น่าจะเป็นการแต่งตั้งผู้พิพากษาส่วนกลางในสมัยประธานาธิบดีบุช 1 ระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบให้มีการคานและดุลอำนาจ (checks and balances) ระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และฝ่ายตุลาการอย่างโดดเด่น ขึงขัง และมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น การแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลส่วนกลาง ประธานาธิบดีในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารเป็น ผู้แต่งตั้ง โดยเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาลงมติให้การรับรอง หากไม่ผ่าน ว่าที่ผู้พิพากษาที่ได้รับการเสนอชื่อก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลส่วนกลางมีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต ซึ่งยาวนานกว่าวาระของฝ่ายบริหารและรัฐสภา และการถอดถอนผู้พิพากษา จะกระทำโดยรัฐสภา มิใช่ฝ่ายบริหาร ระบบเช่นนี้เอื้ออำนวยให้ผู้พิพากษาสามารถทำหน้าที่ได้ อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตอบแทนทางการเมือง
เรื่องราวของหนังยาวเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในช่วงปลายสมัยบุช 1 มีการเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลส่วนกลางให้วุฒิสภารับรองจำนวนสูงถึง 218 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษาในศาลส่วนกลางระดับเขต (US District Courts) มีจำนวน 46 คน เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนกลาง (US Courts of Appeals) ซึ่งเป็นศาลที่มีความสำคัญสูงสุดเป็นอันดับสอง รองจากศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา (US Supreme Court)
ในขณะนั้น พรรค Democrat คัดค้านผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนกลางจำนวน 10 คน อย่างแข็งขัน ด้วยข้อกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นเป็นพวกอนุรักษนิยมสุดขั้ว จนน่ากลัวเกินกว่าที่จะให้อยู่ในตำแหน่งตลอดชีวิต และผลิตคำพิพากษาที่จะเป็น "บรรทัดฐาน" ในการตัดสินคดีในอนาคต
ทีนี้ เมื่อประธานาธิบดีเสนอชื่อเข้าสภา วุฒิสภาต้องลงมติรับรองผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทีละคน ก่อนลงมติก็ต้องมีการอภิปรายกันก่อน ซึ่งการอภิปรายในวุฒิสภานั้น จะให้สิทธิสมาชิกวุฒิสภาอย่าง เต็มที่ โดยไม่มีการจำกัดเวลาในการอภิปรายของสมาชิก และไม่จำกัดขอบเขตเนื้อหาการอภิปรายของสมาชิกตามกติกานั้น สมาชิกวุฒิสภาจะอภิปรายเรื่องอะไรก็ได้ ใช้เวลานานเท่าใดก็ได้
ทั้งนี้ เนื่องจากวุฒิสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติ บัญญัติที่สำคัญที่สุด
เมื่อสมาชิกอภิปรายจนพอใจแล้ว หรือมีคะแนนเสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด (60 คน) เสนอปิดอภิปราย กระบวนการอภิปรายก็จะจบสิ้นลง แล้วเข้าสู่กระบวนการลงมติ
คราวนั้นเหล่าสมาชิกวุฒิสภาพรรค Democrat ซึ่งหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อบางคน ได้รับการอนุมัติผ่านรัฐสภา จึงเลือกใช้กลยุทธ์ "Filibuster" หรือการพูดมาราธอน อภิปรายเรื่อยไปไม่ยอมหยุด เพื่อลากยาวไม่ให้มีการลงมติ โดยอาศัยช่องว่างที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ให้สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายได้ไม่จำกัดเวลาและหัวข้อ เพราะหากลงมติจริงก็มีแนวโน้มที่จะแพ้สูง เนื่องจาก Republican มีเสียงข้างมากในสภา โดยมี 51 ที่นั่ง
การอภิปรายครั้งประวัติศาสตร์ในสภาเมื่อพฤศจิกายน 2003 สมัยบุช 1 เริ่มต้นตั้งแต่เย็นวันพุธไปจบเอาเช้าวันศุกร์ ถึงกับต้องนำเตียงมาหลับนอนกันในสภาทีเดียว
สงครามการเมืองรอบนั้นจบลงด้วยการต่อรอง จนฝ่ายรัฐบาลต้องยอมถอนชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อบางคนออก ตำแหน่งผู้พิพากษาศาลส่วนกลางจึงยังว่างอยู่หลายตำแหน่งครับ