เมื่อ 20-30 ปีมาแล้ว เราถูกชักชวนให้เลิกบริโภคกะทิ และน้ำมันมะพร้าว แล้วหันไปบริโภคน้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีแทน ผลก็คืออุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีมากขึ้นทุกปี
สาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งก็คือ การบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว โดยผ่านกรรมวิธีทางเคมี และความร้อนสูง น้ำมันไม่อิ่มตัวที่เราบริโภคกันอยู่เวลานี้ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น
ข้อดีของน้ำมันเหล่านี้คือมีโคเลสตอรอลต่ำ ซึ่งเชื่อว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง แต่ลืมนึกถึงข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า น้ำมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้จะเกิดอนุมูลอิสระจำนวนมากเมื่อถูกควา มร้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ขนมปังกรอบ คุกกี้ โดนัท ขนมกรุบกรอบเคี้ยวเพลินทั้งหลายจะต้องผ่านกะบวนการเติมไฮโดรเจน (Hydrogenation) เสียก่อน เพื่อทำให้น้ำมันแข็งตัวเหมาะสำหรับการบริโภค
ส่วนน้ำมันไม่อิ่มตัวที่เราใช้ทอดอาหารในครัวเรือนหรือร้านอาหาร ถ้าผ่านอุณหภูมิสูงมาก ๆ หรือใช้ทอดซ้ำก็จะเกิดขบวนการเติมไฮโดรเจนเช่นกัน ก่อให้เกิดกรดไขมันที่แปรสภาพ (trans fatty acids) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ทรานส์ แฟตส์ (trans fats) ซึ่งเป็นไขมันก่อมะเร็ง เวลานี้ในสหรัฐอเมริกา มีองค์กรผู้บริโภคของเอกชนรณรงค์ให้เลิกใช้น้ำมัน ทรานส์ แฟตส์ ในอุตสาหกรรมอาหารกันแล้ว
ตรงกันข้าม น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันอิ่มตัว จึงมีความคงตัวมากแม้ได้รับความร้อนสูงก็ไม่แปรสภาพไปเป็นทรานส ์ แฟตส์ ที่ก่อมะเร็ง และที่สำคัญ น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการบีบโดยไม่ผ่านความร้อน จะอุดมด้วยวิตามินอีชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการต้านการเกิดอนุมูลอิสระ กล่าวคือ วิตามินอีที่ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันมะพร้าวยังอุดมด้วยกรดลอริก (Loric acid) สูงถึง 48-53 % เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้วกรดลอริกจะเปลี่ยนเป็น โมโนลอริก (Mono Loric) ซึ่งป็นตัวสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาวโดยเฉพาะเม็ดโลหิตขาวที่มีชื่อว่า ที-เซลล์ (T-cell) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำลายเซลล์มะเร็ง
มีการค้นพบกันมานานแล้วว่า มีกรดลอริกอยู่ใน “น้ำนมเหลือง” ของมารดาที่เพิ่งคลอดบุตร แต่ก็ยังมีน้อยกว่าที่พบในน้ำมันมะพร้าวเสียอีก ดังนั้นเด็กทารกที่มีปัญหาเรื่องการย่อย และการดูดซึมอาหาร รวมทั้งผู้ป่วยที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างน้ำดีมาย่อยไขมันได้ เขาจึงให้บริโภคน้ำมันมะพร้าวที่อยู่ในรูปของนมผงเด็กอ่อน นี่แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย เพราะไม่มีไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มิฉะนั้นวงการแพทย์คงไม่นำน้ำมันมะพร้าวมาผลิตนมเลี้ยงทารก และผู้ป่วย
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ เจ้ากรดลอริกตัวนี้มีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคได้หลายชนิด ตั้งแต่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไปจนถึงไวรัสซึ่งมีเกราะไขมันหุ้มเซลล์อยู่ กรดลอริกมีกลไกที่เข้าไปทำลายเกราะไขมันหุ้มเซลล์ไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสหลายชนิดตาย เช่นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
อย่างไรก็ตามกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวจะไม่ทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ดังนั้นการที่กระทิ และน้ำมันมะพร้าวเคยตกเป็นจำเลยที่ถูกพิพากษาตัดสินว่า เป็นสาเหตุของโรคหัวใจเพราะมีโคเลสตอรอลสูง จึงเป็นเรื่องไม่จริงแต่อย่างใด ข้อมูลเก่าที่ว่าน้ำมันอิ่มตัวมีโคเลสเตอรอลสูงนั้นอาจถูกต้องสำหรับน้ำมันจากสัตว์ ที่มีสายโซ่โมเลกุลคาร์บอนยาว (Long Chain Triglyceride-LCT) แต่สำหรับน้ำมันอิ่มตัวจากพืชอย่างน้ำมันมะพร้าว
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ น้ำมันมะพร้าวเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะถูกร่างกายใช้หมดไปไม่ได้เปลี่ยนเป็นโคเลสตอรอลในกระแสโลหิต จึงไม่ทำให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดเหมือน ทรานส์ แฟตส์ (Trans fat) ที่ได้จากน้ำมันไม่อิ่มตัว ซึ่งนิยมใช้ปรุงอาหารในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมอาหาร
สรุปได้ว่าน้ำมันมะพร้าว เป็นอาหารทีมีสรรพคุณทางยาที่ฝรั่งเรียกว่า อาหารนูตราซูติคอล (Nutraceutical Food) คือ ช่วยลด
ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดอุดตันในสมอง ซึ่งเป็นโรคสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย
........ ข่าวดีสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก .............
ในน้ำมันมะพร้าว เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะแตกตัว ถูกย่อยสลายและดูดซึมไปใช้ได้ง่ายและรวดเร็วกว่ากรดไขมัน อย่างเช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก เป็นต้น ทั้งนี้น้ำมันมะพร้าวไม่ต้องอาศัยน้ำดีจากตับมาช่วยย่อย แต่ไขมันสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานหมด ไม่เกิดการสะสมเป็นไขมันในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ที่สำคัญน้ำมันสายยาวทั่วไปให้ 9 แคลอรี่ต่อกรัม แต่น้ำมันมะพร้าวให้เพียง 6 แคลอรี่ต่อกรัม ซึ่งถูกใช้หมดไปโดยไม่มีการสะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวจึงช่วยผลิตพลังงาน ไม่ใช่ผลิตไขมัน จึงเป็นเหตุผลอธิบายว่า ทำไมกินน้ำมันมะพร้าวแล้วจึงไม่อ้วนขึ้น ซ้ำยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าเดิม ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินในปริมาณที่มากขึ้นด้วย ดังนั้นนอกจากไม่เพิ่มน้ำหนักแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย
วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อป้องกันโรคและลดน้ำหนักได้ดีที่สุดก็ คือ ใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารแทนน้ำมันที่ใช้อยู่ จากการวิจัยพบว่า เพียงคุณใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารจะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัมในเวลา 1 ปี
" ข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้นค่ะ สามารถ ดูได้ทั้งหมดตามลิ้งค์ ที่แนบมาน่ะค่ะ )
https://www.facebook.com/myioil
หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับ น้ำหนักตัว, เบาหวาน, โคเลสเตอรอล, ครอบครัวเป็นมะเร็ง, ภูมิต้านทาน, โรคหัวใจ, กลิ่นปาก, ผิวพรรณ, ต่อมลูกหมาก, เส้นผมและหนังศีรษะ https://www.facebook.com/myioil