สรุปโดย ทีมงานวิชาการ Chira Academy
นำเสนองานกลุ่ม : วิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจและบทเรียนจากหนังสือ เรื่อง How to Be Productive Without Burning Out จากหนังสือ Harvard Business Review
วันที่ 17 กันยายน 2558
กลุ่ม 1 Managing yourself Manage your Energy, Not your time P.70-75
การมี Energy หรือพลังมาจาก 4 ส่วนคือ ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และ จิตวิญญาณ
ปัญหาหลักคือการทำงานหลายชั่วโมง ภายใต้ระยะเวลาที่มีจำกัด แต่พลังงานมีไม่จำกัด สามารถเพิ่มพลังงานได้ถ้ามีวิธีที่เหมาะสม อาทิ การใช้เวลาที่ออกห่างจากผู้คนมากขึ้น เปลี่ยนเป็นการลงทุนในการพัฒนาทักษะ ความรู้ และศักยภาพ เพื่อสร้างขีดความสามารถที่สูงขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง สามารถมีบทบาทมากขึ้น และอยู่ในองค์กรได้อย่างยั่งยืน
การบริหารร่างกาย
- เน้นการนอนเร็ว ลดความเครียด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
- การลดความตึงเครียดโดยกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- ปรับการทานอาหารให้เป็นมื้อเล็ก ๆ ทุก 3 ชั่วโมง
- การสังเกตว่าเวลาร่างกายรู้สึกเมื่อยล้าเมื่อไร แสดงถึงร่างกายเตือนว่าต้องการเวลาพัก ก็ให้เบรก 10-15 นาทีเพื่อที่จะ Refresh ตัวเอง
- ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมงควรมีการพัก
- การปรับไม่ให้มี Negative Emotion
- ปรับอารมณ์ตัวเองและคนอื่นให้มี Positive Emotion เช่นไปแสดงความขอบคุณต่อผู้อื่น เวลาเจอปัญหาอะไรบางอย่าง ให้มองอีกมุมนึง ให้มองไปว่าถ้าคนอื่นเจอปัญหาแบบนี้จะคิดแบบใด ถ้าผ่านไป 6 เดือนจะเป็นอย่างไร
- การทำงาน พยายามลดกิจกรรมรบกวนการทำงานเช่นโทรศัพท์ และอีเมล โดยอาจหาที่ทำงานที่ห่างไกลจากกิจกรรมที่รบกวนในการทำงาน ถ้ากลัวโทรศัพท์ ให้ย้ายไปอยู่ที่ไม่มีโทรศัพท์
- ให้กำหนดไปเลยว่าวันนึงจะเช็คอีเมลล์วันละกี่รอบ เช่น ตอนเช้า และตอนบ่าย แล้วจะได้นำเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่น
- ทุกคืนให้จัดอันดับสำคัญที่สุดของงานในวันถัดไป งานสำคัญสุดทำเป็นอันดับแรกในตอนเช้า
- ให้หาจุดที่เรารู้สึกว่ามีความสุขที่จะได้ทำ และถ้าอยู่ตรงนี้จะทำให้รู้สึกอิ่มและเติมเต็มมากขึ้น
- จัดสรรเวลาและพลังงานไปในสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุด และอาจพักประมาณ 20 นาทีก่อนกลับบ้านเพื่อปรับอารมณ์ให้ได้ก่อน
- หา Core Value ของตัวเอง ดูว่าตัวเองมีข้อดีอย่างไร ให้รู้ตัวว่าตัวเองมีคุณค่าอะไร อย่างบางคนรู้สึกไปสายตลอดเวลา ต้องพยายามไปถึงก่อนเวลา 5 นาที
- ต้องมีมุมที่นั่งพักผ่อน และเติมพลังให้ตัวเอง เช่น MK มีให้พนักงานเต้นเป็นเสมือน Refresh ตัวเอง
- กระตุ้นผู้นำเพื่อให้กระจายกลุ่มออกมา
- ให้หลีกเลี่ยงการเช็คอีเมลล์ตลอดเวลา เพื่อให้ Focus ไปที่การประชุม
การบริหารอารมณ์
การบริหารจิตใจ
การบริหารจิตวิญญาณ
การปรับใช้ในองค์กร
การร่วมแสดงความคิดเห็น
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสนอว่าเมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้วอยากให้ไปทำต่อ ซึ่งถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถ Overcome difficulty
กลุ่ม 2 Managing Yourself Pull and Plug on Stress P.56-62
