จากรูปแบบ HR Architecture
1. มีอะไรเพิ่มเติม หรือ มีอะไร หรือมีอะไรเป็นจุดอ่อนบ้าง
2. โลกาภิวัฒน์มีอะไรกระทบต่อรูปแบบนี้บ้าง
จากรูปแบบ HR Architecture ไม่มีจุดอ่อนแต่ขอเพิ่มเติมตามความคิดเห็นว่า ในเรื่องทุนมนุษย์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเสริมสร้างให้เป็นทุนที่มีคุณค่า เพื่อไปทำให้ประเทศเกิดผลผลิตที่เป็นผลผลิตที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า ทั้งในสังคมชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเมือง ให้อยู่รอดพึ่งตนเอองได้ แข่งขันได้อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้นเป้าหมายของเสริมสร้างทุนมนุษย์ คือ
1. ให้มนุษย์เป็นทุนของการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้
2. ให้มีทุนมนุษย์ที่ทำให้ท้องถิ่นเป็นชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้
3. ให้มีคนในครอบครัวที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่น พึ่งตนเองได้
ซึ่งความหมายของคำว่า เข้มแข็ง นั้น คือ เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นในสังคม คือ
1. เศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชนดี พอกินพอใจเป็นพื้นฐานเป็นบันไดไปสู่ความร่ำรวย
2. คนในสังคมมีจิตใจเมตตา เสียสละ
3. ครอบครัวมีความรักความเข้าใจความมีเหตุผล สนใจ ใฝ่เรียนรู้ อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น
4. ชุมชนทำงานร่วมกัน ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม
5. คนมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ
6. สิ่งแวดล้อมดี
7. มีวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่ร้อยรัดให้คนอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน มีความรัก ความสามัคคี มีความเข้าใจกัน
ชุมชนเข้มแข็ง เป็นชุมชนที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน เป็นรากฐานของการเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ที่เป็นความต้องการของคนไทย ในขณะนี้ ที่เรียกร้องคืนประชาธิปไตยให้คนในประเทศไม่มีใครคืนสิ่งเหล่านี้ให้ นอกจากคนในสังคมจะช่วยกันสร้างขึ้นมาจากทุนมนุษย์
การเสริมสร้างทุนมนุษย์นำไปสู่เป้าหมาย
ในด้านการศึกษานั้น ในลักษณะของการให้การศึกษาแก่คนในสังคมไทยต้องปรับเปลี่ยนการให้การศึกษาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ให้การศึกษาปรับบทบาทเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ซึ่งในระบบนอกโรงเรียนนั้นเป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่สำคัญ เพราะเป็นจำนวนประชากรที่มากกว่าอยู่ในระบบโรงเรียนและเป็นคนที่อยู่ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม หน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และที่สำคัญคือ คนที่อยู่ในชนบท ภาคเกษตร คนในภาคแรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นคนที่มีความรู้เพื่อให้ตนเองรอดก่อนสังคมไปรอด เป็นบันไดขั้นแรก สร้างฐานให้แข็งแรงต่อยอดให้แข็งแรงและไม่ล้ม การจัดกระวนการเรียนรู้ โดยการแยกกลุ่มเป้าหมาย เพราะจุดประสงค์ของการให้การเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน แต่ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน หากเริ่มต้นที่การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ทุกเรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างทุนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพอนามัย การดูแลครอบครัว การมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างมีคุณค่า การมีอาชีพที่สร้างรายได้อย่างพอเพียงกับชีวิต เพื่อไปทำให้เกิดปัจจัย 4 ที่พอเพียงกับการดำเนินชีวิต ก็จะเกิดขึ้นและการดำเนินชีวิตตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเอง
ในส่วนของความต้องการผลผลิต สังคมโลกวันนี้มีความต้องการเรื่องการเกษตรแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องการบริโภค และเป็นความต้องการที่ไม่วันจะหมดความสำคัญ นอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องอาหารแล้วยังเกี่ยวข้องไปถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้การเกษตรเป็นวัตถุดิบ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หากภาคเกษตรเป็นคนที่มีการเรียนรู้ ใฝ่รู้ นำความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อยอดูมิปัญญาจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่หลากหลาย ประเทศไทยจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่เราไม่สามารถสู้ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ แต่เราสามารถนำความหลากหลายทางภูมิปัญญาคนไทยมาเพิ่มมูลค่าได้ เป็นการแข่งขันที่อยู่บนฐานความสมดุล ความพอประมาณ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น การเสริมให้เกิดการนำทุนทางปัญญา เป็นจุดของการสร้างฐานการแข่งขันเช่นนี้ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ที่หลากหลาย เพราะไม่ใช่จำมาทำเลียนแบบแต่เกิดจากการเสริมสร้างกระบวนการคิดเชิงศิลปวัฒธรรม ความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นวิถีชีวิตเข้าไปด้วย อุตสาหกรรมของประเทศไทยจะมาจากฐานความหลากหลายของแต่ละชุมชนท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อาจจะเริ่มต้นจากวิสาหกิจชุมชน ขยับขึ้นเป็นธุรกิจชุมชน เริ่มจากอุตสาหกรรมครัวเรือนเป็นอุตสาหกรรมระดับชุมชน ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องมีการสร้างเครือข่าย ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงความหลากหลายให้เป็นหนึ่งตามลักษณะของธรรมชาติ ที่หมายถึงความหลากหลาย(ในป่ามาใช่มีแต่ต้นไม้) เมื่อส่วนการผลิตสอดคล้องกับความต้องการ ทุนมนุษย์มีที่ปัญญาที่สามารถพึ่งตนเองได้ ที่เกิดจากการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนก็เกิดขึ้น ส่งผลให้ชีวิตของผู้คนมีความสุขสังคมไม่ทอทิ้งกัน มีการดูแลช่วยเหลือกันมีการจัดตั้งเป็นสวัสดิการของชุมชน เพื่อดูแลช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย นี่คือการเสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ชีวิตทุกวัยไม่เฉพาะวัยหลังเกษียนเท่านั้นที่จะมีอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีความหมาย
แต่อย่างไรก็ตาม โลกของเราเป็นโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ฟ้าบ่กั้น ให้คนรู้เท่าทันกันหมด(แต่อาจรู้ได้ไม่เท่ากัน) แต่เพียงการรู้ แต่ขาดภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะนำความรู้นั้นมาใช้ในทางที่เป็นผลเสียหายได้ วันนี้ประเทศไทยมีผลกระทบจากความเป็นโลกาภิวัฒน์อยู่มาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกนั้น คือ การมีเทคโนโลยี การมีเครื่องมือ เครื่องทุนแรง ที่ทันสมัย สร้างความสะดวกสบายให้ผู้คน ทำให้การทำงานสะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น มีการสื่อสารรวดเร็ว รู้ทันเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างรวดเร็ว การเปิดตลาดเสรีทางการค้ามีสินค้าราคาถูกเข้ามาให้เราได้บริโภคกันมากขึ้น แต่มีด้านบวกก็มีด้านลบ แม้กระทั่งในด้านบวกเองก็มีด้านลบด้วย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ประเทศไทยจะพบกับผลกระทบด้านลบของยุคโลกาภิวัตน์เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น
