ให้ความรู้ดีมากครับ เป็นหลักการดี ..ขออนุญาตแจมความเห็นนะครับ..
"ความจริง" (Reality)..กับความจริง (Truth) ต่างกันครับ
ความจริงแรกตามที่โพสต์ นั่นเป็นได้สองลักษณะคือ
๑) เป็นความจริงด้วยตัวเอง ซึ่งปรากฏตามธรรมชาติ (Universal Law)
๒) เป็นความจริงตามการจินตนาการหรือวาทกรรมของมนุษย์ (Traditional reality)
ทั้งสองสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ความจริงแรก จะแอบแฝงซ่อนอยู่ในรูปของสสารรอบตัวเรา ที่เราต้องใช้ประสาทสัมผัสจึงจะรู้ว่านั่นคือ โลก พืช ดิน น้ำ ลม สัตว์ ฯ สิ่งเหล่านี้ มีความจริงอยู่เบื้องหลังให้สรรพสิ่งปรากฏและดำเนินไป เรียกว่า "กฏ" (Natural Law) (ที่นี่จะไม่ขยายว่า ความจริงมาจากไหน ใครกำหนด ซึ่งจะมีปัญหาอธิบายอีก) ทีนี้เมื่อเราอยากรู้ว่า มี "ความจริง" จริงหรือไม่ (สรรพสิ่ง : กฏ) เราต้องอาศัยประสาททั้งห้าของเราสัมผัสเป็นขั้นแรก นี่คือ ความจริงที่เป็นแบบสสาร เช่น ก้อนหิน เราจะรู้ก็ต่อเมื่อ ตา มือ ขา ฯ เราจับต้องมันแล้วใช้ภาษาสื่อว่า มีก้อนหินอยู่ ตรงกันข้ามหากเราไม่มีตัวตน (สสารกาย) เราก็ไม่อาจประเมินได้ว่า "สรรพมีอยู่จริง"
ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า คำว่า "จริง" (Real) เป็นจริงด้วยตัวเองหรือเป็นจริงแบบสมบูรณ์แบบ คำตอบคือ เราต้องหาข้อเปรียบเทียบประเมินกัน ในโลกนี้มีอะไรที่ถือว่า "เป็นจริง" (Realized) ก็ต่อเมื่อโลกมีสิ่งไม่เป็นจริง (Unreal) สิ่งไม่จริงคือ ข้อเปรียบเทียบที่จะบอกสิ่งตรงข้าม เช่น เรากล่าวว่า โลกมีสีเดียวคือ สีแดง ดังนั้น สรรพสิ่งจึงมีสีแดงทั้งหมด คำพูดนี้ ถือว่า "ไม่จริง" เนื่องจาก เมื่อโลกมีสี (สากล) เดียว เรามิอาจเรียกสีเดียวว่า สีแดงได้ เพราะเราไม่มีสีอื่นๆเปรียบเทียบนั่นเอง ดังนั้น โลกจึงไม่มีสี ถ้าเรายืนยันว่า โลกนี้มีสีเดียว (สีแดง) เราต้องหาสีที่ตรงกันข้ามกับสีแดง เช่น สีขาว สีเขียว สีดำ ฯ เป็นต้น เมื่อเราเปรียบเทียบสีได้เราจะรู้ว่า สีนั้นเป็นสีแดง
ทำนองเดียวกับ "ความจริง" (Reality) เราต้องหาความไม่จริงมาอิงเปรียบเทียบ เพื่อจะได้แยกออกว่า อะไรจริง ไม่จริง แต่ถ้าคำว่า จริง ความจริง ซึ่งเป็นภาษาที่บอกคุณลักษณ์หรือขยายสภาวะสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แตกต่างกัน มิได้ถูกนำมาอธิบายตีความ ลักษณะสิ่งใด ก็ไม่อาจบอกได้ว่า สิ่งนั้นจริง
สำหรับโลกเป็นแหล่งที่เอื้อให้เกิดสรรพสิ่ง มากมาย รวมทั้งมนุษย์ ซึ่งจะเป็นกลายเป็นผู้ประเมินความจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบดีกว่าสัตว์ชนิดอื่นครับ เนื่องจากเราสามารถผลิตภาษาบอกว่า จริง ไม่จริง
แต่ด้วยมันสมองที่ซับซ้อนของสมองเรา ที่เอื้อให้คิด จินตนาการ สร้างภาษา วาทกรรม มายาคติ ฯ ขึ้นมาหลอกลวงกัน สื่อสารกัน ซึ่งเป็นไปตามระบบสังคม วัฒนธรรมของโลกและรวมไปถึงสัญชาตญาณส่วนลึก ที่กระตุ้นให้เราแสดงบทบาทที่หลากหลายทั้งจริง ไม่จริง ทั้งเทียมแท้ จริงเทียมครับ เป็นไปได้ที่คนคิดน้อย ประสบการณ์น้อย ย่อมถูกลวงด้วยพลความภาษาของมนุษย์ได้ครับ นี่คือ ความจริงอันที่สอง ที่เกิดมาจากมนุษย์ที่รังสรรขึ้นมา เรียกว่า ข้อเท็จจริง (มีทั้งจริงและเท็จผสมกันอยู่)
ถ้าหากไปอิงหลักสังคมมนุษย์ในแง่ต่างๆ เช่น ปรัชญา ด้านอภิปรัชญาที่มักถามกนว่า อะไรคือ ความจริงสูงสุด คำตอบที่ได้คือ กฏ พระเจ้า ธรรมชาติ จิต หรือแบบของเพลโตนั่นแหละ ถ้าไปอิงศาสนา ศาสนาก็จะอ้างตามคัมภีร์ที่ได้มาจากพระเจ้าประทานให้อีกที ยกเว้นพุทธศาสนาที่อิงจากประสบการณ์ของมนุษย์ เรียกว่า "อริยสัจ" นั่นคือ กฏ หมายถึง ความจริงอันแรกที่กล่าวแล้ว กล่าวโดยรวมเราก็มักย่อเป็นสองคือ จริงแบบโลก (สสาร) เรียกว่า "สมมติสัจ" จริงแบบอุดมคติ (แบบเพลโตหรือนิพพาน) เรียกว่า "ปรมัตสัจ" หากอิงจิตวิทยา ก็ยากที่จะหาข้อยุติได้ เนื่องจาก จิต คือ แหล่งความคิด จินตนาการ ทัศนะ ความรู้สึก ที่เป็นส่วนบุคคลมาก เมื่อเรามองเห็นอาจมีคนอื่นมองต่างเสมอครับ ความจริงอาจเกิดเป็นแบบ "พหุสัจ" ได้ ทั้งหมดนี้ ทำอย่างไรเราจะเข้าถึง ความเป็นสากลร่วมกัน ไม่มีฝ่าย ไม่มีสี ไม่มีค่าย มีแต่ความรู้และจริง (มูลวิทยา) มาสนทนาสร้างสรรปัญญาร่วมกันครับ ขอภัยหากไม่ตรงประเด็น