สร้างสุขสู่เย็นศิระ
...ความรู้สึกของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งต่อโครงการ…
ข้าพเจ้ายังจำความรู้สึกแรกที่รับรู้ว่าต้องทำงานโครงการที่เกี่ยวกับการทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์เมื่อได้ฟังชื่อโครงการแล้วก็รู้สึกว่าเป็นโครงการที่ใหญ่มากยอมรับว่าความรู้สึกแรกคือไม่อยากทำ “นี่เราต้องไปทำโครงการอะไรอีกเนี่ยยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเด็ก 9 คนจะทำไหวหรอ” เสียงในหัวดังมาอย่างนั้นแต่ยังไงเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยจับกลุ่มประชุมกันเกี่ยวกับโครงการที่อยากจะไปทำคิดไว้หลายๆโครงการจากนั้นก็ไปนำเสนออาจารย์ประจำกลุ่มเสนอไปหลายๆโครงการเลยล่ะ เช่นโครงการเกี่ยวกับไข้เลือดออกก็วางแผนที่จะไปให้ความรู้คนในชุมชมแจกทรายอะเบทที่ทำเรื่องขอมาจากเทศบาล ยังจำได้ดีถึงคำพูดที่อาจารย์ถามกลับมาว่า “พวกคุณแน่ใจหรอว่าจะทำได้ดีว่ากระทรวงสาธารณะสุข ที่มีเจ้าหน้าที่อสม.1 คนต่อการดูแล 3ครัวเรือน และลงพื้นที่ประจำอย่างสม่ำเสมอ”พวกเราก็เริ่มตระหนักว่านักศึกษาอย่างพวกเราจะเดินทางออกชุมชมก็ลำบากเนื่องจากเวลาว่างก็ไม่แน่นอนจะวางแผนลงพื้นที่แบบตายตัวเลยก็ยากหลังจากนั้นก็นำเสนอโครงการอีกมากมาย เช่น หนังสือเสียงเพื่อคนตาบอดเปิดรับบริจาคเสื้อกันหนาว เครื่องนุ่งห่มให้คนที่อาศัยอยู่บนดอย ที่ที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึงมากนักหรือจะเป็นการเปิดหมวกหาเงินทุน ไปทำประโยชน์แก่เด็กกำพร้า หรือคนชราเสนอไปยังไงก็ไม่ผ่านอาจารย์ไม่อยากให้เราทำโครงการที่ลงมือเพียงครั้งเดียวใหญ่ๆอยากให้โครงการมีความต่อเนื่องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นจริงๆณ ตอนนั้นก็พยายามคิดหาโครงการใหม่แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกอาจารย์จึงแนะนำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของ “เวลา”สิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องการ และเงินก็ไม่สามารถซื้อสิ่งนี้มาได้หลังจากนั้นอาจารย์ก็แนะนำให้รู้จัก “อาคารเย็นศิระ” อาคารธรรมดาๆที่ไม่ธรรมดาก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยได้ยินชื่ออาคารแห่งนี้มาก่อน และรู้เพียงว่าเป็นที่พักสำหรับผู้ป่วยและญาติ“แล้วไงล่ะ เราต้องไปทำอะไรให้อาคารแห่งนี้ ทาสี? จัดหาเงินทุน หาของบริจาค? ไปจัดกิจกรรมสนุกๆ?”เสียงในหัวก็ดังขึ้นมาอีก
ก้าวแรกที่ย่างเข้าไปรู้จักกับอาคารแห่งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าอาคารเย็นศิระไม่ใช่อาคารเก่าๆ มืดๆเหมือนในจินตนาการของข้าพเจ้าเลยอาคารแห่งนี้ทั้งสะอาดและให้ความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เป็นที่ที่เปิดรับคนทุกประเภท ทุกเพศทุกวัย ทุกศาสนา ทุกๆฐานะ และพี่ๆเจ้าหน้าที่ก็ดูแลที่แห่งนี้ด้วยความผูกพัน มีความรักความเอาใจใส่ให้กับคนไข้เป็นอย่างมากจากนั้นพี่ๆก็แนะนำประวัติ ความเป็นมาของอาคาร สิ่งที่พี่ๆทำในแต่ละวันและทำให้รู้ว่าคนไข้ที่มาพักส่วนใหญ่มักเป็นคนไข้ที่มีเนื้อร้ายที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ต้องฉายแสงและให้เคมีบำบัดอย่างต่อเนื่องทั้งนี้คนไข้ส่วนใหญ่ก็มีแผลที่ต้องทำความสะอาดทุกวันและที่นี่ก็ยังต้องการอุปกรณ์ทำแผลอยู่
