แนวทางการเขียนโครงร่างการวิจัย                                                Dr. CHANCHAINARONG SONGKASRI……………………………………………………………………………………………………….บทนำ                   การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความรู้ ข้อเท็จจริง อย่างมีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และแปลความข้อมูล เพื่อแสวงหาคำตอบ สำหรับคำถามหรือประเด็นการศึกษาที่ตั้งไว้ ด้วยกระบวนการ อันเป็นที่ยอมรับ ในแต่ละสาขาวิชา ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ นิยมใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อว่าวิธีนี้มีความถูกต้อง เชื่อถือได้มากที่สุด               โดยทั่วไปก่อนที่นักวิจัยจะทำการวิจัย จะต้องมีการวางแผนงานเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำการวิจัยไว้ล่วงหน้า การเขียนโครงร่างการวิจัย (Research proposal) นอกจากจะทำให้ผู้วิจัยทราบขั้นตอนและรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของการทำวิจัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาขออนุมัติทำวิจัย หรือขอทุนสำหรับทำวิจัยอีกด้วย เพื่อให้ผู้พิจารณาอนุมัติเชื่อว่า การวิจัยที่จะทำนั้นมีระเบียบวิธีการวิจัยที่ดี มีความเป็นไปได้ในการทำวิจัยให้สำเร็จ และประโยชน์ สมควรได้รับการอนุมัติให้ทำการวิจัยได้                สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียนโครงร่างการวิจัยที่ดี ก็คือความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของผู้ที่จะการวิจัยว่าจะทำวิจัยเรื่องอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร จะใช้ระเบียบวิธีการศึกษาอะไรและอย่างไร และงานวิจัยนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งหากผู้ที่ทำวิจัยไม่มีความชัดเจนในเรื่องต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็ยากที่จะเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยที่ดีได้ องค์ประกอบของโครงร่างการวิจัย      โครงร่างการวิจัย ควรมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้               1.  ชื่อเรื่อง               2.  ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย               3.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย               4.  คำถามของการวิจัย               5.  ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง               6.  สมมติฐาน และกรอบแนวความคิดในการวิจัย               7.  ขอบเขตของการวิจัย               8.  การให้คำนิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย*               9.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย                10.          ระเบียบวิธีวิจัย               11.          ระยะเวลาในการดำเนินงาน               12.          งบประมาณค่าใช้จ่ายในการวิจัย               13.          บรรณานุกรม               14.          ภาคผนวก*               15.          ประวัติของผู้ดำเนินการวิจัย* ไม่จำเป็นต้องมีทุกโครงการ