สร้างสุขสู่เย็นศิระ

การที่กลุ่มของพวกเราได้มีการทำโครงการสร้างสุขสู่เย็นศิระ ในครั้งแรกนั้นพวกเราตั้งใจจะหาเงินบางส่วน โดยการเปิดหมวกหรือรับบริจาคเงินต่าง ๆ เพื่อนำไปมอบให้กับอาคารเย็นศิระเพื่อใช้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์รักษาพยาบาลต่าง ๆ แต่อาจารย์ประจำกลุ่มของพวกเราได้แนะนำว่า ทำไมไม่ไปพูดคุยหรือช่วยเหลือคนไข้แทนล่ะ อาจจะไปช่วยทำแผลแทน กลุ่มของเราเลยเปลี่ยนแนวคิดต่อโครงการเป็นการเข้าไปพูดคุยกับคนไข้แทน

อย่างแรกที่ได้ลงมือทำคือ การได้ไปเยี่ยมเยียนอาคารเย็นศิระ ได้เจอกับพี่นุช ซึ่งพี่นุชก็ได้แนะนำอาคาร พาเดินดูผู้ป่วยที่นี่จนครบ แรก ๆก็กลัวผู้ป่วยมาก ๆ เพราะแต่ละคนจะเป็นโรคเรื้อรัง หรือไม่ก็เป็นมะเร็งที่มีแผลน่ากลัว คิดว่าตัวเองจะทำกิจกรรมนี้ไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ด้วยการที่เรายังไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำแผลหรือทำความสะอาดแผล ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าที่จะทำ กลัวทำให้ยิ่งแย่หรือไม่ก็ยิ่งลำบาก

พวกเราได้มาที่อาคารเย็นศิระอีกครั้ง มาเลือกผู้ป่วยที่จะติดตามทำโครงการด้วยในระยะยาว ซึ่งผู้ป่วยที่เลือกต้องเป็นผู้ป่วยที่อยู่อาคารนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ต้องฉายแสงติดต่อกัน 1 -2 เดือน หรือไม่ก็ไม่กลับบ้าน โดยกลุ่มของเราแบ่งกันทำเป็นคู่จากการจับฉลาก ซึ่งผมได้คู่กับธีรัตม์

ผมกับธีรัตม์ก็ได้เลือกคุณลุงคนหนึ่ง พี่นุชได้พาเราสองคนมาหาลุงและแนะนำบอกลุงแกว่า พวกผมจะมาพูดคุยช่วยดูแลลุง ซึ่งตอนเจอครั้งแรกนั้น ทำให้ผมรู้เลยว่า ลุงแกเป็นคนพูดเก่ง พวกเราได้เข้าไปหาลุง ซึ่งตอนนั้นลุงแกนอนอยู่คนเดียว ผมก็ได้แนะนำตัวเองให้ลุงรู้จัก และเริ่มพูดคุยกัน ลุงแกบอกว่าแกอายุ 82 ปีแล้ว ครั้งแรกที่ได้ยินนั้น ผมกับธีรัตม์แทบไม่เชื่อเลย เพราะจากการการที่ได้สังเกตดูแล้ว ลุงแกยังดูไม่แก่มาก และยังพูดจากระฉับกระเฉง แข็งแรงดี ซึ่งไม่คิดว่าจะอายุปูนนี้แล้ว

ลุงเข้ามารักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แกบอกว่าแกมีอาการเจ็บที่คอ เลยมาหาหมอ หมอให้ฉายแสง 35 แสง พวกผมก็ถามแกว่า แกเป็นมะเร็งอะไร แกตอบมาว่า แกไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่เหมือนเป็นแมลงอะไรซักอย่าง เดี๋ยวก็หาย ตอนนั้นทั้งผมและธีรัตม์ต่างก็งง ๆ กันครับ ว่าแมลงอะไร แต่ผมคิดในใจ ว่าแกอาจจะปลอบใจตัวเองหรือไม่ก็พยายามไม่คิดว่าเป็นมะเร็ง แค่แมลงบางอย่างเดี๋ยวก็หายไป

การพูดคุยกับลุงนั้น เนื่องจากลุงเป็นคนจังหวัดตรัง ทำให้ภาษาที่ลุงพูดเป็นภาษาใต้ ผมฟังภาษาใต้พอได้บ้าง แต่บางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจ อีกอย่างหนึ่งคือทั้งผมและธีรัตม์ต่างก็ไม่ได้พูดภาษาใต้ พวกเราสนทนากันโดยฝั่งหนึ่งใช้ภาษาใต้ อีกฝั่งหนึ่งใช้ภาษากลาง อาจจะมีเข้าใจผิดหรืองง ๆ กันบ้าง แต่ก็สามารถคุยกันได้เรื่อย ๆ