การที่เราจะทำให้ความเครียดหลุดพ้นออกไปจากตัวเรานั้นเป็นการเช็คตัวเองว่าแต่ละคนมีความเครียดหรือไม่ และได้พบว่าแต่ละคนมีความเครียดเป็นของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นความเครียด และความกดดันในการทำงาน ก็สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ
ในบทความ นายเจลทำงานเป็นวิศวกร ให้ความทุ่มเทหลายด้าน จนเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะความเสื่อมโทรมร่างกาย ความเครียด การทำลายสุขภาพ และทำให้ป่วย
การจัดการความเครียดของแต่ละคน
ถ้ามีความเครียดมากแล้วจัดการไม่ได้จะก่อให้เกิดความคิดเชิงลบแล้วเกิดผลต่อสุขภาพ
เทคนิค 5 วิธีในการกำจัดความเครียด
- หยุดความคิดการจัดวางการทำงาน
- การรู้สึกตัว และการตระหนัก
- สร้างให้มีความรู้สึกที่ดี
- ต้องแบ่งแยกให้ถูกต้องว่านี่คืองาน นี่คือชีวิตของเรา
- ต้องมีทางเลือกเสมอ
10 วิธีในการแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีที่ทำให้เกิดความเครียด
- ค่อย ๆ เปลี่ยนนิสัยทีละอย่าง
- เข้าสังคม
- ผูกมิตรกับคนอื่น
- กำหนดว่าจะทำอะไรในแต่ละวัน
- เตรียมพร้อมรับมือกับความล้มเหลว
- แทนที่สิ่งไม่ดีด้วยสิ่งที่ดี
- เตือนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
- ให้รางวัลเมื่อประสบความสำเร็จ
- อย่าให้ความล้มเหลวมาดึงชีวิตคุณ
- เตือนตัวเองว่าทำไมคุณต้องทำสิ่งนี้
ภาวะความเครียดใน PSU
- ภาวะการทำงานที่มีความเร่งรีบในการทำงาน/การทำงานที่แข่งขันกับเวลา
- ภาวะการทำงานที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ/ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค
- ภาวะการทำงานที่มีความกดดันจากด้านบุคคลทั้งภายในและภายนอก
- ภาวะการทำงานที่แข่งขันทางด้านเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
การจัดการความเครียดใน PSU
- การจัดให้มีการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านต่างๆ เพื่อความเป็นเลิศในการทำงาน
- การจัดระบบงานให้เป็นไปในรูปแบบ One stop service
- การจัดให้มีกิจกรรมชมรมสำหรับบุคลากร เพื่อให้มีการผ่อนคลายหลังเลิกงาน
- การจัดกิจกรรมกีฬาสี/กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ภายใน
- การจัดให้บริการด้านการให้คำปรึกษาของภาควิชาจิตเวช
การยอมรับและแก้ไข ให้เป็นทั้งในระดับหัวหน้างานและระดับล่าง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แผนกอื่น ก็สามารถทำให้เกิดภาวะตึงเครียดได้ เช่น ไฟไหม้ ระเบิด มีรัฐบาลเผด็จการ มีการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ก็เกิดความเครียดได้ เช่นทำไมเพื่อนมี เราไม่มี แต่สิ่งที่ PSU มีคือ หน่วยงานย่อยมีการจัดอบรมบริหารความเครียด มีกระบวนการจัดการแบบใหม่ ให้มีการใช้ภาษาดอกไม้ ไม่ใช่ภาษาหมาป่า มีกิจกรรมคลายเครียด มีกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ภายใน
ตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมให้เหมาะกับผู้สูงวัย เช่นคลินิก จิตเวช คนที่ไปพบหมอจิตเวช ไม่ใช่เราบ้า แต่เรามีปัญหาที่คิดไม่ออก แล้วเขาถามเราว่าเราคิดยังไง แล้วเราก็ไปเยียวยาเอง เป็นเสมือนที่ที่รับฟัง แล้วเราจะยอมรับว่าเวลาไหนเครียด มีสักกี่หน่วยงานที่พร้อมรับฟังจริง ๆ ฟังก่อนที่จะพูด ก่อนที่จะแนะนำ
การร่วมแสดงความคิดเห็น
