คำว่า "กรรม" พุทธไทยยังเข้าใจเพี้ยนๆอยู่ โดยเฉพาะได้ฟังจากพระสงฆ์มา แต่ขาดการวิเคราะห์เนื้อในและความหมายเดิมของมันและบริบทครั้งพุทธกาลที่พระพุทธองค์สอนว่า มีพุทธรัศมีอย่างไร..ขออธิบายเสริมนะครับ

คำว่า "กรรม" เป็นคำภาษาไทยทีนำมาพูด เขียนกัน บาลีว่า "กัมมะ" สันสกฤตว่า "กรฺม" คือ ความเชื่อเรื่องชีวิตถูกลิขิตโดยการกระทำของตน หมายถึง การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์ มีผลลัพธ์สองออย่างคือ ดีและไม่ดี สำหรับอรหันต์มีผลเดียวคือ "อกิริยา" แปลว่า เป็นเพียงการกระทำ ไม่มีผลลัพธ์

ในสังคมพราหมณ์มีคติที่ว่า ชีวะมีอัตตา ทั้งสองมีการกระทำในตัวเอง (กัมมันต) จึงเกิดผลลัพธ์ตามมา เช่น การกระทำทางกาย คือ ใช้มือ เท้า ลำตัว ศีรษะ แสดงออกหรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอยู่บนพื้นฐาน "เจตนา" (แปลว่า การตั้งใจ ต้นแบบของความคิด จุดเริ่มของการกระทำ หรือการวางแผน เตรียมการไว้) อันนี้เรียกว่า "กรรม" (ในแง่ทางศาสนา) ทางวาจา เช่น การพูด การเขียน การทำสัญลักษณ์ โดยมีพื้นฐานเหมือนกัน แล้วเกิดผลเหมือนกัน ฯ ทางมโน เช่น การคิด ความรู้สึก การยึดเกาะ ผูกพัน ไม่พอใจ ไม่ชอบ เกี่ยวมั่นหมายในทางลบ ฯ โดยมีพื้นฐานเดียวกัน ย่อมมีผลเหมือนกัน

ส่วนการกระทำในแง่พฤติกรรมศาสตร์หรือการแสดงออกตามธรรมชาติของสัตว์โลก ย่อมมีผลแน่นอน เช่น เราเดิน กายย่อมเคลื่อนไหว อาจเหยียบแก้วที่แตก เหยียบแมลงแล้วตาย หรือมือลูบไปตามเคยชิน เคยตัว แล้วไปถูกสัตว์ตาย หรือทำอย่างไรอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีเจตนา แต่เกิดผลมหาศาลก็มี หรือเราเผลอทำอะไรบางอย่าง ฯ เหล่านี้เป็นกรรมที่อาจต้องแยกแยะให้ออก เพราะมันอาจลื่นไหลไปตามลักษณะนิสัยเคยชิน หรือทำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติในวิถีชีวิตของสัตว์โลกอยู่แล้ว กระนั้น เราก็ถือว่า อยู่ในกรอบของกรรมในแง่ชาติหรือภพ มวลรวมทั้งหมดของชีวิตคนหนึ่ง เพราะเรามีภพ มีชาติ มีชีวิตอยู่ มีร่างกายเป็นเครื่องมือในการกระทำ อย่างนี้เรียกว่า ชีวิต มีการแสดงออก มีการกระทำหรือการเคลื่อนไหว ในแต่ละวัน ถือว่า เป็นการกระทำ (ในแง่ภาษา)

