พี่เข้าใจคำว่า KM น้อยมาก รู้เพียงแค่ว่า การทำงานต้องใช้ความรู้ และความรู้ใหม่ที่เหมาะกับงานเกิดที่หน้างาน จากคนลงมือทำงานเท่านั้น ไม่ใช่ในตำรา

จากประสบการณ์ทำงานในระบบราชการ ๔๐ ปีพี่มั่นใจเต็มร้อยว่าเกิดปัญหาอุปสรรคการทำงานตลอดเวลา และต้องการองค์ความรู้ที่ย่อยแล้วมาแก้ไข และเดินหน้าทำงานให้เกิดคุณภาพ ตามภารกิจของเรา

ความรู้พวกนี้มีประโยชน์ ควรแก่การแบ่งปันแก่ผู้อื่น เพื่อบอกเล่าว่า งานของเรา ที่นี่ ทำแบบนี้แล้วดี ดี คือ ทำแล้วบรรลุเป้าหมาย มีคุณภาพ คนทำงานก็มีความสุข (สำคัญมากค่ะ)

อุปสรรคใหญ่คือ คนทำงานไม่เห็นคุณค่าของความรู้ ทำแต่งานเป็นรูทีน (คิดคำอื่นไม่ออก) ทำโดยใช้ความเคยชิน ไม่รักที่จะทำให้มันดีขึ้น เกิดปัญหาก็ไม่เห็นว่าเป็นปัญหา พอใจอยู่แค่นั้น ทำแบบนี้ไปนานๆ ก็หมดสนุก ไม่มีความสุข เบื่อเหลือเกิน

น่าแปลกใจว่าราชการแบบไทยๆ ยึดถือหัวขบวนสุดเป็นสรณะ ท่านว่าไงฉันก็ว่างั้น ท่านให้ทำอะไรก็บอกมา พอเปลี่ยนหัวขบวนก็ทิ้งสิ่งดีๆ (ถ้ามี) ไป มันไม่ซึมสู่ลมหายใจ เข้าสายเลือด (จากประสบการณ์งานในระดับกระทรวง)

การทำงานหน่วยบริการยิ่งน่าสนุกและความรู้มีความหมาย การทำงานเป็นความน่าตื่นเต้น และสนุกยิ่ง แต่ใช้ความรู้ได้ต้องมีอำนาจ (ความหมายในทางบวกนะคะ) ความรู้มีผลต่อคุณภาพบริการจริงๆ ในระบบสุขภาพที่หน่วยบริการมีช่องว่างใหญ่มากขององค์ความรู้ น่าเสียดาย

วิสัยทัศน์ผู้บริหารเป็นสรณะอันยิ่งใหญ่ มีวิสัยทัศน์ไม่พอ ต้องมีมือไม้ที่ช่วยจัดการให้เกิดการเคลื่อนไหวของความรู้ วิธีสื่อสารก็สำคัญ วิทยาการเก่งแค่ไหนแต่สื่อสารไม่ถึงก็จบอยู่แค่ในห้องประชุม

เหนือสิ่งอื่นใด เรายังรักที่จะเรียนรู้น้อยไป จากอะไรก็ไม่รู้ ความรู้ในโลกมีมากพอ แต่เราเอามาใช้น้อย น่าเสียดาย