ดีค่ะที่อาจารย์แสดงความเห็นกับเรื่องนี้ เห็นด้วยทุกประการค่ะ

เห็นข่าวนักเรียนจ้างทำการบ้านแล้วส่วนตัวไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจ คิดว่าถ้ามีจริงก็คงมีจำนวนน้อย กว่าจำนวนนักเรียนที่ไม่ส่งการบ้าน ทำการบ้านไม่ทัน ลอกการบ้าน ฯลฯ 

เด็กบางคนที่จ้างคงมีเงินมีทองและอาจมีปัญหาด้านอื่นอีกด้วยอันเนื่องมาขาดการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมในครอบครัว ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องได้รับการปรับพฤติกรรมและทัศนคติเป็นการเฉพาะรายบุคคล ครูประจำชั้นหรืออาจารย์ที่ปรึกษาควรรับงานนี้ไปและด้วยวิธีการที่แสดงว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เด็กต้องดีขึ้นแน่นอน เด็กเหล่านี้น่าสงสารคงอยากได้คะแนน กลัวสอบตกจึงยอมทุ่มเงิน เด็กเหล่านี้ครูต้องช่วยเหลือแนะแนวอย่างอดทน คนที่เรียนทางด้านการศึกษาทุกคนต้องผ่านการเรียนจิตวิทยาการศึกษา การแนะแนวและให้ความช่วยเหลือเด็ก ต้องนำมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้

ส่วนตัวเคยตรวจงานนักศึกษาพบว่าลอกกันมาเป็นกลุ่ม ๆ เลยให้คะแนนคนเดียว คนอื่น ๆที่เหมือนกันไม่ได้คะแนน โดยวิธีนี้ คนที่ได้คะแนนอาจเป็นคนที่ลอก คนที่ทำเองให้เพื่อนลอกอาจได้ ศูนย์ ทั้งห้อง 40 คน อาจได้คะแนนเพียง 5 คน นอกนั้นศูนย์หมด คนที่ได้ศูนย์ก็ไม่กล้าโวยเพราะรู้ว่าตนทำผิด งานชิ้นต่อไปยังพอมองเห็นร่องรอยของการลอกแต่ดีขึ้นมาก ครูก็ทำเป็นมองไม่เห็นแล้วค่อย ๆเลียบเคียงถามและให้ความช่วยเหลือ ระยะหลังไม่รับงานที่พิมพ์ส่ง ต้องเขียนด้วยลายมือเท่านั้น พฤติกรรมและผลงานดีขึ้นมาก

แต่ข่าวนี้ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ ข่าวนี้ควรจะกระตุ้นให้ครูกลับมาทบทวนวิธีการสอนและการให้งานหรือการบ้านแก่เด็ก ให้คิดถึงตนเองตอนเป็นนักเรียน ถ้าได้การบ้านโถมทับเข้ามาทุกวิชาแบบเด็กจะรับไหวไหม และครูพอใจแล้วหรือที่จะได้รับการบ้านที่ก้อบปี้จากอินเทอร์เน็ตทั้งดุ้น ใส่ปกสวยงาม ได้รับงานที่ผู้ปกครองทำให้เช่นงานเย็บปักถักร้อย งานศิลปะ พอใจหรือไม่ งานเหล่านั้นพัฒนาเด็กได้จริงหรือ งานที่ทำให้วุ่นวายกันทั้งบ้านเหมาะสมแล้วหรือ แล้วครูตรวจการบ้านพวกนี้หรือเปล่า

 ครูที่สอนนักเรียนห้องเดียวกันในแต่ละภาคเรียนต้องทำงานเป็นทีม นั่นคือต้องเตรียมการร่วมกันว่าจะบูรณาการกันอย่างไร ถ้าใช้  project-based learning ก็บูรณาการหลายวิชา แต่โครงงานเดียว ไม่ใช่ 4 วิชา 4 โปรเจ็ค บางวิชาไม่จำเป็นต้องให้การบ้านเลย สามารถสอนและทำกิจกรรม ฝึกทักษะจบในแต่ละคาบได้เลย แต่บางวิชาการฝึกเพิ่มเติมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งด้วยธรรมชาติของวิชาที่ต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพราะจะเป็นพื้นฐานของการเรียนเนื้อหาต่อ ๆไป เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น และเด็กแต่ละคนต้องการเวลาที่จะเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ต่างกัน การบ้าน 1-3 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องธรรมดา

แต่เห็นข่าว ศธ. ให้แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบ้านอย่างรวดเร็วฉับไว แล้วรู้สึก บอกไม่ถูกเช่นเดียวกับท่าน อ. ธนิตย์ เห็นด้วยทุกประการ