ส่วนในแง่ศาสนพุทธ พูดถึงชีวิตทั้งมวล (ในหนึ่งคน) ของคนๆนั้น ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งตาย เราถือว่า มีกรรม อยู่เสมอ เอาตั้งแต่หัวใจเต้น เลือดเดินในร่างกาย ก็ถือว่า กรรม ของระบบภายในกาย กล่าวโดยการแสดงออกหรือพฤติกรรม มี ๓ ทาง คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทั้งหมดของพฤติกรรมเราจะรวมไว้ในสามกรอบนี้ ส่วนที่เน้นว่า เป็นหัวใจของกรรม อยู่ "จิต" เรียกว่า "เจตนา" (Intention or Volition) ฝรั่งใช้คำว่า "Will" ทีนี้ การกระทำกลายเป็นผลกรรมได้อย่างไร พุทธศาสนา ยอมรับการกระทำทั้งหมด มาจากต้นจิต ต้นแบบของการคิด การเตรียมการของเจตนาที่จะกระทำหรือแสดงออก อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่า ในแรงโน้มไปสู้การละเมิด การน้ำหนักเจตนาเทไปอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะล่วงกระทำ มีเป้าหมายอย่างใด อย่างหนึ่ง แล้วกระทำลงไป การกระทำนั้น (ดอก) ถือว่า มีผล จึงเรียกกรรมพร้อมผลว่า "เป็นกรรม" (ผล : Result) ซึ่งมีกิริยาอาการตามลำดับดังนี้ รู้อยู่ว่ากระทำ (สิ่งใด) พยายามกระทำ (สิ่งนั้น) และการกระทำนั้นสำเร็จลง จึงมีผล ๓ อย่างคือ ดี ไม่ดี ไม่มีผล

คำว่า "ดี หรือไม่ดี" นั่น ก็ต้องมาวัดด้วยหลักธรรมอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบให้มนุษย์รู้ว่า จนเองกระทำเช่นนั้นดี ไม่ดี อย่างไร ผิดหลักศีลธรรมอย่างไร ซึ่งจะมีชุดหลักธรรม มาประเมินพฤติกรรมอีก หลักธรรมต่างๆ ที่วัดนั้นมีมากมาย เช่น ศีล ๕ ธรรม ๕ สติ ปัญญา ตัญหา กิเลส อวิชชา ฯ เป็นหลักจริยศาสตร์ในทางศาสนาพุทธ (ศาสนาอื่นก็มีเครื่องวัดของตนเองต่างกันไป) ที่จะบอกคุณภาพของการกระทำของมนุษย์ว่า สอดคล้องกับหลักการศาสนาอย่างไร หรือผิดหลักการศาสนาอย่างไร หรืออีกทางหนึ่งคือ อุดมคติทางสังคม ค่านิยมของสังคมนั้นๆ ว่า มีกรอบวัด เปรียบเทียบพฤติว่า ดี เลว อย่างไร เช่น การฆ่าพ่อแม่ โดยสามัญสำนึก มนุษย์ก็จะไม่ทำร้ายพ่อแม่ของตน หรือมโนธรรมที่เกิดขึ้นเองในจิตของความเป็นมนุษย์ ย่อมรู้สึกผิด ชอบชั่วดีเอง ด้วยสามัญสำนึก ฯ เหล่านี้คือ เครื่องมือวัดการกระทำของมนุษย์ว่า ดี ไม่ดี

ส่วนผลลัพธ์ของกรรม ก็มีแตกต่างในแต่ละศาสนา สำหรับพุทธ มีผลดังนี้ บุคคลใดกระทำกรรมในทางที่ดี (ซึ่งมีวิธีมากมาย) เมื่อสะสมกรรมดีไว้ ย่อมมีผลต่อพฤติกรรม ที่มีแนวโน้มเป็นคนมีคุณธรรมประจำใจเป็นพื้นฐาน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความเมตตาหรือไมตรีจิตจากคนอื่นด้วย (ซึ่งไม่แน่เสมอไป เพราะมีเงื่อนไขอื่นๆ มาแทรกได้) โดยพื้นฐานจะอยู่ในฐานะที่ดี ตรงกันข้าม บุคคลใดกระทำแต่กรรมไม่ดี ย่อมมีแนวโน้มที่ผู้คนจะแสดงกรรมตอบโต้ได้ ผลทั้งสอง อยู่เจตนาดี ไมีดี (ซึ่งก็ดูยากอีก เพราะอยู่ด้านใน) นี่คือ พฤติกรรมทั่วๆไปของสามัญชน ที่แสดงออกตามวิถีวัฒนธรรม ศาสนานั้นๆ

