ขอบคุณคุณสุนทร ครับ ประเด็นของผมคือ ๑) ผมอยากเสนอความมหัศจรรย์ของสมองเราว่า มันวิเศษอย่างไร? กิจกรรมทั้งหมดในปัจจุบันมาลจากสมองเป็นส่วนใหญ่ แต่สมองก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพโดยตัวเองหากไม่อาศัยกาลเวลา สะสมการเรียนรู้ช่วย เหมือนเด็ก เพราะสมองมีเวลาจำกัด ไปตามร่างกาย เมื่อเป็นเด็กสมองต้องการปริมาณองค์ความรู้จากโลกภายนอก เมื่อแก่สมองต้องเสื่อมไป เลอะเลือนไปตามสังขาร
๒) สมองเป็นแหล่งกำเนิดจิตใหม่ (ปัจจุบัน) มิใช่เป็นจิตเดิม (จิตวิญญาณที่มาเกิด) จิตใหม่อาศัยสมองช่วย และอาศัยจิตเก่าผลักดันด้วย และอีกส่วนอาศัยปัจจัย ๑๐ ประการเสริมหนุนที่กล่าวแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์สายเลือด ยีน ดีเอนเอ (ตามแบบนวทัศน์)
๓) สมองกลวงๆ หมายถึง จิตเดิม จิตแท้ ของสัตว์มนุษย์มีอยู่เรียกว่า "จิตปภัสสร" แต่เมื่อกายเกิดมา ถูกเยื่อใยของโลกห่อหุ้ม ทับถม จิตจึงกลายเป็นมืดบอดหรือถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้ หากเราฝึกจิตให้บริสุทธิ์ได้ จิตนี้ก็จะเข้าสู่ทางเดิมคือ จิตแท้ เหมือนที่เซนต้องการ โดยไม่ต้องอาศัยสื่อใดๆ แต่ชาวโลกถูกมายา ถูกกระแสโลกกระตุ้นให้หลงในวังวนนี้ ก็คิดไม่ออก คิดไม่ถึงว่า มันจะมีจิตเดิมอยู่หรือ เหมือนชาวคริสต์ที่ต้องกลับไปสู่อาณาจักรพระเจ้าหลังตาย หรือกลับไปอยู่กับพระพรหมของชาวฮินดู เมื่อถึงโมกษะ
๔) กรรม? เป็นคำกว้างมาก ที่ชาวพุทธยังไม่เคลียร์ เพราะเมื่อพูดเรื่องกรรม มักจะมองในแง่ลบเสมอ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันในกรรมคือ สมอง จิต ปัญญา กรรม (กิจกรรม) ธรรม กิจกรรมทั้งหมดของชีวิตเรา จะแสดงออกสามทางคือ กายกรรม วาทกรรม และจิตกรรม ทั้งหมดต้องอาศัยพลังงานร่างกาย และเจตนาเป็นเครื่องเสริม ส่วนที่กระตุ้นให้เกิดกรรมคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ผัสสะ การไม่รู้เท่าทันตัวกรรม (กระทำ) ด้วยธรรมคือ สติ สัมปชัญญะ จึงทำให้จิตและกิจ ไหลไปผสมกัน เกิดผลสองทางคือ ดี ไม่ดี (ถูกใจ ไม่พอใจ) แต่สำหรับผู้รู้ทันกรรมตนจะมีผลแค่กลางๆ คือ ไม่ดี ไม่ชั่ว เป็นแค่กลาง ที่ไม่กลวง เพราะรู้กรรมนั้นเต็มบริบูรณ์ และไม่ได้ใส่เจตจำนงลงไปเต็มที่ จึงเรียกว่า กิริยากรรม แปลว่า การกระทำไปตามกิริยาการเท่านั้น แล้วคิดดูสัตว์โลกชนิดไหนที่รู้เช่นนี้?