การเป็นวังคมบริโภคนิยม ขาดภูมิคุ้มกัน การคิดตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีความพอประมาณ เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการสื่อสารสะดวกรวดเร็ว การขาดการปลูกฝังเรื่องการคิด อย่างมีข้อมูล วิเคราะห์ให้เป็น สังเคราะห์ความรู้ให้ได้ให้กับคนในสังคมมาตั้งแต่เล็ก เมื่อมีสื่อโฆษณาที่ทำซ้ำๆ ทุกวัน คนในสังคมก็ถูกสื่อบังคับให้ตัดสินใจคล้อยตาม ซื้อเพราะความอยากมากกว่าความจำเป็น ยิ่งวิทยาศาสตร์พัฒนาไปมาก สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมก็มีมากขึ้น เมื่อตัวผลิตภัณฑ์มีมากก็ต้องการจำหน่ายให้มาก ธุรกิจการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีมากขึ้น คนไทยก็จนลงมากขึ้นเงินไหลออกนอกประเทศมากขึ้น ยิ่งพัฒนาคนรวยกับคนจนยิ่งมีช่องว่างมากขึ้นหรือมีภาพเป็นรวยกระจุก จนกระจาย
ตัวอย่างที่เห็นชัดอีกตัวอย่างของด้านลบโลกาภิวัฒน์ คือ สภาพการใช้ชีวิตในสังคมของกลุ่มที่มีช่วงอายุระหว่างเรียนระดับมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา(หมายถึงวัยของช่วงที่เรียนในระดับโรงเรียน) กระแสโลกาภิวัฒน์ที่ฟ้าบ่กั้นนี้เอง วัฒนธรรมตางประเทศ(คือไม่เฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้นเดี๋ยวนี้มีวัฒนธรรมเกาหลี ญี่ปุ่น)ได้เข้ามาเป็นกระแสความนิยมของวัยรุ่นวัยดังกล่าว การขาดภูมิคุ้มกันนี้เองที่สะท้อนออกมาเป็นการแต่กายที่ไม่รู้จักกาลเทศะ การใช้สินค้าฟุ่มเฟือยตามกระแสโฆษณาบ้าเลือด การบ้าดาราอย่างขาดความละอาย ความอ่อนโยนทางจิตใจซึ่งเป็นนิสัยของคนไทยมาแต่บรรพบุรุษ ขณะนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นไม่เห็นใจผู้อื่นไม่เคารพผู้อาวุโสกว่า เห็นแก่ตนเองแข่งขันเพื่อเอาชนะ โดยจะทำร้ายจิตใจใครหรือเบียดเบียนใครไม่สนใจขอให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ สภาพเหล่านี้มีให้เห็นมากขึ้นมนสังคมไทย ทั้งนี้เพราะในการศึกษาขาดการสร้างกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ที่ใช้ข้อมูลที่มีผลต่อชีวิตมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้รู้จักตัวเองรู้จักสังคม อย่างมีปัญญา
แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้กระแสโลกาภิวัฒน์จะทำให้เกิดผลเสียในหลายประการ แต่ก็มีสิ่งที่เป็นจุดแข็ง เป็นโอกาสให้กับสังคมไทยได้ไม่น้อย เหรียญมีสองด้านเสทอ จะใช้ด้านใดอยู่ที่คนจะใช้ วันนี้โลกเห็นวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ โลกร้อนขึ้น คนเป็นโรคที่มาจากการกินอาหารไม่ถูกต้องมากขึ้นคนหันมามองเรื่องชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ กินอาหารที่ปลอดภัย การออกกำลังกาย การมีแพทย์ทางเลือก การใช้สมุนไพร กันมากขึ้น สังคมโลกมีแนวโน้มจะพูดเรื่องGDH มากกว่า GDP กันมากขึ้น นี่เป็นโอกาสของประเทศไทยเพราะไทยยังมีธรรมชาติที่สวยงาม คนไทยอยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด และยังมีโอกาสที่จะทำให้เกษตรที่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยวหันมาเป็นเกษตรที่หลากหลายกันมากขึ้น เปลี่ยนวิธีการผลิตที่มุ่งเชิงปริมาณมาเป็นเชิงคุณภาพ ประเทศไทยประกาศตัวเป็นครัวของโลก หากได้มีการสร้างพื้นฐานสังคมให้เข้มแข็ง มีการเสริมสร้างทุนมนุษย์ให้เป็นนักคิดนักสร้างนวัตกรรมจากการประกาศว่าเป็นครัวของโลก จะเกิดอาชีพหลากหลาย สร้างงานสร้างอาชีพ ที่ทำให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ใช้กระแสโลกาภิวัฒน์มาเป็นโอกาสสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนให้ประเทศได้ ขอแต่เพียงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะมีการปรับกระบวนทัศน์และลงมือปฏิบัติให้เป็นไปเพื่อความยั่งยืนและการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัยหลังเกษียณร่วมกันได้เพียงใด
<p style="text-align: right; text-indent: 18pt" class="MsoNormal" align="right"><span style='font-size: 16pt; font-family: "Cordia New"'> อุษา<span> </span>เทียนทอง</span></p>