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสนอว่าให้พยายามไปหาสาเหตุในคณะแพทยศาสตร์ว่าทำอย่างไรเมื่อมีความเครียด และถ้ามีโอกาสให้ไปทำวิจัยว่าความเครียดมีเท่าไหร่ และอยู่ที่ไหนบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ อย่าง ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นหวัดประจำ ในรายงานเป็นหนังสือที่ Harvard ไปพิสูจน์มา คนที่อ่านคือ CEO ทุกประเทศในโลก ขอให้เป็นตัวอย่างในการนำไปปฏิบัติ เชื่อว่าความเครียดของแต่ละคนมีไม่เท่ากันในกิจกรรมต่าง ๆ ต้องค้นหาตัวเอง รู้จักตัวเอง และทำให้ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจตายก่อน
กลุ่ม 3 Managing Yourself Mindfulness in the Age of Complexity P.80-85
เรื่องMindfulness จากที่อ่านไปอ่านมาเหมือนเศรษฐกิจพอเพียง โดยแท้จริงแล้วเป็นเรื่องความลึกซึ้งและความหลากหลาย ไม่มีคำจำกัดความ (Definition) ที่แน่นอน และเมื่อไรก็ตามที่เราสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น จะช่วยลดความเครียด และทำให้มี Performance ดีขึ้นได้
ในความคิดของกลุ่มมองคำว่า Mindfulness คือความใส่ใจ และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ให้อยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น ทำให้เราสามารถพัฒนาและเพิ่มพลังให้กับตัวเอง สร้างให้เกิดพลังและอำนาจที่สูงมากขึ้น ตรงข้ามกับ Mindlessness ที่ทำให้เราหมดแรงและความเครียด
สิ่งสำคัญคืออยากให้ใส่ใจ และลงลึกไปกับสิ่งนั้นจริง ๆ จะช่วยได้
ถ้ามีคนแนะนำในการแก้ปัญหาวิธีใด วิธีหนึ่ง ให้บอกไปเลยว่าไม่ใช่วิธีใด วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหา เพราะโดยความเป็นจริงแล้วจะไม่สามารถเอาบริบทหรือสิ่งแวดล้อมใด สิ่งแวดล้อมหนึ่งมาแก้ปัญหาแบบเดียวกันได้
สิ่งที่ใส่ลงไปในการทำงานด้วยความตั้งใจ และใส่ใจ จะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข จึงอยากให้สนใจในสิ่งที่คุณทำมากขึ้น เพื่อทำให้ Performance ดีขึ้น ดังนั้น จะทำให้จำได้ง่ายและนึกถึงอยู่เสมอ สามารถช่วยป้องกันในเหตุการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นมาได้ ไม่ต้องประเมินซ้ำแล้ว ซ้ำอีก และย้ำคิดย้ำทำ และทำอย่างมีเสน่ห์ จะทำให้รู้สึก Smart และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และจะทำให้การจัดลำดับความสำคัญดีขึ้นด้วย
การเชื่อมระหว่าง Mindfulness and innovation บางครั้งที่บอกว่าผิด ความจริงแล้วอาจไม่ผิด อาจเป็นเพียงการเปิดใจหรือแนวความคิดใหม่ๆ ให้คิดว่าความผิดพลาดเป็นเพื่อนอย่างไปโทษมัน
ความมีเสน่ห์ของ Mindfulness คือชอบให้คนพูดดีต่อกัน หมายถึง การใส่ใจ เปิดใจ ไม่กีดขวาง จะทำให้เขาชอบคุณ
Mindfulness จะทำให้รู้ว่า Bias หรือไม่ เพราะ จะทำให้รู้ว่าแต่ละคนมีข้อถูกในมุมของตัวเอง ให้หันหน้ามาคุยกันแล้วหา Solution ใหม่ ๆ ยอมรับในสิ่งที่เป็นเพื่อสามารถนำข้อดีมาปรับใช้
ทำอย่างไรให้มี Mindfulness มากขึ้น
- ให้คิดก่อนว่า ทุกอย่างโปร่งใส่ ให้ทำเหมือนว่าความคิดไม่มีอะไร ใสเหมือนกระจก
- ถามตัวเองว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัด หรือไม่สบายใจหรือไม่
- การประสานงานกับชีวิตประจำวัน หมายถึง ความพยายามในการทำงานให้สามารถประสานไปกับชีวิตประจำวันสามารถหรือเรียกว่า Integrated เข้าด้วยกัน อย่าให้มองว่า Balance เพราะจะหมายถึง Work กับ Life ตรงข้ามกัน แต่ให้นำมา Integrated เข้าด้วยกัน
- ความเครียดไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่ความเครียดคือภาพที่เกิดจากการคิดถึงเหตุการณ์นั้น ๆ
- Mindfulness ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น ขึ้นกับว่าเราจะใส่ Positive Thinking ลงไปมากน้อยแค่ไหน Mindfulness ไม่มี Positive หรือ Negative แต่ทำให้มีทางเลือกใหม่มากขึ้น
การทำให้องค์กรเป็น Mindfulness
- ผู้นำที่ดีต้องทำตนเหมือนไม่รู้อะไร สมองว่างเปล่าเล็กน้อย เพื่อจะได้เปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องบ้าง
- อย่าทำตัวเป็น Zero Accidental เพราะจะช่วยให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเองได้
- อย่าทำตัวเหมือน Check list เพราะเป็นการวัดในปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพ
Mindful and Focus
เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเราต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยเพื่อช่วยแก้ไขวิกฤติการณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพราะมีทางเลือกแล้วเราจะสามารถเลือกทำในบริบทที่เกี่ยวข้อง และเลือกใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
สิ่งที่สำคัญและฝากไว้เสมอคือ ชีวิตสั้นมาก เวลาคิดจะทำอะไรก็ตามให้ใส่ใจในสิ่งที่ทำและมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หรือ ม.อ.อยู่ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Mindful คือสิ่งที่ใส่เข้าไปในบริบทแต่ละอันไม่เหมือนกัน
การร่วมแสดงความคิดเห็น
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวว่า ไม่มีคำนิยามใน Mindfulness ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามคือมาจากจิตวิญญาณหรือจิตใจที่มาจาก Mind ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม Mindfulness คือ Trend ที่เกิดในโลกนี้ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ข้างในของเรา ดร.จีระ ได้ยกถึงทฤษฎี Happiness Capital ที่เขียนไว้ จึง อยากให้กลับไปดูประกอบ จะมีคำว่า Purpose and Meaning หมายถึง ในมุมมองของทุนนิยมเราไม่สามารถเก็บคนเก่งไว้ได้ แต่ถ้าดู Purpose and Meaning ในการทำงาน คณะแพทยศาสตร์ได้เปรียบ มีกี่อันที่เป็น Intangible ที่ต้องนำไปใช้ การเขียนในเล่มนี้เป็นลักษณะของสไตล์ตะวันออก อย่างเช่น
Emotional Intelligence ความจริงแล้วคือความนิ่ง และสมาธิ Mind ของเราต้องเป็น Positive เสมอ ให้ปรับวิธีการทำงานให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมก็จะเป็นประโยชน์เสมอ
กลุ่ม 4 Organization Creating Sustainable Performance ..P.40-47
การพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในองค์กรประกอบด้วยหลายส่วน อย่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายลูกจ้าง ในการดำเนินงานต่าง ๆ ถ้าจะให้ยั่งยืน ต้องให้ลูกจ้างมีโอกาสเรียนรู้และเติบโต ซึ่งแต่ละส่วนต้องเดินหน้าไปด้วยกันถึงทำให้องค์กรก้าวหน้าต่อไปได้
ถ้าคุณให้โอกาสผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเรียนรู้และเจริญเติบโตจะทำให้เขามีโอกาสก้าวหน้าในการทำงานของเขา แล้วเขาจะเป็นกำลังสำคัญในองค์กร
