สรุปการเรียนรู้ EADP วันที่ 3 มี.ค.58
- Workshop งาน Mini Research
- บรรยายหัวข้อ ผู้นำกับทุนทางคุณธรรม จริยธรรม โดย ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ,
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และดำเนินการอภิปรายโดย คุณพิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ - Workshop เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของ กฟผ.
- งาน Mini Researchได้เรียนรู้ถึงวิธีคิดในการทำงานวิจัยแบบเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สำคัญสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้ซึ่งเมื่อคิดถึงการบรรยายของ คุณหญิงทิพาวดีเมฆสวรรค์ที่กล่าวว่างานวิจัยจะไม่มีประโยชน์และไม่คุ้มค่าหากไม่ได้นำไปใช้และไปสอดคล้องกับเรื่องของ Leadership ที่กล่าวไว้ว่า"ความสำเร็จจะอยู่ที่ลงมือทำ"ดังนั้น กลุ่ม 6 จึงคิดถึงปัญหาของ กฟผ.ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า ในหัวข้อ "กฟผ.จะทำธุรกิจอะไรเมื่อส่วนแบ่งการตลาดลดลง" ซึ่งกลุ่มเห็นว่า เรื่องนี้จะช่วยให้ กฟผ.อยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก
- การฟังบรรยายเรื่อง ผู้นำกับทุนทางคุณธรรม จริยธรรมช่วยเสริมแนวคิดในด้านการให้บริการประชาชนด้วยจิตเมตตาจะช่วยให้การทำงานได้ทำบุญไปด้วยซึ่งแนวคิดในการทำงานต้องใช้คุณธรรมหรือธรรมะ ควบคู่ไปด้วยและเมื่อกลั่นกรองเรื่องของธรรมะที่นำมาใช้ก็จะเป็น มรรค 8 และเมื่อพิจารณาย่อยลงไปก็จะเหลือแนวปฏิบัติเพียง 3 เรื่องคือ ศีล สมาธิ ปัญญาและสุดท้ายการจะมำให้มีธรรมะมีแนวปฏิบัติเพียงเรื่องเดียวคือ "จิต"นอกจากนี้ ดร.บรรจบฯ ยังได้กล่าวถึงประเด็นของสังคมหลายประเด็นเช่น
- "สังคมไม่ค่อยคิดหาเหตุผลด้วยตนเอง เป็นสังคมแบบเฮละโล"ซึ่งเหมือนกับเวลาเกิดเรื่องจะไม่ใช้ความคิดไตร่ตรองแต่ไปเชื่อตามกระแสซึ่งจะนำไปสู่ความเสื่อมในอนาคต
- "การมีมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าประสบความสำเร็จเพราะอีกมุมหนึ่งย่อมจะมีคนที่จนลง"ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ "Corporate Social Responsibility : CSR) ที่มุ่งให้สังคมมีความเจริญไปพร้อมกันของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
- "ผู้นำต้องนั่งอยู่ในใจคนไม่ใช่นั่งอยู่บนหัวคน"สอดคล้องและยืนยันแนวคิดของคุณหญิงทิพาวดีฯ เรื่อง The Price of Leadership
- การทำ Workshop เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของ กฟผ. ในภาพรวมทุกกลุ่มจะคิดใกล้เคียงกันทั้งด้านที่มาของธรรมาภิบาลใน กฟผ. ที่มาจากผู้นำในอดีตที่มีความชัดเจนและตั้งใจหล่อหลอมให้ กฟผ.มีธรรมาภิบาลด้วยคำขวัญองค์กร "รักองค์การ มุ่งงานเลิศ เทิดคุณธรรม"และถูกเปลี่ยนผ่านมาถึงวัฒนธรรมองค์กร FIRMCนอกจากนี้ ในเรื่องการใช้จัดแข็งด้านนี้ให้เกิดประโยชน์ก็ได้ความคิดเห็นที่สอดคล้องกัน แต่ในแนวคิดส่วนตัว (หลังฟังการอภิปราย) คิดว่าการใช้จุดแข็งเรื่องธรรมาภิบาลสามารถใช้ได้ตามกลยุทธ์ของ Networking เช่น
- ชุมชนคำว่าชุมชนของผมแปลได้หลายกลุ่ม ทั้งชาวบ้านข้าราชการ นักวิชาการ NGOs เป็นต้นหาก กฟผ.สร้างกลุ่มเหล่านี้ให้เป็น Networking ความเป็นพวกพ้อง เพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องจะช่วยให้มีทางออกของปัญหาในหลายๆ ด้าน
- กระทรวงพลังงานซึ่งถือเป็นผู้มอบนโยบายให้ กฟผ.ดำเนินการซึ่ง กฟผ.ก็ควรสร้าง Networking ในระดับที่สามารถปรึกษาหารือก่อนมีนโยบาย หรือมีคำสั่งซึ่งทางที่ดีควรใช้การมีส่วนร่วมทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการร่วมกันกำหนดนโยบายที่เหมาะสม เป็นประโยชน์แก่ประเทศดีกว่ารอการแก้ไขปัญหาภายหลัง
- นักการเมืองที่ไม่ดีที่ผ่านมาในช่วงที่ กฟผ.มีผู้นำที่เข้มแข็งผู้นำก็จะยืนหยัดต่อสู้และอาจใช้กลยุทธ์ด้านสหภาพแรงงานเป็นไม้สุดท้ายแต่ในเรื่อง Networking ระดับประเทศกฟผ.น่าจะใช้จุดแข็งนี้สร้างความเป็นผู้นำที่เด่นชัดในเรื่องธรรมาภิบาลทำให้คิดไปถึงยุทธวิธีต่างๆ เช่น ก่อตั้ง"องค์กรได้คนโกง"แล้วดึงหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ มาเป็นแนวร่วมอาจเป็นหน่วยงานไฟฟ้าทั้งหมด รวมกับสื่อมวลชนนักวิชาการNGOs ถ้ามีแนวร่วมแบบนี้ จะสามารถป้องกันนักการเมืองที่ไม่ดีได้อย่างยั่งยืนรวมทั้ง ตัวคนของ กฟผ.เองก็ไม่กล้าโกงเนื่องจากความเป็นองค์กรต้นแบบค้ำคอ
- พนักงาน EGAT รุ่นใหม่ก็ถือเป็น Networking อีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างได้โดยใช้แบบอย่างที่ดีทำให้เห็นและผลักดันให้ร่วมในกิจกรรม CSR ของ กฟผ.เพื่อปลูก "จิต" สำนึกเรื่องของการ "ให้" โดยไม่หวังผลตอบแทน