ลุงมีลูก 3 คน ซึ่งจะขับรถมาจากตรังมาหาแกอยู่บ่อย ๆ พาแกไปโรงพยาบาลบ้าง หรือไม่ก็ช่วยดูแลแกต่าง ๆ นานา แต่ครั้งแรกที่พวกผมไปนั้น ยังไม่เจอลูกของลุงแกเลย

ลุงทำอาชีพทำไร่ทำสวนทั่วไป ถึงแม้จะอายุ 82 ปีแต่ก็ยังทำงานอย่างหนักแน่นทุกวันตามสภาพร่างกายที่ยังแข็งแรงอยู่ บางครั้งผมยังคิดว่า คุณลุงอายุเยอะขนาดนี้แล้ว ไม่น่าจะทำอะไรได้มากมายตามที่ลุงแกว่า

ในช่วงสัปดาห์แรกที่พวกผมได้คุยกับลุงนั้น ลุงได้บ่นถึงเรื่องการนัดฉายแสงของทางโรงพยาบาลซึ่งสร้างความลำบากให้กับตัวลุงมาก โรงพยาบาลนัดลุงมาฉายแสงประมาณสามทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ลุงไม่อยากออกไปไหนแล้ว อีกอย่างคือ ในช่วงกลางวันลุงก็จะว่างมากจนไม่รู้จะทำอะไรนอกจากนอน ลุงแกบอกว่าหากพวกเราช่วยได้ก็อยากจะให้ช่วยตรงนี้ ซึ่งผมกับธีรัตม์ก็คิดว่าจะลองมาคุยกับทางโรงพยาบาลดูเรื่องการเลื่อนนัดฉายแสงให้เป็นช่วงกลางวันแทน

ระหว่างที่คุยกันไปเรื่อย ๆ ลุงก็จับมือของธีรัตม์ขึ้นมาแล้วก็ดูลายมือของธีรัตม์ ลุงแกก็พูดเหมือนกับหมอดู ทำนายอนาคตเรื่องต่าง ๆ ของธีรัตม์ สร้างความประหลาดใจให้กับตัวผมและตัวธีรัตม์ไม่มากก็น้อย ลุงแกไม่ใช่หมอดูหรอก แต่ก็เคยฝึกการดูลายมืออยู่บ้าง ซึ่งธีรัตม์บอกว่าตามที่ลุงพูดนั้นก็ตรงกับตัวธีรัตม์เลย ผมไม่ค่อยกล้าให้ลุงดูลายมือเพราะตัวผมเองเป็นคนกลัวการทำนายอนาคตมาก ๆ

ตลอดการพูดคุยกันในครั้งแรกนั้นเป็นไปด้วยดีกว่าที่ผมคิดไว้ ลุงแกพูดคุยไปด้วยรอยยิ้มและมีเรื่องขำขันเฮฮาในสมัยหนุ่มๆให้ฟังเสมอ ผมรู้สึกมีความสุขมาก เหมือนกับได้ฟังเรื่องราวที่ผมไม่เคยรู้จากคนคนหนึ่ง ตอนนั้นทำให้ผมเปลี่ยนความคิดเรื่องการมาพูดคุยกับคนไข้โดยสิ้นเชิง

พอช่วงเย็นของวันนั้น ลุงแกบอกว่าจะต้องไปโรงพยาบาล พวกผมเลยอาสาจะไปกับลุงด้วย ระหว่างทางที่เดินมาโรงพยาบาลนั้น ก็ได้เจอกับลูกสาวลุงคนหนึ่งพอดีซึ่งกำลังจะมารับลุงไปโรงพยาบาล จึงได้จากลากันตรงนั้นสำหรับวันนี้

ครั้งต่อมาที่ได้มาเยี่ยมลุงนั้น ครั้งนี้ได้เจอกับลูกของลุงสองคน การพูดคุยกันก็ยังเป็นลักษณะเดิม แค่มีเรื่องบางเรื่องเสริมขึ้นมาจากลูก ๆ ของลุงบ้าง ลูกสาวลุงบอกว่า ลุงแกเป็นคนเดินเร็วมากและเดินโดยไม่เหนื่อยเลย จนลูก ๆ แกเดินตามแทบไม่ทัน นั่นเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ผมเชื่อว่าลุงแกแข็งแรงและสุขภาพดีมาก ๆ

