สวัสดีครับน้องสาวเบิร์ด

P
  • โดยบทบาทตรงแล้วเราไม่ใช่มีหน้าที่โดยรับผิดชอบไปแก้ปัญหาหนี้สินของชาวบ้าน
  • แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราควรจะเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยความผูกพัน ด้วยสำนึก และอุดมการณ์
  • พูดในแบบหลักการก็ต้องกล่าวว่า ใครคือผู้ที่มีหนี้สิน เพราะอะไร ทำไม เมื่อไหร่ เท่าไหร่ แก้ไขกันมาอย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ฯลฯ เมื่อทราบอย่างละเอียดแล้วก็ต้องคุยกันกับเหล่าบรรดา หน้าจืดทั้งหลายนั้น (รวมทั้งเราที่หน้าจืดด้วย) ว่าการแก้ไขหนี้สินนั้นไม่สามารถใช้วิธี เดิมๆได้ แต่ต้องใช้วิธีถอนรากถอนโคนแบบ "ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม"
  • ประสบการณ์ของพี่มีทั้งแบบส่วนบุคคลและแบบกลุ่ม แบบบุคคลใช้วิธีปลุกจิตสำนึกใหม่ แล้วลงไปวิเคราะห์รายละเอียดของการเกิดภาระหนี้สินแล้วพยายามตัดวงจรความเสี่ยงในการลงทุนทางการเกษตรลง และเพิ่มการพึ่งตนเองมากขึ้น คนที่มุ่งมั่นและยอมรับการเปลี่ยนแปลง หรือปรับตัวได้จึงจะแก้ปัญหานี้ได้  แต่หากปรับตัวไม่ได้ ก็เข้าสู่วงจรเสี่ยงอีกต่อไป หากโชคดีก็หลุดรอดได้ หากโชคร้ายก็ไม่หลุด  แต่ที่สำคัญคือความอดทน มุ่งมั่นครับ
  • ส่วนแบบกลุ่มนั้น ก็คล้ายๆแบบบุคคลที่ต้องเริ่มจากการปลุกจิตสำนึกให้เข้าใจภาพรวมและรายละเอียดส่วนตน แยกแยะออกมาให้ชัดเจนว่าเราพลาดตรงไหน  แล้วปรับเปลี่ยนโดยใช้เวลา และใช้ระบบกลุ่มเข้ามาช่วยกัน  โดยตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา แล้วใช้เวทีการออมทรัพย์แต่ละเดือนนั้นมาย้ำถึงสำนึก และกระบวนการปลดหนี้ และเอาเงินจากกลุ่มไปลงทุนการผลิตที่ลดความเสี่ยง หรือเสี่ยงน้อยที่สุด และทำการค้าในชุมชนแบบ "ตลาดชุมชน" โดยผลิตเองแล้วเอามาขายกันเองในชุมชน  ค่อยๆตัดวงจรหนี้ลงไปด้วยการช่วยกัน  แต่นั่นต้องมีสำนึกร่วมกันและใช้เงินจากกลุ่มไปเป็นตัวช่วย
  • ต้องใช้เวลา ใช้ความพยายามที่สูง  การก่อหนี้ง่ายแสนง่าย การแก้ ยากแสนยาก เพราะเราไปแก้เขา ต่างมีเงื่อนไขเฉพาะมากมาย ละเอียด และร้อยแปดครับ  ระบบกลุ่มออมทรัพย์พี่เคยทำตั้งแต่สมัยทำงานที่สะเมิง เชียงใหม่โน้นครับ จะส่งหนังสือ "ตลาดชุมชนมาให้" เอาใจช่วย และยินดีปรึกษาหารือกัน