วันที่ ๔ เม.ย. ๕๖ ผมเข้าร่วมประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ธนาคารไทยพาณิชย์  เป็นการประชุม ในท่ามกลางความชื่นมื่นในความสำเร็จต่อเนื่องของธุรกิจมาเป็นเวลา ๖ ปี ตั้งแต่ผมเข้าไปร่วม เป็นกรรมการธนาคาร  โดยที่ในระยะนี้ธุรกิจธนาคารไทยทั้งระบบเติบโต และผลประกอบการดีต่อเนื่อง  ทั้งๆ ที่มีวิกฤติต่างๆ เป็นระยะๆ  ได้แก่วิกฤติเศรษฐกิจจากธุรกิจเช่าซื้อบ้าน ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว  และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ฟื้นจนบัดนี้  วิกฤติเผาเมืองปี ๒๕๕๓  วิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่ดำเนินต่อเนื่องมา ๒ ปีแล้ว เป็นต้น  ก่อความพิศวงแก่ผมมาก ว่าเศรษฐกิจไทยเรายืนหยัดท่ามกลางวิกฤติเหล่านี้ได้อย่างอัศจรรย์ 

           ทำให้ผมสรุปกับตนเองว่า ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะระบบธุรกิจของเรามี การกำกับดูแล (Governance) เข้มแข็ง  และความเข้มแข็งนี้เพิ่งมาก่อตัวขึ้นหลังจากเราเจ็บปวดกับวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐  โดยการริเริ่มของ IOD ที่มีคุณ ชาญชัย จารุวัสตร์ (ผู้ล่วงลับ) เป็นกรรมการผู้อำนวยการ  ผมยกย่องคุณชาญชัยเป็นผู้ก่อตั้ง ระบบวิชาการด้าน Corporate Governance ในสังคมไทย  และเป็นครูด้านการกำกับดูแลองค์กรท่านหนึ่งของผม 

          การจัดระบบสังคมที่ถูกต้อง  ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคม  เวลานี้เราจัดระบบสังคมไทย ในภาพใหญ่อย่างถูกต้องหรือไม่????!!!!

          ปีนี้ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลหุ้นละ ๔.๕๐ บาท  เพิ่มจาก ๓.๕๐ บาทในปี ๒๕๕๔,   ๓.๐๐ บาทในปี ๒๕๕๓,  ๒.๕๐ บาทในปี ๒๕๕๒,  ๒.๐๐ บาทในปี ๒๕๕๑  โดยในปี ๒๕๕๕ ธนาคารไทยพาณิชย์มีกำไร ๔๐,๒๒๐ ล้านบาท  มื่อจ่ายเงินปันผลหุ้นละ ๔.๕๐ บาทแก่ผู้ถือหุ้นจำนวน ๓,๓๙๙ ล้านหุ้น จะเป็นเงินปันผล ๑๕,๒๙๖ ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ ๓๘ ของกำไรสุทธิ   โดยธนาคารฯ ได้กำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผล  ในอัตราร้อยละ ๓๐​ - ๕๐ ของกำไรสุทธิ โดยพิจารณาถึงผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว  คือนำเงินกำไร ที่เหลือมาสร้างความมั่นคงระยะยาวให้แก่ธนาคาร 

           หน้าที่ของคณะกรรมการธนาคารต่อ เจ้าหน้าที่  ผู้ถือหุ้น  และภาคีอื่นๆ ต่อธนาคารฯ ก็คือการ สร้างผลประกอบการที่ดีในปัจจุบัน และสร้างความมั่นคงระยะยาว 

          ดังนั้นในการประชุมใหญ่ประจำปีผู้ถือหุ้น จึงมีการนำเสนอรายงานประจำปี ๒๕๕๕ เปรียบเทียบกับ ๒ ปีที่ผ่านมา


·  วิสัยทัศน์  : ธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก

·  จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน ๙ ปี  จาก ๕.๖ ล้านรายในปี ๒๕๔๗  เป็น ๑๓.๕ ล้านรายในปี ๒๕๕๕  จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ถือครองเพิ่มจากรายละ ๑.๕๖ ผลิตภัณฑ์ในปี ๒๕๔๗ เป็น ๑.๙๗ ผลิตภัณฑ์ในปี ๒๕๕๕ 

·  มูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ ๖  มีมูลค่าในปี ๒๕๕๑ เท่ากับ ๑๖๔,๐๑๑ ล้านบาท  เพิ่มเป็น ๖๑๖,๙๔๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕

·  คะแนนความผูกพันของพนักงาน อยู่ในระดับ World Class = 4.70 (จากคะแนนเต็ม ๕)  = 91st Percentile  วัดโดยโครงการ Voice of Employee  เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ๙ ปี  โดยในปี ๒๕๔๗ อยู่ที่ ๓.๓๑

·  ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง  โดยมุ่งดำเนินการใน ๓ เรื่องหลัก คือ (๑) การพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการเรียนรู้  (๒) สร้างเครือข่ายจิตอาสา  (๓) พัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

·  โครงการหลักด้าน CSR ที่ดำเนินการในปี ๒๕๕๕ ได้แก่ (๑) โครงการพัฒนาเยาวชนโดยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  (๒) โครงการกล้าใหม่...ใฝ่รู้  (๓) โครงการ SCB ชวนกันทำดี  (๔) โครงการบริจาคโลหิต  (๕) โครงการสิ่งแวดล้อม ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

