สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

บรรยายเรื่อง เทคนิคการนำเสนออย่างทรงพลังและประทับใจ (Art & Feeling)

โดย อาจารย์จิตรสุมาลย์ อมาตยกุล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557

Workshopที่ 1 ย้อนกลับไปในวัยเด็ก

1. ให้บอกว่าตัวเองเป็นตัวอะไรทำไมถึงอยากเป็นตัวนั้น

2. ให้ทำท่าของสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น

3. ให้ร้อยเรียงเรื่องราวของสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นเพื่อส่งต่อให้เพื่อน เพื่อสร้างจินตนาการนอกขอบเขต

4. เป็นพี่เลี้ยงให้แต่เพื่อให้แต่ละกลุ่มทำภารกิจสร้างจินตนาการ

Workshopที่ 2 จินตนาการและเรียงความ

1. ให้ดูรูปภาพ และเขียนความรู้สึกที่นึกถึงรูปภาพนั้นเป็นคำ ๆ

2. ให้แต่ละกลุ่มนำคำทั้งหมดแต่งเป็นเรียงความจนกระทั่งได้ 1 เรื่อง

Workshopที่ 3 การใช้ท่าทางในการสื่อสาร

ให้เวลา 30 วินาที แล้วแสดงท่าตามคำที่บอก

Workshopที่ 4 การนำเสนอกับการจินตนาการ

Part 1 ให้คนหนึ่งให้คำ แล้วอีกคนบรรยายคำนั้นเป็นเวลา 1 นาที

Part 2 ให้คนหนึ่งให้คำแล้วอีกคนบรรยายคำนั้นเป็นเวลา 1 นาที สลับกับภาษาจิบบริ้ท (ภาษาที่คิดขึ้นมาเอง) แล้วสลับกับบรรยายภาษาไทย

Workshopที่ 4 กิจกรรม Reflectionให้เขียนว่าเราได้อะไรบ้างจากการทำกิจกรรม

กลุ่มที่ 2

กิจกรรมแรก เหมือนให้เรานึกถึงตอนเด็ก ๆ ว่าเป็นอะไรอยากเป็นอย่างนั้น

กิจกรรมที่สอง เน้นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ให้คิดนอกกรอบ นอกจากที่คิดคุ้นเคย ให้คิดเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน

กิจกรรมที่สาม ฝึกการทำงานเป็นทีม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฝึกการสร้างสรรค์ร่วมกัน ให้ผู้สัมมนาเห็นด้วยว่าเราจะทำอะไร

กิจกรรมที่สี่ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือเราต้องมีความพร้อมในการพูดเสมอ ต้องมีลูกล่อลูกชน ว่าจะพูดอะไร มีความรอบรู้ และต้องพูดเก่ง

กลุ่มที่ 6

โดยรวมเรื่อง Creativity กับ Presentation Technic

ทำให้เรียนรู้ว่าเรารู้สึกอะไร อาจเริ่มจากการอึดอัด แล้วต้องฝึกตัวเองว่าเป็นอย่างไร เช่นการย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชอบอะไร มีความคิดสร้างสรรค์ เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ได้หัวเราะ ไม่เครียด

การย้อนไปในอดีตคือไม่ต้องอยู่ในกรอบสามารถคิดอะไรได้มากมาย ทำให้เราตื่นตัว ทำให้ Alert ตลอดเวลา และเมื่อเป็นผู้ใหญ่ต้องระมัดระวังในการพูดหรือ Alert คือต้องมีประสบการณ์ ต้องดูภาพลักษณ์ ระวัง ฝึกการสื่อสารแบบใหม่ ๆ

สามารถเห็นตัวตนในสิ่งที่ไม่เคยทำ แต่ทำได้ ทำด้วย Synergy ของ Egat group ได้เห็นTeamwork ในส่วนที่ไม่ได้นัดหมาย

ได้เรียนรู้ว่าการมีชีวิตอยู่รอดได้ต้องทำอะไร มีการเตรียมตัว มีการ Planning ทำให้เพื่อนเราสามารถทำงานได้อย่างเรียบร้อย และทุกคนต้องเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีการใช้ภาษากาย ใช้มือ ในการขอความช่วยเหลือ และทำให้เห็นว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันมากมาย ต้องบริหารเราตลอดเวลา

กลุ่มที่ 3

เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง ว่าเลือกแบบนี้เพราะอะไร บางครั้งอาจเกิดการขาดความมั่นใจบ้าง แต่ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่จะทำ บางครั้งรู้สึกเครียด ต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย มีการฝึกสมาธิ

