มนุษย์อยู่ร่วมกันมาแต่โบราณ เพื่อต้องต่อสู้ดิ้นรนก็มีการจุนเจือกัน อย่างเช่นคุณปลูกผักได้เยอะก็เอาไปให้ข้างบ้านแบ่งกันกิน พอบ้านข้างๆตกปลามาได้เยอะก็เอามาให้จุนเจือกันไป สิ่งพวกนี้ถูกพัฒนามาเรื่อยจนกลายเป็นการแลกเปลี่ยน เริ่มแรกก็ใช้แลกเปลี่ยนกันแบบตรงๆ อาทิเอากุ้งไปแลกปลาจนในภายหลังมีนักคิดได้นำวัตถุมาใช้เป็นสื่อกลางซึ่งวัตถุเงินและทองนับเป็นสิ่งหายากและต้องการ คนเราจึงใช้สองสิ่งที่แทนมูลค่าที่กำหนด แต่เนื่องจากเป็นไปได้ยากที่จะพกเงินหรือทองไว้เยอะคนเราก็มีการพิมธนบัตรมาเพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเงิน โดยรับบาลถ้าจะพิมธนบัตรออกมาต้องมีทองคำสำรองตามมูลค่าของธนบัตรที่พิมมา อย่างเช่นสมติรัฐบาลพิมเงิน 1 ล้านบาทก็ต้องมีทองคำสำรองมูลค่า 1 ล้านบาทด้วย ส่วนทุนนิยม ในความเห็นของผม ขอมองว่าเป็นระบบก่อหนี้ คือก่อหนี้ไปเรื่อยๆ และก็ชั่วร้าย ชั่วร้ายยังใงก้เพราะเป็นโจรที่ปล้นทางอ้อม มองตรงๆนะครับ สมติว่าคุณถือธนบัตรไว้1000 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคาทองคำบาทละ 1 พัน แต่ปัจจุบันวันนี้ รัฐบาลพิมะนบัตรเพิ่ม ทำให้เงิน1000ของคุณไม่สามารถซื้อทองคำได้แล้ว ระบบแบบนี้มันก็เหมือนกับปล้นทางอ้อมนั่นละ ส่วนที่หน้าหมั่นใส้มี่สุดคือสหรัฐ เขาเป็นประเทศเดียวที่สามารถพิมธนบัตรออกมาโดยไม่ต้องใช้ทองคำในการตรึงค่าเงิน เพราะในสมัยที่สหภาพโซเวียตเรืองอำนาจเขาไปตกลงกับตะวันออกกลางว่า ถ้าประเทศไหนต้องการที่จะซื้อน้ำมัน ต้องใช้ดอลล่าซื้อเท่านั้น แรกกับเขาให้ความคุ้มครองจากโซเวียต ตอนนี้โซเวียตล่มสลายแล้วสิ่งที่เขาใช้ก็คือคำขู่ เอาง่ายๆซัดดัม กัดดาฟี่ บิลลาเดน ฮัดซาดเป็นคนที่ปฎิเสธไม่ยอมขายน้ำมันเป็นดอลล่า จุดจบคงเห็นกันแล้ว