ผมคิดว่า ยิ่งเราเติบโต มีประสบการณ์โลกมากเท่าไหร่ จะยิ่งหวนทบทวนชีวิตในอดีตได้มากขึ้น.. สิ่งที่กระตุ้นให้เราทบทวนคือ ๑ อยู่ไกลบ้าน ๒) อิ่มในสถานะที่เป็นอยู่แบบนั้น ๓) เสียงเพลง รูปภาพ เรื่องเล่าเก่าๆ ๔) ความผิดหวัง ความเหงา ความกดดัน ๕) ความสำเร็จ ความสุข ความสมบูรณ์ในชีวิต ๖) มีวิสัยทัศน์ในเรื่องโลกทัศน์ ชีวทัศน์ จิตทัศน์ที่ละเอียดขึ้น ๗) มีจิตสากล คือ มีความบริสุทธิ์ทางจิต (เอิบอิ่มในรสพระธรรม) จะมองเห็นสัจธรรมและความจริงในตน (ชีวิต) ตั้งแต่ต้น ไปถึงปลายได้ ๘) อยู่ในตำแหน่งที่ดี เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ทุ่งนา ป่า เขา วัด โรงเรียน ฯ

อนึ่ง สายตาเรากำลังเห็นสองมิติจริงๆ กล่าวคือ ๑) เห็นในสิ่งที่ตาเห็นจริงๆ แล้วหาข้อเท็จจริง หรือคุณสมบัติของมันได้ ไม่เหมือนเด็กที่เห็นแล้วหลวมใหลไปตามเหตุการณ์นั้น จนไม่รู้ตัวเรียกว่า เพลินในภาพครับ ๒) เห็นภาพเหนือจริง เหนือวัตถุ หมายถึง เห็นมาจากข้างใน ที่เชื่อมใยงเข้ากับหลักธรรมชาติ ชีวิต และความรู้สึกได้ บางทีอาจเห็นจริง จนมองเห็นภาพตื้นๆ นั้นเป็นมายา เห็นมายาเป็นจริง

การเห็นแบบแรกเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ อย่างหลังเป็นแบบนักธรรมวิทยา ครับ บางเวลาชีวิตเราอาจจะยังคงลืมภาพเก่าๆ ในชีวิตไม่ได้ เพราะมันคือ ส่วนหนึ่งของชีวิต หรือยิ่งเราไม่ชอบปัจจุบันหรือถูกบีบคั้นในปัจจุบัน เราจะยิ่งหาช่วงที่มีความสุขในอดีต นั่นคือ จิตได้รีไซเคิลสมองมาย่อยใหม่ เพื่อความสมดุลของมันเองครับ

ผมก็เป็นครับ ยิ่งฟังเพลงเก่าๆ เช่น เพลงลูกทุ่งเก่าๆ สตริงๆ เก่าๆ (ปี ๒๕๒๐-๒๕๔๐) มันจะวิ่งไปหาทุ่งนาหรืออดีตที่อยู่ที่ใดที่หนึ่ง จนจมดิ่งอยู่กับมันอย่างเพลิดเพลินครับ เขาว่ากันว่า ใครที่เล่าเรื่องเก่า แสดงว่า มีอายุ ประสบการณ์มากมาครับ (แก่)

ดังนั้น เราหนีอดีตไม่ได้ เพราะมันคือ สมบัติสมองของเรา อยู่ที่ว่า เราจะใช้มันให้พยุงจิต ชีวิตเราให้มีความสุขอย่างมีปัญญา อย่างไรนั่นเองครับ

ขอบคุณครับ