ผมเป็นผู้ถือหุ้นคนนั้นครับ
ผมคิดว่าจำเป็นที่คุณต้องทราบข้อมูลบางประการ เพราะบทความคุณ ระบุเนื้อหาที่ไม่ตรงข้อเท็จจริง
ผมเป็นนักกฎหมายธรรมศาสตร์ เรียนกฎหมายมหาชน และศึกษาประเด็นสิทธิมนุษยชนจริง และมากกว่านักกฎหมายทั่วไปที่ท่านอาจคุ้นเคยที่รู้เฉพาะเรื่องอาญาหรือแพ่งฯ
ทั้งนี้ ในการประชุมนั้น ผมไม่ได้แนะนำตัวว่าเป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือนักสิทธิมนุษยชน
การเข้าไปถามเป็นการถามในฐานะผู้ถือหุ้น ที่ห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะผมเป็นคนอีสาน เอาง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพ แม้ผมทำงานแบบคุณ เป็นอาจารย์ เป็นหมอ พยาบาล พนักงานรัฐ หากผมสนใจเรื่องนี้ ผมก็จะถาม และแน่นอนว่าคุณจะตีความระบุกรอบเช่นกันว่าผมเป็นนักสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างภาพลักษณ์เบื้องต้นให้ผมให้ผู้อ่าน เพราะเราต่างก็รู้ว่าในสังคมที่ปิดเช่นสังคมตะวันออกหรือสังคมไทย ความเป็นนักสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชนนั้นถูกมองในแง่ลบมาเสมอ ในฐานะผู้ถ่วงความสถาพรของชาติ เพราะฉะนั้น ในข้อแรกนี้ ผมขอให้คุณแก้ไข เพื่อให้ถูกต้อง ผมไม่ใช่นักสิ่งแวดล้อม (เว้นแต่คุณจะอธิบานได้ในทางวิชาการว่านักสิ่งแวดล้อมคืออะไร แล้วเราจึงมาถกกันต่อไป) ผมเป็นผู้ถือหุ้น
ทั้งนี้ ผมอ่านบทความ ผมอาจเรียกคุณว่าเป็นตัวแทนบริษัทที่ลงทุนสร้างเขื่อน หรือคนรับจ้่งเขียนบทความหักล้าง ที่เข้ามาฟังการประชุม และเขียนบทความโจมตีฝ่ายอื่น แต่ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าคุณเป็นถือหุ้นที่สนใจเรื่องนี้ ซึ่งนั่นทำให้เรามีสถานะไม่ต่างกันและไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้อ่านที่มีควีมเป็นผู้เจริญ
ในส่วนเนื้อหา ผมมีความเห็นดังนี้
1. เนื้อหาส่วนที่นายอานันท์ ปันยารชุน ตอบนั้น มีว่าอย่างไรบ้าง ขอให้คุณทบทวนตรวจสอบให้ดีอีกรอบ บทความที่คุณเขียนนี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด นายอานันท์ ปันยารชุน ตอบว่าอะไรบ้าง เรื่องเขื่อนจีน เรื่องน้ำโขงตอนบน ตอนล่าง พูดอย่างไร ข้อมูลที่คุณเขียนนั้นไม่ตรง อีกทั้งยังตกประเด็นที่นายอานันท์พูดย้ำสามรอบว่า "ธนาคารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อม ธนาคารเป็นธนาคารและต้องคำนึงถึงผลกาีดำเนินธุรกิจ และเชื่อผลการศึกษาจากโครงการ"
2. ถ้าคุณนั่งฟังตามที่อ้าง คุณจะทราบว่า ประเด็นเรื่องลาวสร้างเขื่อนทั้งที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากประเทศสมาชิก MRC เป็นประเด็นที่คุยไม่จบ ซึ่งคุณอ้างอีกว่าคุณสนใจเรื่องโครงการนี้ถึงกระทั่ง มาค้นต่อภายหลัง