การประชุมครั้งที่สองก็มาถึง กลุ่มของข้าพเจ้าก็ได้เสนอที่จะทำโครงการเกี่ยวกับการทำแผลให้คนไข้พูดคุยและให้เวลากับคนไข้เอาเวลาของเราไปให้เขาพร้อมทั้งมีการเปิดหมวกหาทุนซื้ออุปกรณ์ทำแผลอาจารย์จึงแนะนำว่า เอาเพียงแค่เวลาไปให้เขาก็พอแล้วไม่จำเป็นต้องไปเปิดหมวกหาเงินทุนให้เสียเวลาการประชุมครั้งนี้จำได้ข้อสรุปเป็นโครงการที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ผู้ป่วยที่ข้าพเจ้าได้ไปพูดคุยนั้นเป็นพระรูปหนึ่งจากจังหวัดตรังท่านเป็นมะเร็งที่ต่อมทอนซิลรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์โดยการฉายแสง 35 ครั้งและเคมีบำบัด 3 ครั้งระหว่างที่ท่านพักอยู่ที่อาคารเย็นศิระแห่งนี้ข้าพเจ้าก็แวะเวียนไปพูดคุยกับท่านอยู่เป็นประจำเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยการพูดคุยกับผู้ป่วยครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ความคิดความรู้สึกต่างๆ จากคนผู้ป่วยคนหนึ่งท่านเป็นคนที่มีความมุ่งมานะตั้งใจเป็นอย่างมากตั้งใจว่ายังไงก็จะรักษาตัวให้หายท่านอยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างต้องเป็นไปได้ดีท่านบอกว่า “มนุษย์เรากับความตายมันเป็นของคู่กัน”ท่านจึงไม่มีความเครียดหรือกังวลใดๆแน่นอนว่าการรักษาเนื้อร้ายไม่ได้ผ่านไปได้อย่างง่ายดายระหว่างการรักษาท่านต้องเผชิญกับอาการทุกข์ทรมานจากผลข้างเคียงของการฉายรังสีทำให้ท่านเจ็บปวดมาก รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ทานอาหารไม่ค่อยได้จนเป็นผลให้ท่านน้ำหนักลดลงเกินกว่าที่หมอจะอนุญาตให้ท่านรักษาต่อแต่ด้วยความดื้อของท่านจึงขอให้หมอรักษาท่านต่อเพราะเหลือเพียงไม่กี่แสงจนในที่สุดเนื้อร้ายนี้ก็หายไปท่านกลับไปเป็นคนที่มีสุขภาพดีอีกครั้ง
ท่านได้ให้ความรู้ข้อคิด แนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมากมาย ในฐานะพระคนหนึ่งทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกความนึกคิดของผู้ป่วยคนหนึ่งและได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่มีค่าของคนคนหนึ่งทั้งนี้ยังได้รู้มุมมองของผู้ป่วยคนหนึ่งที่มีต่อแพทย์ ได้รู้ว่าเขามีความต้องการหรือคาดหวังสิ่งใดจากแพทย์จากบุคลากร ไปจนถึงจากโรงพยาบาล
หลังจากการทำโครงการครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ามองหลายสิ่งหลายอย่างในมุมมองที่ต่างจากเดิมทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าจริงๆแล้วการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเป็นสิ่งทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้เงินทุนใดๆหรือเวลามากมายมหาศาล บางทีเวลาเพียงเล็กๆน้อยๆของเราอาจจะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าของคนใดคนหนึ่งก็เป็นได้
“จงเดินหน้าต่อไปด้วยสติและความกล้าหาญ”
นางสาวชนิสรา เถาเมืองใจ
นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2
|
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เธอเขียนได้ดีเสียจนฉันรู้สึกว่า ตัวเองเผด็จการ ไม่ใช้หลักการ student-centered เลยสักนิดเดียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า
</span>