·  การที่ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ พร้อมกับมีความสำนึก รับผิดชอบต่อสังคม และยึดมั่นในการปฏิบัติตนเป็น “พลเมืองดี” ของสังคม  ทำให้ธนาคารฯ ได้รับรางวัลต่างๆ ถึง ๖๐ รางวัลในปี ๒๕๕๕

·  ผลการดำเนินงานในปี ๒๕๕๕ หลักๆ มีดังนี้  (๑) มูลค่าหลักทรัพย์สูงสุด  และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  (๒) กำไรสุทธิสูงสุด  ROE 19.9%, ROA 2.0%  (๓) การขยายสินเชื่อสูงสุด  (๔) รายได้มีอัตราเติบโตสูง  เป็น ๑.๐๓ ล้านล้านบาท  (๕) อัตราส่วนของรายจ่ายต่อรายได้ลดลง  (๖) สินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงต่อเนื่อง  ปี ๒๕๕๕ คิดเป็นร้อยละ ๒.๑  (๗) เงินกองทุนแข็งแกร่ง ที่ ๑๖.๕% (เกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. ๘.๕%)

·  นโยบายการดำเนินงานในปี ๒๕๕๖ : วิสัยทัศน์ : เราจะเป็น ...“ธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก”  พันธกิจ  ธนาคารที่ให้บริการครบวงจรที่ดีที่สุดของประเทศ  ค่านิยมองค์กร  : iSCB = Innovation (นวัตกรรม นำหน้า), Social Responsibility (สร้างคุณค่า สู่สังคม), Customer Focus (ลูกค้า ต้องมาก่อน), Building Employee Capability (สร้างองค์กร คือสร้างคน)


          ข้างบนนั้น ผมพิมพ์ก่อนไปประชุม

          บัดนี้ผมไปประชุมกลับมาแล้ว  และรู้สึกว่าผมเหมือนได้เข้าห้องเรียน เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ประธาน และวิธีตอบคำถามที่ยอดเยี่ยมของท่านนายกกรรมการ อานันท์ ปันยารชุน  ที่อธิบายเรื่องที่ซับซ้อน มองได้หลายแง่หลายมุม ได้อย่างยอดเยี่ยม  จากคำถามเรื่องการให้เงินกู้ในโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี  ที่มีนักสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมาซักถาม  ท่านตอบว่าธนาคารระมัดระวังมากในเรื่องนี้  โดยมีการสอบถามในที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารตั้งแต่ต้น  ว่าเป็นเรื่องอ่อนไหว และต้องระมัดระวัง เพราะเสี่ยงต่อชื่อเสียงของธนาคาร  ส่วนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ธนาคารไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ จึงต้องพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายประเทศลาว และคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำโขง  เมื่อเห็นว่าไม่มีข้อโต้แย้ง รวมทั้งรัฐบาลไทยสนับสนุน  จึงให้กู้  โดยที่รู้ดีว่า มีการสร้างเขื่อน กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีนถึง ๑๖ เขื่อน และก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรงกว่า  แต่เพราะเป็นประเทศใหญ่ จึงไม่มีใครคัดค้าน  ประเทศลาวเป็นประเทศเล็ก จึงมีคนออกมาคัดค้าน หวังผลให้กระทบต่อประเทศใหญ่ให้ระมัดระวัง 

          เขื่อนนี้สร้างกระแสไฟส่งขายให้ประเทศไทยเป็นลูกค้าหลัก  และผู้ก่อสร้างก็เป็นบริษัทไทย  จึงเป็นผลประโยชน์ของชาติด้วย  การตัดสินใจต้องพิจารณาจากหลายด้าน

          ผมได้ความรู้ว่า เขื่อนนี้ ไม่ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำมหึมาอย่างเขื่อนภูมิพล  แต่เป็นเขื่อนกั้นหน้าผาให้น้ำไหลตกลงมาปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  และทราบว่าเขาจะปิดเขื่อนวันละ ๑๖ ชั่วโมง  จึงจะเกิดน้ำขึ้นน้ำลงที่เหนือเขื่อน  ทำให้ผมคิดโจทย์วิจัยทางระบบนิเวศที่มีน้ำขึ้นน้ำลงเหนือเขื่อน ว่าจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไรบ้าง  นักวิจัยระบบนิเวศน่าจะหาทางไปทำวิจัยนะครับ

          นักสิ่งแวดล้อมที่มาตั้งคำถาม บอกว่าเขื่อนปากมูลก็เป็นเขื่อนแบบเดียวกัน  ว่าเป็นเขื่อนแบบ run off river  ซึ่งเมื่อผมกลับมาค้นภาพเขื่อนปากมูล รูปไม่ตรงกับที่นักสิ่งแวดล้อมกล่าว

          มีการซักถามอีกหลายเรื่อง  และการตอบทำให้ผมได้ความรู้วิธีตอบเรื่องที่ซับซ้อน เป็นอย่างมาก

          ขอบันทึกว่า บรรยากาศในการประชุมและการลงมติราบรื่นมาก  เพราะผลประกอบการดีมาก  ทำให้ผู้ถือหุ้นเชื่อฝีมือของฝ่ายบริหาร และฝ่ายกำกับดูแล  ดังกล่าวแล้วในตอนต้น  



วิจารณ์ พานิช

๔ เม.ย. ๕๖