คะ เข้าใจเอาเองว่ามันน่าจะเกิดจากคนที่ฟังเพลงเพื่อชีวิตรุ่นปัจจุบันบางคนบางกลุ่มที่ฟังไปกระโดดโลดเต้นไป เมามายจนเหยียบเท้ากัน จบลงที่ต่อยตีกันอย่างที่กล่าวมา อาจไม่ได้เข้าใจที่มาของบทเพลงเพื่อชีวิตว่าจริงแท้แล้ว เขาประสงค์จะสือสารอะไรกับสังคม บันเทิง เอามัน อย่างเดียว หรือต้องการสือสาร ข้อมูลที่สร้างสรรค์ผ่านบทเพลงกันแน่ และเขาอาจมีเจตนาสื่อสารความทุกข์ยากของคนยากคนจน คนธรรมดา สามัญ ไม่มียศศักดิ์ทั่วๆไปในสังคมให้คนอื่นๆในสังคมรับรู้เข้าใจ พอไม่เห็นเจตนาฟังแต่ดนตรีกับเนื้อร้องเอามัน มันก็คิดอะไรไม่ได้ คิดได้แต่เรื่องตนเอง ไม่ได้ช่วยเหลือจรรโลงอะไรให้สังคมขึ้นเลย เฮอคิดแแล้วเหนื่อยใจ แต่ไม่เป็นไรคะ เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ ทำำได้แค่กำหนดตัวเราเองให้ดำเนินชีวิตอย่างไร กำหนดได้ว่าในชาติภพนี้เราจะใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของใครบ้าง ทำต่อไปคะตราบเท่าที่มีแรงกายแรงสมองจะทำ เป็นกำลังใจสำหรับทุกการทำดีคิดดีคะ  ขอบคุณ

ใช่คะแรงมากๆๆ จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ดิฉันก็ตัดปัญหา ไม่ให้ตนเองรู้สึกหดหู่  เครียด เศร้า กับสิ่งที่เห็นในละครโดยการไม่ดูละครเลยเหมือนกัน คะ แต่มีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งเตือนว่าทำอย่างนั้นไม่ดี ละครจะสื่อสารให้เรารู้ความเป็นไปของสังคม ปัญหาสังคมแต่พอกลับมาดูบ้างก็เป็นอย่างที่เห็นแหละมันอดคิดไม่ได้

  ที่คุณพูดถึงเรดละครมาด้วยก็ดีเหมือนกันคะ อยากมีเรื่องแลกเปลี่ยนด้วยในประเด็นนี้ คำถามคือถ้าผู้ใหญ่ที่ดีกับเด็กก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่สามารถให้คำแนะนำกับเด็กที่กำลังดูละครแรงๆอยู่ด้วยได้ บทสรุปมันจะเป็นอย่างไร  ตกลงการแก้ปัญหาสิ่งที่ไม่ควรสื่อสารต่อสาธารณะโดยไม่ไตร่ตรองอย่างดียิ่ง (ไม่สนับสนุนการเซ็นเซ่อร์จนเกินของเขตนะคะ) โดยใช้วิธีจัดเรดรายการของสังคมไทยอย่างปัจจุบัน เป็นการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานการเข้าใจบริบทของสังคมไทยทั้งสังคมดีแล้วหรือยัง หรือจริงๆแล้วต้องไตร่ตรองหาวิธีการมากกว่านี้เช่น 1. มีช่องทีวีสาธารณะที่มีรายการสำหรับเด็กและครอบครัวให้เป็นตัวเลือกที่มากขึ้น คนจะได้เลือกได้เองว่าจะเสพข้อมูลไหนดี 2. ทำความเข้าใจกับสาธารณะให้มากขึ้นถึงโทษภัยของการเสพข้อมูลที่มีความเสี่ยงต่อทัศนะในการดำเนินชีวิต

3. ขึ้นตัววิ่งเพื่อแจ้งว่าการระทำเหล่านั้นเป็นอย่างไร เหมือนที่แจ้งทุกครั้งที่มีฉากการเล่นการพนัน (แต่ต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการ

สร้างอคติทางเพศ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนาและอื่นๆ)