ตามมา ลปรร. อีกบันทึกนะคะ...พอดีเป็นประเด็นที่ดิฉันกับคุณ"ชายขอบ"ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย...ภายใต้โครงการไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน...เกี่ยวกับกระบวนการทางปัญญาของ"มนุษย์"...หากเมื่อได้เริ่มตั้งแต่วัยเด็กย่อมจะเป็นรากฐานที่สำคัญ...ได้ยิ่ง...
สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือ ครูควรจะเข้าใจพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเด็กและจัดสภาพสิ่งแวดล้อมของห้องเรียนให้นักเรียนมีโอกาสเรียนรู้ตามขั้นพัฒนาการเชาว์ปัญญาของตน หรือใช้วิธีการที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับวัยเด็กจะสามารถเรียนรู้ได้
วิธีการที่ผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือในการค้นพบความรู้ขึ้นกับขั้นพัฒนาการของผู้เรียน
ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของพีอาเจต์ขั้นพัฒนาการที่บรูเนอร์เสนอมี
3 ขั้น คือ Enactive, Iconic, Symbolic
ฉะนั้นวิธีการที่ผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือในการค้นพบความรู้
แบ่งออกเป็น 3 วิธี ดังต่อไปนี้
1. วิธีการที่เรียกว่า เอนแอคทีป
(Enactive Mode)
ซึ่งเป็นวิธีการที่มปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
โดยการสัมผัสจับต้องด้วยมือผลักดึง
รวมทั้งการที่เด็กใช้ปากกับวัตถุสิ่งของที่อยู่รอบๆตัว
ข้อสำคัญที่สุดก็คือการกระทำของเด็กเอง
2. วิธีการที่เรียกว่า ไอคอนนิค
(Inconic Mode)
เมื่อเด็กสามารถที่จะสร้างจินตนาการหรือมโนภาพ(Imagery) ขึ้นในใจได้
ก็จะสามารถที่จะรู้จักโลกโดย Inconic Mode
เด็กในวัยนี้จะใช้รูปภาพแทนของจริง
โดยไม่จำเป็นจะต้องแตะต้องหรือสัมผัสของจริง
นอกจากนี้เด็กจะสามารถจะรู้จักสิ่งของจากภาพ
แม้ว่าจะมีขนาดแะสีเปลี่ยนไป เด็กที่มีอายุประมาณ 5 – 8 ปี จะใช้
Inconic Mode
3. วิธีการที่ใชสัญลักษณ์ หรือ
Symbolic Mode วิธการนี้ผู้เรียนใช้ในการเรียนรู้
เมื่อผู้เรียนมีความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
หรือความคิดรวบยอดที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรม
จึงสามารถที่จะสร้างสมมุติฐาน
และพิสูจน์ว่าสมมุติฐานถูกหรือผิดได้
บรูเนอร์กล่าวว่า
แม้ว่าวิธีการของผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนโดยการค้นพบจะมี
3 วิธี และขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียนก็ตาม
แต่ในชีวิตจริงไม่ได้หมายความผู้ใหญ่จะพ้นจากการคิดขึ้น Enactive
หรือขั้น Iconic
อย่างเด็ดขาดเพียงแต่ว่าผู้ใหญ่จะใช้สัญลักษณ์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มากขึ้น
การเรียนทักษะบางอย่าง เช่น การขับรถ ผู้เรียนยังจะต้องลงมือทำ
และมีประสบการณ์เหมือนขั้น Enactive