- พลังที่จะอยู่รอดในองค์กร จะทำอย่างไรให้อยู่รอดในองค์กรได้สำเร็จ
- มีความหลงใหลในงานและมีความชอบอะไรบ้าง ถ้าคนงานทำงานด้วยความชอบ ไม่นานเขาก็จับใจความได้ แต่ถ้าไม่ชอบงานลองให้เขาไปทำก็ทำได้ไม่ดี ต้องสร้างให้เขารู้สึกตื่นเต้นในการทำงาน
- เขาได้รับรู้ ความรู้ และทักษะใหม่ ๆ จะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญในการทำงาน
จะทำให้เกิดความก้าวหน้าในองค์กรของเขา ถ้าจะเกิดความต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน
1.Providing Decision –Making Discretion คือให้อำนาจในการตัดสินใจและใช้ดุลยพินิจในการแก้ไขปัญหา เป็นการส่งเสริมพลังในการคิดและแก้ไขปัญหา และเมื่อไม่มี Boss คนนี้จะไปแทนได้
จึงมีความจำเป็นมากที่ Boss จะเชิญผู้ให้บริการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย เนื่องจากเขาจะรับรู้ปัญหาโดยตรงว่าจะเกิดจากอะไร
2.Share Information ถ้าคนในองค์กรรู้ว่า Vision ไปไหน เขาจะทำงานได้ดีขึ้นจะได้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ และเมื่อรู้เป้าหมายองค์กรแล้ว เขาจะสามารถนำเสนอตัวเองว่าเขาสามารถทำหรือ Present องค์กรได้
3.Minimize Incivility (employees) ลูกจ้างกว่าครึ่งในองค์กรเคยประสบเกี่ยวกับความรุนแรง และไม่พอใจในองค์กร จึงไม่พยายามสร้างผลงานในองค์กร คนกลุ่มนี้เขาจะใช้เวลา 2 ใน 3 หลบหลีกเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิด จึงทำให้งานไม่ก้าวหน้า
4.Minimize lncivility (employers) นายจ้างจะมองที่ลูกจ้างว่าเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์และเข้ากับคนอื่นได้หรือไม่
- Offer performance feedback เป็นการยอมรับข้อคิดเห็นที่ตอบกลับมา เราจะได้นำมาปรับเพื่อให้ตรงกับ Mission และ Strategy ในอนาคตได้ และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคณะแพทยศาสตร์จะนำมาพบกับปัญหาหลายอย่าง อย่างเช่น การทำงานตามคำสั่งหรือลำดับการบังคับบัญชาจะทำให้ขาดการตัดสินใจ การทำงานภายใต้ความกดดันจะทำให้เกิดความเครียด ดังนั้น คนที่เป็นนายต้องอดทน บางคนลูกน้องฉลาดกว่า ต้องยอมรับและให้โอกาสเขา คนที่ตัดสินใจเร็วผิดพลาดทุกราย ถ้าลูกน้องผิดพลาด ต้องสอนเขา สอนแล้วสอนอีก และเมื่อไหร่ที่เขาแน่นแล้วเขาถึงขึ้น เรากำลังจัดการกับพฤติกรรมของมนุษย์ ถามตัวเองว่าสิ่งที่ได้ในวันนี้คืออะไร ถ้ายึดแค่ 2 เรื่องจะชนะ เราต้องให้โอกาสเขาแสดง แล้วจะเกิดความแตกฉาน (Mindfulness) ที่เกิดจาก Reality ที่มีการปะทะกันตลอดเวลา
การร่วมแสดงความคิดเห็น
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ บอกว่าทุกคนต้องเจอปัญหาเหล่านี้ คนไม่ดียังอยู่ได้ในองค์กรและกินเงินเดือน และคนเหล่านี้ก็จะบั่นทอนการทำงานคนอื่น โดยเฉพาะในระบบราชการไม่สามารถไล่คนออกได้ How to manage difficult people ต้องมีวิธีการบริหารคนในองค์กร ที่เจอทุกแห่ง บางคนเก่งแต่อารมณ์ไม่ดีก็ล้มเหลว คนดีต้องรวมหัวกัน เพราะสังคมไทยไม่อยากให้คนอื่นได้ดี แต่เขาดีเพราะความสามารถเขา ไม่ใช่ดีเพราะเจ้านายยกย่องเขา เราต้องส่งเสริม
8K’s คือพื้นฐาน 5K’s คือการกระเด้งไปสู่ความเป็นเลิศ 8K’s ต้องมาก่อน แล้ว 5K’s เสริม แล้ว 5 ไปสร้าง 3 V’s และให้มี Happiness at work ไม่ใช่ Happy workplace
กลุ่ม 5 Managing Yourself Are you working too hard ?
