วันที่ 10 กุมภาพัน์ 2557
กิจกรรมรักษ์กาย ณ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี (สามเสน) กรุงเทพฯ
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ พญ.ลลิตา ธีระสิริ
1.ธรรมชาติบำบัดปรับชีวิต เปลี่ยนอาหาร หลักการแพทย์พอเพียง
- ดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) ได้จาก น้ำหนัก (Kg)/ส่วนสูง (M)
- BMI ค่าปกติ = 20 – 25 มากกว่านี้ถือว่าอ้วน
- หากต้องการผอมเพรียว BMI ควรอยู่ระหว่าง 18.5 – 19.9 (ไม่ควรต่ำกว่านี้)
- อาจารย์อธิบายมากมายเกี่ยวกับโรคอ้วน และวิธีแก้ไข ซึ่งก็เข้าทำนองพูดง่ายทำยาก หลายๆ คนตั้งใจลดความอ้วน แต่ไม่สำเร็จเพราะเกิดภาวะเครียด แล้วกลับไปกินเหมือนเดิม และไม่ออกกำลังกาย ประมาณว่าไม่มีอารมณ์ เลยยิ่งอ้วนกว่าเดิม ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองดูซิคะ ว่าทำไม ตอนไหน เพราะอะไร แล้วรู้สึกอย่างไร
เคยสำรวจตัวเองเหมือนกัน ส่วนใหญ่เพราะเครียด คิดอะไรไม่ออก เลยกินระบายอารมณ์ ถ้าเราลุกออกไปจากตรงนั้น เปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นชั่วคราว และไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง ก็จะลดมื้อของการกินได้ - การแพทย์ทางเลือก มีหลายอย่าง เช่น เป็นหวัด ให้แก้โดยด้วยการอดล้างพิษ 1 วันด้วยผลไม้ และนอนพักมากๆ สำหรับข้อนี้ ไม่ค่อยเห็นด้วยมากนัก ด้วยประสบการณ์ของตัวเองซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหวัดบ่อย อันเนื่องมาจากภูมิแพ้ หากนอนมากๆ จะเกิดการล็อคของกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยไม่สบายตัว ต้องใช้วิธีอยู่นอกบ้าน อากาศโปร่งๆ ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้านให้เหงื่อออก ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ ไม่เกิน 2 วันก็หายค่ะ หายเพราะอะไรนี้ไม่ทราบ แต่พอเหงื่อออกก็จะรู้สึกสบายตัว อาจเป็นเพราะเราออกกำลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรง ภูมิต้านทานก็เลยดีขึ้น เอาชนะโรคหวัดได้ วิธีนี้ยังใช้ได้กับอาการหลังยอกจากการออกท่าทางที่ผิดจังหวะ หรือเร็วเกินไปจนกล้ามเนื้อยืดตามไม่ทัน
เกิดกล้ามเนื้ออักเสบเตามมา
2.วารีบำบัด สร้างเสริมสุขภาพ
- Hydro-aerobics คือการออกกำลังกายในน้ำ แรงลอยตัวของน้ำจะช่วยลดน้ำหนักตัว หากน้ำถึงระดับอก
จะลดน้ำหนักตัวได้ถึง 70% คลายร้อน และสนุก เหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมาก ผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาเรื่องข้อ ข้อเข่า ข้อเท้า มีปัญหาทางสมอง พาร์กินสัน อัมพาต เด็กเล็ก ควรใช้สระที่มีคลอรีนต่ำ ใช้โอโซนฆ่าเชื้อโรค - อาบแสงตะวัน (ใต้ใบตอง) ทำให้เลือดลมเดินดี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว
หัวใจเต้นเร็วคล้ายออกกำลังกาย ทำให้กระปรี้กระเปร่า เหงื่อออก สบายตัว
วันที่ 11 กุมภาพัน์ 2557 (ช่วงเช้า)
Panel Discussion หัวข้อ Networking Capital กับการพัฒนาเพื่อประชาชน
โดย นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผู้ว่าการจังหวัดกาญจนบุรี
- การพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบ 3 ยุทธศาสตร์ คือ
1. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก่อให้เกิดรายได้ค่อนข้างสูง โดย Focus ไปที่นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย
และประเทศบริวาร ที่ชอบแช่น้ำแร่, Focus ไปที่ชาวอินเดีย เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก หากสามารถรู้ได้ว่าเขาต้องการอะไรก็จะทำให้มีรายได้มหาศาล, Focus ไปที่ชาวตะวันออกกลาง ที่ต้องการรูปแบบท่องเที่ยวแบบหรูหรา โรงแรม 5 ดาว
2. การเกษตร บริเวณแม่น้ำแม่กลอง, ท่าม่วง และเกษตรอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจในเมือง - ท่ามะกา
3. การค้าระหว่างประเทศ ใช้งบประมาณ 4000 – 6000 ล้าน พัฒนาพื้นที่บริเวณที่ติดต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรี
โดยการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยผันน้ำจาก อ.ศรีสวัสดิ์ ไปที่อ่างลำตะเพิง และผันน้ำจากแม่กลองไปทางสุพรรณบุรี และสร้างสะพานเศรษฐกิจ ระบบลอจิสติกส์ (มอเตอร์เวย์ บางใหญ่ – หนองขาว, ถนน 4 เลน เมืองใหม่ – เลี่ยงเมือง) และพัฒนาผังเมืองควบคู่ไปการเติบโตทางเศรษฐกิจ
บทสรุป
1. ผู้นำในอนาคต ต้องมีวิสัยทัศน์ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และ ลอจิสติกส์
2. ทรัพยากรน้ำสำคัญที่สุดในโลก ทำให้ กฟผ.มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีค่อนข้างมาก
โดย นายสหัสนัย ตัวแทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี
- การให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เรื่องความมั่นคงของเขื่อนศรีนครินทร์ ว่ามีแกนของเขื่อนเป็นภูเขาเจ้าเณรจำนวน 2 ลูก เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และลูกหลานชาวเมืองกาญจนบุรี ให้กลับมาเที่ยว และคืนถิ่นมาอยู่บ้านเกิด
โดย นายปณต สังข์สมบูรณ์ พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี
- ควรมีการทำวิจัยเรื่องพลังงานทดแทน ว่าได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ จะทำให้ชาวบ้านเข้าใจเราได้อย่างไร
- ควรมี Networking รอบๆ โรงไฟฟ้า
โดย นายยุทธการ มากพันธ์ ตัวแทนชุมชน (NGO)
- เนื่องจาก กฟผ. มีภาระกิจในการผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงต้องสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งมีภาพลบต่อชุมชนในแง่ที่จะก่อมลภาวะ ควรต้องเปลี่ยนแนวคิดในการจัดหาพลังงาน โดยการสร้างเครือข่ายพลังงานจากชุมชน เก็บพลังงานต่างๆ จากครัวเรือนมารวมกัน (ปรับแนวคิด วิธีคิด และบริหารการเปลี่ยนแปลง)
โดย นายคเชนทร์ พูนจันทร์ ตัวแทนภาคธุรกิจ (SCG):
- สำหรับชุมชน การทำ CSR เป็นการลงทุนในชุมชนระยะยาว เพื่อสร้างการยอมรับ ต้องประกอบด้วย ทุน การทุ่มเททั้งแรงใจแรงกาย ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และไม่เลือกปฏิบัติ การสร้างประโยชน์ที่คุ้มค่า ต้องให้ชุมชนเป็นตัวตั้ง เป็นความต้องการของชุมชน (ชุมชนมีความแตกต่าง)เน้นการมีส่วนร่วม การเข้าถึงชุมชน ต้องจริงใจ
ฟังให้มากกว่าพูด ช่วยเขาแก้ปัญหา โปร่งใส ตรวจสอบได้ - ให้ข้อมูลกับพนักงานทุกระดับ ว่าบริษัทกำลังทำอะไร เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
- จับคู่ธุรกิจ ชวนภาคเอกชนเพื่อนบ้านมาร่วมมือกันทำ จะทำให้แก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น
บทสรุปของ กฟผ.
1.หน่วยงานหลักในการพัฒนาชุมชน ควรใช้มืออาชีพ จะได้ผลกว่า
2.กฟผ. ควรเป็นพี่ใหญ่ เป็นที่พึ่งของประชาชนในเรื่องของพลังงานไฟฟ้า ต้องให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ
3.ต้องสร้างความเชื่อถือ เชื่อใจ อย่าเอาเงินไปยื่นให้
4.กฟผ. มีศักยภาพ แต่งานชุมชนต้องมีเครือข่าย (ผู้นำชุมชน ชาวบ้าน นักวิชาการ ส่วนราชการ สื่อมวลชน) จึงจะประสบความสำเร็จ