จะเข้าโรงพยาบาลแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งลูกของลุงได้บอกว่าตอนที่อยู่ที่ตรัง ลุงแกเดินเอาผักเอาปลาไปให้ลูกซึ่งบ้านอยู่ห่างกันหลายกิโลเมตร และก็ยังสามารถขึ้นไปเก็บมะพร้าวได้ด้วย ซึ่งนี้เป็นครั้งแรกที่ลุงเข้าโรงพยาบาลมาด้วยอาการมะเร็งที่หลอดอาหาร แต่ลุงนั้นไม่ยอมรับว่าตนเป็นมะเร็ง ลุงได้เล่าให้ฟังว่าตอนที่ไปรักษากับหมอที่ตรังนั้น หมอได้บอกว่าลุงเป็นมะเร็งที่หลอดอาหาร ลุงจึงโกรธอย่างมากแล้วก็บอกว่าหมอคนนี้แย่มากรักษาไม่ดี ตามประสาคนที่ไม่พอใจในผลตรวจที่ได้ แต่พอมาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์นั้น หมอที่รักษาไม่ได้บอกว่าคุณลุงเป็นมะเร็ง คุณลุงจึงชื่นชมหมอที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์อย่างมากว่าหมอที่นี่เก่งมาก จึงทำให้ผมคิดว่าถึงแม้ว่าโรคที่เป็นมานั้นจะร้ายแรงอย่างไรก็ตาม จิตใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าเสมอ เราควรที่จะดูแลทั้งสองด้านให้หายไปพร้อมๆกันหลังจากนั้นคุณลุงก็ได้เล่าให้ฟังว่าคุณลุงเคยเป็นหมอดูมาก่อนแล้วทำนายสิ่งต่างๆให้ผม ลุงบอกว่าผมเป็นคนเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ต้องพยายามออมเงินบ้างนะจะได้มีใช้ในอนาคต แล้วก็บอกว่าผมจะมีลูก 3 คนแต่จะเสียไปหนึ่งคน ซึ่งลุงก็สอนว่าอย่าเชื่อดวงหมด แต่ก็อย่าประมาทกับชีวิต ดูดวงรู้ไว้เพื่อเตือนสติตนเองจะได้ไม่ทำในสิ่งที่ผิดและพอไปเยี่ยมคุณลุงทุกครั้งคุณลุงก็มักจะขอดูดวงเสมอ

ผมได้เข้าไปหาคุณลุงอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าช่วงใกล้สอบก็จะบอกลุงก่อนว่าติดสอบแล้วจะมาหลังสอบซึ่งในครั้งหลังๆนั้นผมค่อนข้างจะคลาดกับคุณลุงเนื่องจากคุณลุงได้เปลี่ยนเวลาตรวจมาเป็นช่วงบ่าย ทำให้เมื่อเราไปก็มักจะไม่เจอ ผมจึงเปลี่ยนไปช่วงเย็นแทน แต่มักจะเจอคุณลุงหลับอยู่เนื่องจากคุณลุงเหนื่อยจากการฉายแสงมาและพอได้ไปในอาทิตย์ถัดมา ก็ไม่เจอคุณลุงแล้ว พี่พยาบาลก็บอกว่าคุณลุงเค้าหายดีแล้วกลับไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ผมเลยไม่ได้ถ่ายรูปกับคุณลุงสักครั้งเลย แต่ตอนที่ผมคุยกับคุณลุงนั้นหน้าคุณลุงยิ้มตลอดเลย แกยังบอกว่ามาหาบ่อยๆนะ คุยด้วยแล้วสนุกมากเลย ผมรู้สึกดีมากๆที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น การได้ทำกิจกรรมแบบนี้มันทำให้ผมได้รู้ว่าความรู้สึกของอีกฝ่ายว่าในขณะที่เป็นโรคดังกล่าวอยู่นั้น เค้ารู้สึกอะไรบ้าง เค้าต้องการอะไร และเค้าคาดหวังอะไรจากหมอ โดยที่กิจกรรมนี้สิ่งที่ต้องให้ผู้ป่วยนั้นคือ เวลาและใจ ในเวลาที่เราทำในสิ่งไร้สาระอยู่ เช่น นอนเล่น ดูหนัง เล่นเกม หรืออย่างอื่นก็ตาม แต่หากเรารู้ว่าการเสียสละเวลานี้แล้วจะได้สร้างรอยยิ้มและความรู้สึกที่ดีให้กับผู้อื่นมันก็เป็นสิ่งที่เราควรทำ และทำด้วยใจที่หวังจะสร้างความสุขให้แก่ผู้ป่วย ในโครงการนี้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆครับที่ได้ทำ

นายธีรัตม์ ศิริวงศ์

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2