กลุ่มที่ 7

เนื่องจากทั้งทีมเป็น Engineer จะใช้สมองซีกขวาในการสร้างสรรค์ มีไหวพริบ จินตนาการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และในการนำเสนอต้องมีท่าทางประกอบจะสร้างความเข้าใจกับผู้คนได้ดี และสร้างความสนุกสนานได้

กลุ่มที่ 4

รู้สึกมีความกดดัน ตื่นเต้น มีความเครียด รู้สึกความกดดันมาจากทั้งภายในและภายนอก เป็นการกดดันในระยะเวลาที่จำกัดและไม่รู้ล่วงหน้า ไม่ทราบหัวข้อล่วงหน้า ต้องมีการเตรียมตัว ส่วนความกดดันภายในแต่ละคนตื่นตัวและตื่นเต้นเพราะเราต้องเตรียมพร้อม

ประโยชน์ได้เกิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ รู้สึกสนุกสนาน ได้ใช้ความรู้รอบ ๆ ตัว ทำให้เรียนรู้ว่าเราต้องมีความพร้อมเสมอ บางครั้งคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จริง ๆ เป็นเรื่องมีสาระ

กลุ่มที่ 5

เป็นหลักสูตรแรกที่ได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเพื่อน สบายใจที่ได้เรียนรู้เพื่อน ๆ

การที่ไม่รู้อะไรล่วงหน้า บางครั้งตื่นเต้น และรู้สึกว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ตอนแรกรู้สึกกดดันที่ออกมาข้างหน้า แต่ทุกคนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า มีการสื่อสารกันในกลุ่มว่าถ้ามีเวลาจำกัดจะช่วยกลุ่มอย่างไร ทำให้กล้าแสดงออก และมีการเอาตัวรอด เรารู้สึกว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แล้วได้เห็นพลังของแต่ละคน

กลุ่มที่ 1

ภาษากายของการสื่อสาร และการกดดัน ไม่ได้บอกว่าจริง ๆ จะมาทำอะไรกับเรา สิ่งที่ทำเป็นการละลายพฤติกรรมได้เรียนรู้และเห็นตนเองมากขึ้น เพราะหลายท่านมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม สิ่งที่ดีคือได้สื่อสารกัน และแต่ละคนมีพลังในตนเอง แต่ไม่รู้ พยายามคิดที่จะต่อยอด

สรุปโดยอาจารย์จิตรสุมาลย์ อมาตยกุล

ที่ทุกคนสรุปดีมากตรงกับหัวข้อ ซึ่งเป็นการใช้สมองซีกขวาแสดงถึงความน่ารัก คิคุ และเห็นอะไรที่เป็นสีสัน ดึงความเป็นศิลปินในตัว เพราะแต่ละคนก็ผ่านอนุบาลมาก่อน

Expert Smile ต่างกับ Beginner Smile (อะไรก็ได้ที่นอกกรอบ และน่ารัก) ซึ่งเรียกว่าจิตประภัสสร เป็นอะไรที่สะพรั่งในตัวเองเยอะ แต่ลืม สังเกตได้จากระดับผู้นำของแต่ละประเทศก็ใช้ สมองซีกขวากันเยอะแยะ ซึ่งน่ารักมาก แล้วจะทราบว่า เอาตัว Creative Thinking ไปใช้ในบทบาทของผู้นำและประเทศแล้วสนุกสนานได้อย่างไร

จิบบริด เป็นอะไรที่ดึง Creativity สูงมาก เป็นการใช้ภาษาท่าทาง ซึ่งเป็นจุดเด่นของทฤษฎีการนำเสนอ ภาษากายสามารถดึงดูดใจคนได้ถึง 55 % แต่เราไปติดอยู่ในโหมด Verbal 7% เสียง 38%

การเตรียมความพร้อม ต้องใช้ภาษาท่าทางร่วมด้วย

การ Apply การนำไปประยุกต์ใช้

ในธุรกิจ ใช้ Brand Senses นำเสนอบุคลิกภาพของตัวนั้น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อะไรทำให้เราจำได้ จากการวิจัยพบว่าสิ่งที่เราจำได้ตัวที่ 1 คือ รูป ตัวที่ 2 คือ กลิ่น

สิ่งสำคัญที่สุดคือ Content กับ Presentation เราจะเอา Content มาดัดแปลงอะไรให้เกิดกิจกรรมร่วมกับ Presentation ขึ้นอยู่กับ How to