สวัสดีอีกรอบครับอาจารย์

โดยส่วนตัว ผมก็คิดว่างานวิจัยทางด้านการเงินนั้นสุกงอมเต็มที่แล้วครับ และผมก็คิดว่ากระทรวงการคลังก็อาจจะมีโมเดลพวกนี้ใช้อยู่เหมือนกันครับ (แต่ผมไม่แน่ใจว่าไปซื้อมาหรือคิดเองครับ)

สำหรับเรื่องการใช้โมเดลพวกนี้ในระดับรากหญ้าซึ่งยังไม่แพร่หลายนั้น ผมว่าเราคงจะต้องรอไปอีกระยะหนึ่งครับ เพราะว่าตลาดการเงินเมืองไทยนั้นยังโตไม่เต็มตัวเท่าไรครับ

ดังนั้นตลาดการเงินของเมืองไทยนั้น จึงไม่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ อย่างที่คนหลายคนคิด อันนี้ยังไม่รวมถึงความคิดที่นักลงทุนรายย่อยบางคนคิดถึงการปั่นหุ้นในตลาดว่ามีตลอดเวลา ทำให้โมเดลที่สร้างกันขึ้นมา (และสร้างกันมาโดยที่เราตั้งสมมติฐานว่า การขึ้นลงของหุ้น เป็นไปตามกลไกตลาด) อาจจะไม่มีค่าอะไรกับนักลงทุนรายย่อย หรือชาวรากหญ้าครับ

อีกข้อสังเกตหนึ่งครับอาจารย์ อุปลักษณะนิสัยของคนไทยนั้นเป็นอย่างไร ผมไม่รู้ว่าโดยทั่วไปคนไทยนั้นมีนิสัยอดออมกันจริงๆจังๆหรือเปล่า หรือเป็นประเภทพวกหวังน้ำบ่อหน้า ซึ่งเรื่องพวกนี้นั้นมีผลต่อการนำมาใช้ครับ  อันนี้รวมไปถึงความคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการแสวงหากำไรระยะสั้นมากกว่าการลงุทนในระยะยาว (speculation vs hedging) เพราะโดยพื้นฐานแล้ว โมเดลพวกนี้สร้างมาเพื่อหลบหนีความเสี่ยงครับ

ท้ายสุดครับ โดยหลักการเรื่องการเงินมันง่ายครับ แต่ทางปฏิบัติมันยากมากครับ ก็ยากขนาดที่ว่า คนที่คิดสร้างโมเดลหาราคา options แล้วก็ได้รางวัลโนเบล ยังทำให้บริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเจ๊งได้เลยครับ