บันทึกสะท้อนคิดของผู้ดำเนินโครงการ

อาคารเย็นศิระ

อาคารสีขาวสูงสี่ชั้น ตั้งอยู่บริเวณภายในวัดโคกนาว เชื่อว่าทุกคนที่สัญจรผ่านหน้าวัดทางถนนกาญจนวณิชย์จะต้องเคยเห็น อาคารแห่งนี้มีชื่อว่า “เย็นศิระ” เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นที่พักของผู้ป่วยและญาติที่มีฐานะยากจนและอยู่ห่างไกล ซึ่งมารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เดิมทีเป็นอาคารขนาดเล็กสามารถรองรับผู้อาศัยได้เพียง 48 คนแต่ก็ไม่เพียงพอ ต่อมาความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ท่านจึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 300,000 บาท เพื่อสร้างอาคารเพิ่มเติมให้สามารถรองรับผู้อาศัยได้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันอาคารเย็นศิระสามารถรองรับผู้อาศัยได้ประมาณ 400 คน ผู้เข้าพักส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องมารับการฉายแสงและให้เคมีบำบัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน รวมทั้งคนไข้ทั่วไปที่อยู่ห่างไกลซึ่งต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ แต่มีฐานะยากจนไม่มีเงินเช่าห้องพักราคาหลายร้อยบาท คนไข้เหล่านี้จึงเลือกที่จะพักที่อาคารเย็นศิระ ซึ่งประหยัดและสะดวกในการเดินทาง การเข้าพักที่อาคารเย็นศิระมีค่าใช้จ่าย 5 บาทต่อคนต่อคืน พร้อมทั้งมีอาหารให้ 2 มื้อ และเครื่องนอนเครื่องใช้พื้นฐาน ภายในอาคารเย็นศิระถูกแบ่งเป็นห้องมากมายมีทั้งห้องใหญ่ที่พักได้หลายสิบคน และห้องเล็กที่พักเพียง 4-6 คน มีการแยกที่พักชาย-หญิง เด็กและแบบที่มาเป็นครอบครัว มีเจ้าที่หน้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

สร้างสุขสู่เย็นศิระ

โครงการสร้างสุขสู่เย็นศิระ พวกเราได้ไปอาคารเย็นศิระในเวลาที่ว่างจากการเรียน เพื่อให้เวลากับคนไข้ที่พักอยู่ที่อาคารเย็นศิระ กิจกรรมที่เราไปทำดูเหมือนกิจกรรมที่ไม่มีอะไรมาก แต่ความจริงแล้ว มีองค์ประกอบอย่างอื่นมากมายในการไปพบคนไข้ในหนึ่งครั้ง พวกเราต้องเตรียมคำถาม และประเด็นต่างๆที่จะไปพูดคุยกับคนไข้ ทำอย่างไรให้คนไข้รู้สึกอยากพูดคุยกับพวกเรา ไม่รู้สึกเบื่อและยินดีที่จะเล่าประสบการณ์ของตนให้พวกเราฟัง

คนไข้ที่เราไปพูดคุยด้วยที่อาคารเย็นศิระ ท่านเป็นพระสงฆ์ ภูมิลำเนาจังหวัดตรัง อายุ 50 ปีป่วยเป็นมะเร็งต่อมทอนซิล ซึ่งก่อนที่ท่านจะทราบว่าตัวท่านป่วยเป็นมะเร็งนั้น มีอาการเริ่มแรกคือ มีก้อนที่คอ จึงไปพบหมอในครั้งแรก หมอก็ได้ให้ยามา ก้อนเนื้อก็ยุบลงไป แต่ไม่นานก็บวมขึ้นมาอีก ผลจากการตรวจในครั้งหลัง ออกมาว่าท่านเป็นมะเร็ง ความรู้สึกแรกที่ท่านรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ท่านก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากเพราะได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว แต่หลังจากนั้นอาการก็ค่อยแย่ลงเรื่อยๆถึงขนาดว่าเคยปวดมากจนสลบไปที่ระเบียงนอกกุฏิ จนกระทั่งตื่นมาอีกทีก็พบว่าเปียกไปทั้งตัวเพราะฝนตก

หลังจากนั้นท่านก็เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยเริ่มต้นด้วยการฉายแสง ซึ่งต้องฉายแสงทั้งหมด 35 แสงและให้เคมีบำบัด 3 ครั้ง รวมระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งในช่วงที่พวกเราไปพบท่านนั้น ท่านกำลังจะฉายแสงครบ อาการของท่านทุเลาลงมากแล้ว มีโอกาสหายเป็นปกติสูง แต่ก็ยังมีอาการอื่นๆเช่น คอแห้ง ต้องจิบน้ำอยู่ตลอด และน้ำหนักลดอย่างมากในช่วงหลัง เพราะทานอะไรไม่ค่อยได้ จนหมอต้องกำชับว่าอย่าให้น้ำหนักลดลงต่ำกว่า 45 กิโลกรัมเพราะจะไม่เป็นผลดีรักษา สุดท้ายน้ำหนักของท่านลดลงจนเหลือ 44 กิโลกรัม แต่ท่านก็ได้ทำการรักษาต่อจนจบ

จากการที่ได้ไปพูดคุยกับคนไข้ ทำให้พวกเราได้หลายๆอย่างกลับมา เช่น มิติของการเจ็บป่วยที่มากกว่าการรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งยังมีด้านอื่นๆอีกมากมายที่ได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วยหนึ่งครั้ง ทั้งคนในครอบครัวของผู้ป่วย ค่ารักษาพยาบาล และที่สำคัญคือสภาพจิตใจของผู้ป่วย แต่ด้วยความที่ท่านเป็นพระสงฆ์ จึงได้ปรับเอาหลักศาสนามาใช้กับชีวิต มองว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตจึงทำให้ท่านมีสติที่เข้มแข็ง สามารถขจัดความวิตกกังวลของท่านไปได้ ทำให้ท่านมีมุมมองที่ดีต่อการรักษา มีกำลังใจที่ดี ในการต่อสู้กับมะเร็ง จนสุดท้ายท่านก็สามารถกลับมาหายเป็นปกติได้ในที่สุด ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆให้พวกเราว่า ในการที่จะรักษาผู้ป่วยซักคนหนึ่ง มิติทางด้านของจิตใจนั้นมีบทบาทสำคัญไม่แพ้มิติทางด้านการรักษา

นางสาวกษมพร ทองพนัง

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2

ขอบคุณครับ กษมพร (ขอเดาว่าหนูเกิดวันจันทร์) จากที่สะท้อนมานั้น คงจะพอเห็นว่า เมื่อเริ่มต้นที่จะไปให้ ท้ายที่สุด เราอาจจะได้บางอย่างกลับมาแทนโดยไม่รู้ตัว