๕) เรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า สมองของเรา คือ แหล่งจัดการบริหารกรรม ของตนอย่างเต็มที่ได้ พูดอีกแง่คือ เราจะสร้างกรรมเอง มิได้ไปพึ่งพาพระเจ้าหรือพระพรหมใดๆ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตเช่นเรา ที่มีสมองใหญ่ มีศักยภาพในการคิด ทำ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ให้ตัวเองได้ ทีนี้เราเป็นสัตว์โลก ที่ต้องอาศัยข้อมูลโลกเป็นอยู่ เราจึงหลงติดในข้อมูลโลกว่า เรารู้โลก แต่สมองก็ไม่ได้บอกเราว่า นั่นคือ ทางที่คุณกำลังหลง ตัวสมองเองแยกไม่ออก ต้องอาศัยปัญญา (รู้ รอบ รุก รับ ) เพราะมันต้องหาข้อมูลในตัวเองเช่นกัน เพื่อรับประกันความเสี่ยง สมองจึงถูกสร้างมาให้รองรับข้อมูลโลกอย่างไร้ขีดจำกัด ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ จินตนาการเรายิ่งมากตามไปด้วย
แล้วมีสัตว์ชนิดไหนที่คิด สร้าง กำหนด จัดการจิตเองได้ ทวนกระแสโลก วิเคราะห์ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้เท่ามนุษย์ แต่การที่มนุษย์จะทำได้เช่นนี้ ต้องอาศัยการฝึกฝน ทบทวน องค์ความรู้มากมาย เป็นเครื่องช่วย นี่เป็นการสะท้อนกิจกรรม มหกรรม (อัตตาหิ นาโถ) ที่ปรากฎในสมอง ในขอบเขตของมนุษย์เอง มิใช่พระเจ้า มิใช่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ที่เกิดมาต้องไหลไปตามโลก เพราะมีโปรแกรมจากดีเอนเอ และยีนกำหนดไว้แล้ว ส่วนมนุษย์แม้จะมีเช่นนั้น เราก็ไม่ได้ไปไหลไปตามนั้นเสมอไป เราสามารถฉีกทาง แตกต่างตามศักยภาพของสติ ปัญญา ของเราด้วย
๖) เจตจำนง นั้น หมายถึง ธาตุเดิม ธาตุกำเนิดกรรม โชเปนฮาวเออร์เรียกว่า "The will" ไทยแปลว่า เจตจำนง พุทธแปลว่า เจตนาหรือกรรม (ตั้งใจ กระทำ การเคลื่อนไหว ความมุ่งมั่น การไหลไป) เช่น เจตจำนงของการกระทำของโจร มักจะบอกว่า ไม่ได้เจตนา แปลว่า เขาไม่ได้มุ่งหมายที่จะทำเช่นนั้น แต่เพราะบังเอิญหรืออุบัติเหตุ อย่างนี้ถือว่า ไม่ได้เจตนา หรือกรณีอื่นเช่น พิการ สติไม่สมบูรณ์ เมา ยากระตุ้น บ้า ฯ อย่างนี้ถือว่า ไม่เป็นกรรม (ในแง่สังคมนิยาม) แต่ในหลักการกรรม ถือว่า เป็นกรรมอยู่ดี
เนื่องจากว่า ปัจจุบันผู้คนไม่อิงธรรม ไม่เคารพธรรม จึงละเมิดธรรม จึงถือธรรมแบบมายา คือ อาศัยธรรม ที่ไม่เป็นธรรม เช่น โจรมักจะบอกว่า ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนา ซึ่งเขาไม่อาจยอมรับซึ้งๆหน้าต่อคนอื่น จึงโกหกเอาตัวรอด กระนั้น ก็ไม่พ้นผิด เพราะมีกล้องวงจรปิดจับอยู่ เมื่อจนด้วยหลักฐานเท่านั้น เขาจึงจะยอมรับกรรมนั้น นี่คือ กระแสคนยุคใหม่ที่ใช้คำว่า เจตนาหรือกรรมอย่างผิดๆ
ขอบคุณคุณsr ที่แสดงความเห็นนะครับ ผมตอบตรงประเด็นหรือไม่ ต้องขออภัยด้วย