ในครั้งนี้เหมือนอาการของลุงแย่ลงบ้าง คือลุงแกเจ็บตรงบริเวณคอมากขึ้น ทำให้การกินอาหารของลุง แม้แต่น้ำเปล่าก็ลำบากมากขึ้น ลุงแกเจ็บมากทุกครั้งที่กลืน ทางอาคารเย็นศิระมีนมเสริมให้สำหรับคนไข้ ซึ่งหากเรากินอาหารไม่ได้ เราก็ควรจะกินนมนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นร่างกายจะไม่มีอาหารไปเลี้ยง พวกผมพูดคุยกับลุงไปจบเรื่องหนึ่งก็จะให้ลุงแกดื่มนมเข้าไปหนึ่งครั้ง ทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนลูกของลุงแกบอกว่า จริง ๆ แล้วลุงแกไม่ค่อยกินนมเลย แต่เพราะพวกผมทำแบบนี้ลุงแกถึงกินเยอะขึ้นมาได้ การไปพบหมอครั้งหน้า หมอน่าจะลองให้ลุงแกรับอาหารทางสายยางเพราะหากลุงแกกินได้น้อยเหมือนทุก ๆ วัน อาการจะแย่ลงไปอีก

พวกผมก็ได้แต่หวังว่าลุงแกจะกินได้เยอะขึ้น แล้วร่างกายกลับมาแข็งแรงดังเดิมไวๆ ครั้งนี้พวกผมลาลุงและบอกกับลุงไว้ว่า อาจจะมาเยี่ยมได้น้อยลงเพราะเริ่มใกล้สอบแล้ว ลุงแกก็ยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ว่างเมื่อไหร่ก็มาได้ตลอด

การมาเยี่ยมในครั้งอื่นต่อมา พวกผมก็จะมาในเวลาเดิม ๆ เจอลุงบ้าง ไม่เจอลุงบ้าง หากวันไหนไม่เจอก็จะไปถามพี่นุชว่าลุงไปไหน พี่นุชบอกว่าลุงแกอาจจะไปโรงพยาบาล หรือไม่ก็เดินเล่นอยู่ที่โลตัส ซึ่งถ้าไปแล้วไม่เจอลุง พวกผมก็จะกลับ แล้วค่อยมาใหม่วันอื่น

พอเข้าสัปดาห์การสอบ ทั้งผมและธีรัตม์ก็เว้นช่วงไปเยี่ยมลุงนานพอสมควร พอสอบเสร็จ สัปดาห์ต่อไปก็ไปเยี่ยมลุง แต่ก็ไม่เจอลุงแล้ว ก็คิดว่าลุงไปโรงพยาบาล แต่ไปกันตลอดหลาย ๆ ครั้งก็ไม่เจอลุงเลย จนมาทราบจากพี่นุชว่าลุงแกกลับบ้านไปแล้วเพราะรักษาเสร็จ ฉายแสงครบ 35 แสงแล้ว พวกผมก็รู้สึกใจหายเพราะยังไม่ได้เจอลุงนานและไม่ได้บอกลาลุงเลย แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจที่ลุงแกรักษาจนครบและอาการก็ดีขึ้นแล้วตามทีพี่นุชว่า

แม้ว่าการเยี่ยมคนไข้ พูดคุยกับคนไข้ ช่วยเหลือคนไข้ตามโครงการสร้างสุขสู่เย็นศิระของพีบีแอล17 ผมและธีรัตม์อาจมาเจอลุงได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะว่างไม่ตรงกัน แต่เวลาเพียงเท่านี้ก็ทำให้ผมและธีรัตม์มีความรู้สึกว่า โชคดีมากแล้วที่ได้มีโอกาสมาคุยกับลุง ทุกอย่างเป็นเหมือนที่อาจารย์ว่าเอาไว้ คือ สิ่งที่สำคัญที่คนไข้ต้องการ ไม่ใช่เพียงแต่การรักษาหรือยาดีดีจากหมอ แต่เป็นเวลาที่จะมีใครหรือกลุ่มคนซักกลุ่มหนึ่งไปให้ความสำคัญ ไปสนใจในตัวของคนไข้ ผมนึกถึงลุงทุกครั้งก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกันนั้น ผมมีความสุขมาก และผมเชื่อว่าลุงลิ่มเองก็มีความสุขจนลืมเรื่องการป่วยไปชั่วคราวได้เลย

กิจกรรมของพีบีแอลนี้ ก็เหมือนเป็นบทเรียนให้กับตัวผมในเรื่องของการพูดคุย การเข้าใจคนไข้ ซึ่งต่อไปในอนาคตผมจะได้ใช้ทักษะตรงนี้ในการสื่อสารกับคนไข้ต่อไป ผมจะนำเอาสิ่งที่ได้จากกิจกรรมนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดและสร้างความสุขให้กับผู้คนทุกคน ไม่ว่าจะคนไข้หรือคนสบายดีก็ตาม

นายธนกร ไสยะ

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2