ในฐานะที่ผมเองก็เป็นนักวิชาการ หากผมค้นต่อ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมต้องค้น และหากค้นจริง ก็จะทราบว่า ไม่มีประเทศใดเห็นชอบ ทั้งนี้ กัมพูชาและเวียดนาม เคยประท้วงต่อนายกฯ ลาวในระยะเริ่มต้น ประเทศที่เงียบ ไม่กล้าพูดว่าได้ ไม่ได้ คือ ไทย อาจเป็นเพราะข้อเท็จจริงว่า กฟผ. คือหนึ่งในผู้ลงทุนหลักในโครงการหรือไม่
3. ในฐานะนักวิชาการผู้ใหญ่ คุณอาจจะอยากตรวจสอบอีกครั้งว่าเขื่อนปากมูลและเขื่อนไซยะนั้น ต่างเป็นเขื่อน run of river มีประตูน้ำ มีการระเบิดท้องแม่น้ำเพื่อวางไดนาโม มีการปิดประตูเขื่อนเพื่อกักน้ำให้ได้ระดับและปล่อยน้ำออกเพื่อหมุนไดนาโม ในส่วนทางปลาผ่าน เขื่อนไซยะมีการเปลี่ยนแบบและมีลิฟท์ปลา ซึ่งจนบัดนี้ไม่มีการศึกษาที่ๆด้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ในทางสากลว่า ใช้ได้ผลจริง กับสายพันธุ์ปลา ส่วนใหญ่ในแม่น้ำโขง
ทั้งนี้ หากคุณมีแบบเขื่อนที่เปิดเผยได้ต่อสาธารณะ ผมขอให้คุณแสดงว่าที่ไม่เหมือนนั้น ไม่เหมือนอย่างไร แล้วผมจะแสดงให้เห็นว่าเหมือนอย่างไร
4. ผมเข้าใจว่าคุณคงมีความเข้าใจในระดับดี ว่าแม่น้ำโขงตอนบน ตอนกลาง ตอนล่างนั้น ต่างกันอย่างไร จำนวนพันธุ์ปลาและจำนวนคนที่พึ่งพาแม่น้ำโขงต่างกันอย่างไร ระดับความพึ่งพา ระดับความสามารุในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำจากเขื่อน ต่างกันอย่างไร
หากเข้าใจดี ย่อมจะเข้าใจได้ว่าเหตุใด คนในสี่ประเทศจึงประท้วงเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่าง ไม่ใช่เพียงแค่เหตุผลตามที่คุณอ้างว่านายอานันท์พูด เรื่องไม่กล้าประท้วงจีน จึงประท้วงลาวแทน (ซึ่งนายอานันท์ ไม่ได้พูด) อันที่จริง หากคุณตรวจสอบสักนิด จะพบว่าภาคประชาชนในระดับประเทศ ภูมิภาค และสากล ประท้วงจีนมานาน คนที่ไม่เคยและไม่กล้าประท้วงกลับเป็นรัฐบาลไทย และนักวิชาการไทยที่ไม่ค่อยจะมีคนที่มองภาพกว้าง ข้ามไปสู่ความเป็นสากล หากแต่จมอยู่กับเรื่องเดิมๆ และโลกที่แคบตามประสาคนไทย
5. ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ผมที่ต้องแนะนำหลักการสากลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ข้อตกลงแม่น้ำโขง 1995 - Equator principles - IFC Standard เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อให้บทความใดๆ ก็ตามที่คุณจะเขียนออกมาภายหลังมีคุณภาพทางวิชาการตามสมควร คุณอาจจะต้องคุยกับคนที่รู้ เรื่อง ในทุกแง่มุมความเห็น เช่น mrc, กรรมการแม่น้ำโขงไทย, ก.พลังงาน, กฟผ., International rivers, TERRA, ธนาคารที่ให้กู้, ตัวแทนรัฐบาล
6. คุณมีความรับผิดชอบบางประการต่อบทความของคุณ เพราะงานคุณมันชี้นำคน และสร้างคุณค่าบางประการ ไม่ว่าคุณจะมีความเห็นที่เห็นด้วยหรือคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรี แต่ในทางวิชาการ จำเป็นอย่างยิ่งที่ข้อมูลที่เขียนนั้นต้องเป็นข้อความจริง มีการอ้างอิง มิฉะนั้น การวิเคราะห์ย่อมผิดพลาดและไม่น่าเชื่อถือ