สำหรับนักเรียนไทยแล้วภาษาแม่มีอิทธิพลในระดับที่เห็นได้ชัดเจน อาจเริ่มมาจากการเริ่มเรียนในระดับอนุบาล ผู้สอนโดยทั่วไปแล้วใช้วิธีการสอนแบบ audiolingual กล่าวคือ ผลิตภาษาแล้วให้ผู้เรียนเลียนแบบ (imitate) ข้อเสียและปัญหาในการใช้วิธีการสอนแบบนี้คือ ภาษาแม่ที่อาจติดไปกับภาษา เช่น เมื่อผู้สอนออกเสียง H /eɪtʃ/ ส่วนใหญ่แล้วที่พบคือ คนไทยส่วนใหญ่ออกเสียง /heɪtʃ/ หรือ /heɪd/ ข้อบกพร่องจุดเล็ก ๆ นี้มิอาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรง แต่เมื่อเรียนในระดับที่สูงกว่า เช่น การออกเสียงในระดับคำ อาจเผชิญปัญหา เนื่องจากอิทธิพลในเสียงพยัญชนะบางเสียงในภาษาไทย ไม่ปรากฏในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในตำแหน่งตัวสะกด ในภาษาไทยเอง ใช้การออกเสียงตัวสะกดตามมาตราเสียงตัวสะกด เช่น คำว่า "โอกาส" อ่านว่า โอ-กาด ในพยางค์ที่ 2 ใช้เสียงตัวสะกดในมาตราแม่กด อาจเทียบเคียงเสียง /d/ แต่เราจะไม่อ่านออกเสียงโดยใช้เสียง /s/ ซึ่งเป็นเสียงเสียดแทรก (fricative) ซึ่งในภาษาอังกฤษส่วนใหญ่แล้ว เจ้าของภาษาหรือผู้ใช้ภาษาอังกฤษจะมี concept ในใจว่า พยัญชนะท้าย (coda) ที่ปรากฏมักออกเสียงตามที่เห็น หรืออาจออกเสียงได้ในคู่เทียบ เช่น ตัว s อาจออกเสียง /s/ หรือ /z/ ซึ่งขึ้นอยู่กับพยัญชนะก่อนหน้า นอกจากนี้เรื่องเสียงสระยังเป็นปัญหาต่อผู้เรียนชาวไทย ในภาษาไทยแบ่งสระออกเป็น สระเดี่ยว (monopthong) และ สระประสม (diphthong) ซึ่งเสียงในสระประสมของไทยยังต่างจากภาษาอังกฤษ ในภาษาอังกฤษมีเสียงสระเดี่ยว สระประสม และสระประสมสามตัว (triphthong) เช่นคำว่า fire /faɪə/ ประกอบไปด้วย สระประสม /aɪ/ และสระเดียวเสียงกร่อน (schwa sound) /ə/ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เองที่ไม่ปรากฏในโครงสร้างการออกเสียงภาษาไทย  อาจส่งผลให้ผู้เรียนชาวไทยไม่ประสบความสำเร็จใจการออกเสียง  ดังที่กล่าวถึงสาเหตุที่อาจเป็นไปได้  คือ  การเรียนการสอนในห้องเรียนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนมี concept ในการออกเสียงภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ  และอาจผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ค่ะ