ผมอ่านแล้วนึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของเฮมิงเวย์
ครั้งหนึ่งมีนักศึกษาวรรณคดีไปขอสัมภาษณ์เฮมิงเวย์เพื่อทำวิทยานิพนธ์ ตอนหนึ่ง นักศึกษาขอให้เฮมิงเวย์ให้คำจำกัดความ 'วรรณกรรมที่ดี' เฮมิงเวย์ตอบสั้นมากว่า "ต้องไม่เป็นวิชาการ"
เฮมิงเวย์เป็นนักเขียนทั้งจิตใจและวิญญาณ ไม่เข้ามหาวิทยาลัย เกลียดการเมือง ความสนใจของเขาจึงไม่มีที่ว่างสำหรับงานวิชาการ ทำนองเดียวกับที่นักวิชาการไม่อ่านงานวรรณกรรมนั่นแหละ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 'วรรณกรรม' และ 'วิชาการ' เป็นเครื่องมือสำหรับอธิบายความจริงต่างประเภทกัน แต่ในบางกรณีวรรณกรรมกับวิชาการก็ปนกันจนแยกไม่ออก อย่างใน'สงครามและสันติภาพ' ของตอลสตอย แม้แต่ตอลสตอยเองยังบอกไม่ได้เลยว่าเป็นอะไรกันแน่ เขาเขียนอธิบายเมื่อถูกวิจารณ์ ตอนหนึ่งว่า</p> “…สงครามและสันติภาพเป็นอะไรน่ะหรือ? มันไม่ใช่นิยายหรอก ไม่ใช่กวีนิพนธ์ด้วย และยิ่งไม่ใช่ลำดับเหตุการณ์ทางประศาสตร์เข้าไปใหญ่ สงครามและสันติภาพ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ประพันธ์อยากและสามารถแสดงออกมาในรูปแบบที่มันได้ถูกแสดงออกมาแล้ว (นั่นแหละ)…” อย่างที่รู้กัน สงครามและสันติภาพ ประกอบด้วยเรื่องราวของผู้คน การกระทำและเหตุการณ์ต่างๆ สอดประสานกับการบรรยายปรัชญาประวัติศาสตร์ของตอลสตอยตลอดเรื่อง แม้แต่ใน 'ภาคส่งท้าย' ก็ยังมีทั้งสองส่วนนี้ ส่วนแรกคล้ายกับวรรณกรรม (หรือนิยาย) ส่วนหลังคล้ายๆบทความทางวิชาการ กรณีสงครามและสันติภาพ ถ้าจะถามว่าส่วนไหนสำคัญหรือน่าสนใจกว่ากัน ก็ตอบได้ยาก ขึ้นอยู่กับความสนใจหรือรสนิยมของแต่ละบุคคลกระมัง สำหรับเฮมิงเวย์แล้ว ส่วนที่เป็นเรื่องราวของผู้คนคือ 'ความจริง (true) ยืนยง และสำคัญ' ในขณะที่ส่วนที่เป็นปรัชญาประวัติศาสตร์ (ซึ่งเฮมิงเวย์เรียกว่าความคิดทางการเมือง) นั้น ไม่จริง ไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว เวลาอ่านต้องอ่านข้ามๆ แต่สำหรับ Isaiah Berlin นักวิชาการประวัติศาสตร์ความคิดคงจะไม่'อ่านข้ามๆ' แน่ เพราะเขาเขียนบทความทางวิชาการขนาดยาว (ประมาณ 60 หน้า) ชื่อ The Hedgehog and The Fox บรรยายเกี่ยวกับปรัชญาประวัติศาสตร์ของตอลสตอย โดยแทบจะไม่กล่าวถึงเรื่องราวของผู้คนในเรื่องเอาเลย เอ่ยถึงบ้างนานๆครั้ง รวมๆแล้วไม่เกินสิบประโยค <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในเรื่อง เหยื่ออธรรมของวิคตอร์ อูโก ก็เช่นกัน อูโกได้สอดแทรกส่วนที่เป็นบทความ 'คล้ายวิชาการ' ยาวๆไว้หลายตอน ได้แก่ การรบที่วอเตดร์ลู อารามชี ภาษาเฉพาะหรือภาษาลับ ระบบระบายน้ำใต้ดินของปารีส สำหรับเรื่อง 'อารามชี' นั้น ทางสำนักพิมพ์ขอให้อูโกตัดออก เพราะนอกจากยืดยาวเกินไปแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกแบนเพราะศาสนจักรไม่พอใจแน่ แต่อูโกไม่ยอม และหนังสือก็ถูกแบนในสมัยนั้นจริงๆ ผมเองรู้สึกว่าบทความคล้ายวิชาการเหล่านี้เป็นเสน่ห์ ช่วยเสริมความยิ่งใหญ่ของเรื่อง เป็นการสลับฉาก พักอารมณ์ คล้ายๆกับเพลงซิมโฟนี่หรือconcerto ที่ต้องมีท่อนสองหรือท่อนสามมาขั้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศหรืออารมณ์ของเพลง</p> พูดถึงงานวรรณกรรมกับวิชาการแล้ว ผมอดนึกถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่งไม่ได้ ชื่อ The Romantic Exiles เขียนโดย E.H.Carr เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ชู้สาวในครอบครัวของ Alexander Herzen นักปฏิวัติรัสเซียที่ลี้ภัยอยู่ในยุโรปตะวันตกในช่วงกลางคริสตศวรรษที่ 19 (ช่วงเดียวกับที่ตอลสตอยเขียนสงครามและสันติภาพ และอูโกเขียน เหยื่ออธรรม นั่นแหละ) Herzen เป็นนักปฏิวัติใหญ่ อยู่หัวขบวนสังคมนิยมรัสเซียและยุโรปในสมัยนั้น เรื่องราวที่เกิดจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกธรรมดาๆ มีการตั้งกรรมการภายในขบวนการสอบสวนด้วย Carrเขียนเรื่องนี้อย่างนักประวัติศาสตร์ โดยเขียนจากหลักฐานคือจดหมาย สมุดบันทึก คำสัมภาษณ์ทายาท และอื่นๆ งานชิ้นนี้จึงไม่ใช่นิยายหรือเรื่องแต่ง (วรรณกรรม) หากเป็นงานวิชาการแท้ๆ แต่Carr เขียนได้อย่างมีชีวิตชีวามาก ขณะที่อ่านนั้นรู้สึกเหมือนอ่าน 'นิยายที่เป็นเรื่องจริง' (แม้จะไม่ใช่ 'ความจริงจริงๆ' ก็เถอะ) อ่านจบแล้วอยากกราบคนเขียนงามๆ 3 ครั้ง ผมคิดว่านี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ 'วรรณกรรม' กับ 'วิชาการ' เสริมซึ่งกันและกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> วรรณกรรมและวิชาการคงจะเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับความจริงต่างประเภท อย่างที่รู้ๆกัน (และคงจะมีเครื่องมืออื่นๆอีกหลายชนิด) แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องระวังอย่าใช้เครื่องผิดประเภท เพราะอาจจะเป็นผลเสียได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> อย่างในเรื่อง สงครามและสันติภาพ ตอลสตอยเล่นเอาคณิตศาสตร์ (Calculus) มาใช้กับประวัติศาสตร์ (บางตอน อ่านแล้วอดขำแกไม่ได้) ผลก็คือไม่มีใครเอากับแกด้วย และ 'ไม่จริงแล้ว ไม่มีความสำคัญแล้ว' อย่างที่เฮมิงเวย์ว่า</p> ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเป็นคนเชื่อพระเจ้า ตอนเรียนชั้นมัธยม เขาไม่สามารถทนเรียนวิชาชีววิทยาได้เลย เขาบอกว่า ชีวิตเป็นเรื่องของพระเจ้า การมองชีวิตแบบวิทยาศาสตร์ของชีววิทยานั้นเขารับไม่ได้ เขาไม่ยอมเรียน ไม่ยอมสอบ ยอมได้ศูนย์คะแนน แต่นี่อาจเป็นเรื่องของคนๆเดียว เป็นกรณียกเว้น มีไม่มากนัก นักชีววิทยาอาจจะบอกว่า “เรื่องของเอ็ง!” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> อีกตัวอย่างของการใช้เครื่องมือผิดประเภทที่รู้กันดีก็คือ ลัทธิมาร์กซ์ ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ์ได้รับอิทธิพลจากความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ชาวลัทธิมาร์กซ์มักกล่าวด้วยความภูมิใจว่าลัทธิมาร์กซ์เป็นวิทยาศาสตร์ เชื่อมั่นว่าทฤษฎีของตนสามารถทำนายอนาคตของสังคมมนุษย์ได้ เหมือนกับที่ฟิสิกส์สามารถทำนายการเคลื่อนที่ของดวงดาวหรืออะตอม ผลของการทดลองทางวิทยาศาสตร์สังคมของลัทธิมาร์กซ์นานกว่าศตวรรษ ทำให้ผู้คนต้องล้มตายไปหลายล้านคน (รวมทั้งผู้มีจิตใจเสียสละน่ายกย่องที่ ต้องการปลดปล่อยมนุษยชาติให้พ้นจากการกดขี่ด้วย) กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องคนๆเดียวแล้วนะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> เอ…ชักจะไม่เกี่ยวกับ 'วรรณกรรมและวิชาการ'แล้ว ขอจบดีกว่า…ผมพยายามหาเรื่องมาคุยด้วยเท่านั้นแหละ ภีม ไม่รู้ว่าตรงประเด็นหรือเข้าเรื่องเข้าราวกับที่ภีมคุยกันอยู่เปล่า