ในปัจจุบันพบว่าประมาณ 40% ทำงานอยู่ด้วยภาวะวิตกกังวล ภาวะเครียด ซึ่งจะส่งผลต่อระบบสุขภาพทำให้เกิดโรค และส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามมา
ความเครียด เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นในร่างกาย ความเครียดมักส่งผลเสีย และผลร้าย แต่บางครั้งความเครียดก็เป็นในทางที่ดีเป็นเหมือนกัน เพราะก่อให้เกิดพลังและเป็นแรงผลักดันในการทำงานให้มีศักยภาพขึ้นได้
ด้านงาน ความเครียดได้แก่เรื่อง ลูกค้า เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และกำหนดส่งงาน เป็นต้น
ด้านส่วนบุคคล ความเครียดได้แก่ เรื่องครอบครัว รายได้ ภาษี รถติด การเมือง การก่อการร้ายเป็นต้น
ผู้นำหรือหัวหน้า สามารถช่วยลดความเครียดเพื่อเพิ่มศักยภาพและผลงานการทำงาน ช่วยให้ไม่หมดไฟในการทำงาน และการแนะนำให้คำปรึกษาด้านต่าง ๆ
การจัดโปรแกรม เช่น การทำโยคะ การนวด การแอโรบิค แต่อาจเป็นทางอ้อมที่ไม่สามารถแก้โดยตรง หรือตรงจุด
ขั้นตอนหลุดพ้นจากสภาวะเครียด
- ทำงานเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ
- เป็นคนใหม่ที่มีสภาพจิตใจปกติ และเชื่อมันในตนเอง
2.จนถึงจุด ๆ นึงก็เดินจากกิจกรรมนั้นออกมา เช่น จ็อกกิ้ง ฟังเพลง นั่งสมาธิ อาบน้ำแร่ เป็นต้น
3.เดินหน้าต่อไป จะทำให้กลับมาดำเนินตามปกติ
ความเครียดระดับหนึ่งจะทำให้ผลงานเพิ่มขึ้น แต่รู้ได้อย่างไรว่าเครียดกำลังดี
จุดไหนที่ความเครียดเหมาะสมที่สุด
การหลุดพ้นจากสภาวะเครียดสามารถหลุดได้บ่อยมากแค่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
- Breakout เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือเป็นครั้งคราว ตอบ ประมาณ 25%
- ผู้นำสามารถช่วยให้หลุดพ้นได้หรือไม่ ตอบ ได้ เช่น ในงานประชุม ผู้นำอาจให้ผู้ร่วมประชุมนั่งสมาธิหลับตา 5-10 นาที แล้วพบว่าผู้เข้าร่วมประชุมจะ Focus งานมากยิ่งขึ้น
-Breakout สามารถทำเป็นทีมได้หรือไม่ ตอบ ถ้าทำงานเป็นทีมสามารถส่งผลต่อทีมได้
ด้านการรักษาสุขภาพ มีเรื่องการใช้ยา ผ่าตัด Mind & Body มีการลดบทบาทของ ขา 2 ขา และการใช้ยา สรุป แม้จะแก่แต่ก็มีความสุขได้
การร่วมแสดงความคิดเห็น
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย คิดว่าความเครียดทั้งหลาย ทั้งปวง คนเรียนศิลป์ สามารถหลีกเลี่ยงได้มากกว่าคนเรียนวิทย์ แต่ความเป็นจริง มีศิลปินที่ต้องการเขียนภาพดีมาก แต่เครียด ก็สามารถ ฆ่าตัวเองตายได้เช่นกัน คำติของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี สามารถสร้างศิลปินอย่างอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีได้อีกคน
Spiritual Energy กล่าวว่าทุกอย่างต้องรู้จักแยกแยะ ถ้าแยกแยะเป็น ให้ใช้แนวคิดว่าช่างมัน สิ่งที่จะได้คือแก่นที่จะร้อยเรียงแนวคิดได้
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวว่าที่ให้อ่านไม่ได้เพื่อเตรียมสอบ แต่อ่านเพราะชอบและสะสมไปเรื่อย ๆเราอย่าแก้ปัญหาด้วยความรีบร้อน แต่จะสอนได้อย่างไร มาจาก Wisdom and Experience อย่าคิดว่าตัวเองเรียนเก่ง คนที่ไม่ปรับตัวคือคนที่ประมาท
อาจารย์ทำนอง ดาศรี กล่าวว่าทุกกลุ่ม ถอดรหัสได้หมด คือได้ข้อคิดและนำไปใช้ได้อย่างไรคือสุดยอด เจอคนดี Good people give you happiness , Bad people give your lesson , Worst people give you experience
อย่างไรก็ตาม สามารถใช้ความเครียดในการทำเงินให้สำเร็จได้ ความเครียดสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ให้เรียนรู้ในการบริหารความเครียด “เหนื่อยก็พัก อยากก็ทำ”
คนในห้อง
การให้ไปอ่าน ให้มาคุยกัน แล้วหาทางออกด้วยตัวเองได้ เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะได้ผล มีการจับได้แบบธรรมะ เหมือนการ Match รวมกัน ใช้ความอดทน และปล่อยวาง ไม่ใช่คิดว่าทุกคนทำได้ในตอนนี้ แต่สักวันหนึ่งเราต้องทำได้ โดยใช้ความอดทน ปล่อยวาง และเวลาจะช่วยได้มากที่สุด