สำหรับการกระทำที่ยิ่ง (อภิกรรม) คือ การกระทำที่สร้างชีวิตให้เจริญขึ้น โดยเน้นที่จิต เพราะพุทธเน้น การพัฒนามนุษย์ที่จิตให้เจริญเหนือคำว่า "ปุถุชน" เพื่อเดินทางไปสู่ "อริยบุคคล" ซึ่งก็เกิดมาจากการกระทำหรือกรรมที่เราแสดงออกตามปกติทั่วไปในแต่ละวัน ซึ่งพุทธเน้นการฝึกฝนการกระทำทางจิตละเอียดขึ้นไปอีกคือ การฝึกปฏิบัติ ให้ยิ่งกว่าปกติ ที่มนุษย์ทำได้ยาก เช่น ฝึกแบบสมาธิ วิปัสสนา ละโลก ปล่อยวาง อยู่เป็นปกติแต่รู้เท่าทันการกระทำของ กาย วาจา และใจ ทุกกระเบียดวินาที อย่างนี้เรียกว่า การทำกรรมเพื่อเป็นอริยบุคคล เพราะเราต้องอาศัยกาย ใจ เป็นเครื่องมือในการสร้างให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งคือ "อริยภาวะ" หากทำอย่างเข้มข้น ภายใน ๗ ปี ย่อมเกิดทางจิตแน่เทียว ปัญหาคือ ยากที่ปุถุชนจะทำได้ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยอยู่มากมายในยุคปัจจุบัน

ส่วนความหมายที่บอกว่า "กรรมติดตัว" ไปสู่ปรภพนั้น ที่จริงเป็นสำนวนหรือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในทางศาสนาประมาณนั้น ต้องการให้คนมองเห็นผลใหญ่ แต่ใครจะรู้ละว่า เมื่อตายแล้วจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีก หวังน้ำบ่อหน้า หวังลมๆ แล้งครับ ในส่วนตัวเชื่อว่า "กรรม" (การกระทำ) ที่แสดงในชาติมนุษย์ย่อมมีพลังมากกว่าทั้งสิ้น เนื่องจากว่า มนุษย์ปัจจุบันไม่อยากไปแบบอดีตสาวก ในครั้งพุทธกาล ไร้อุดมคติเรื่องการดำรงชีวิตแบบสิ้นอัตตาถาวร เหมือนแต่ก่อน ตรงกันข้าม กลับหวังชาติหน้า หวังเกิดอีก ซึ่งไม่มีใครรู้แน่ชัดดอกว่า จะเป็นอย่างไร มีเพียงคัมภีร์ ตำรา ความเชื่อของคนโบราณกล่าวไว้เท่านั้น แต่หลานพันปีแล้ว ยังไม่มีใครยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ทางที่สมเหตุสมผลอย่างสัตบุรุษกล่าวคือ ทำชาตินี้ให้สิ้น ชาติหน้าก็หมด จุดนี้เป็นปัญหาใหญ่ของชาวพุทธนะครับ (หากสงสัยจะขออธิบายภายหลัง หากขอมา) ดังนั้น ยืนยันว่า กรรม คือ การกระทำให้สิ้นชาตินี้คือ "อภิกรรม" หรือ "อริยบุคคล"

พี่ของพี่ (คนบ้านไกล) กล่าวถูกต้องครับ เพราะชาติที่เรารู้ดี และพิสูจน์ได้ด้วยจิตของตนคือ การกระทำด้วยการมีพยานกายรับรองครับ หากตายไป ไร้กายที่จะสร้างกรรม ครับ มีแต่รับผลกรรมในปัจจุบันที่สร้างไว้ ซึ่งเราก็ไม่รู้แน่ชัดว่า จะเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ คือ เราไม่รู้ ไม่เห็น เชื่อแต่บรรพบุรุษบอกไว้ และกำชับว่า ทำบุญให้ด้วย! ดังนั้น หากอยากไปชาติหน้าที่ดี พิสูจน์ชาตินี้สิครับ รับรอง คุณไม่ได้ชาติไหนแน่นอน เพราะชีพคุณสิ้นสุดในชาติที่เป็น อริยบุคคลชั้น อรหันต์แล้ว ไงละครับ สาธุๆๆ (แจงซะจะให้ไปนิพพานเลย)