คำว่า “ทุนมนุษย์” Human Capital ได้ถูกนำมาใช้ในสองความหมาย ตาม อดัม
สมิท ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 
Gary Becker ได้ศึกษาค้นคว้ากำหนดทฤษฎีทุนมนุษย์โดยมุ่งเน้นการลงทุนไปที่ขีดความสามารถและทักษะในการทำงานของบุคลากรในองค์กร
William R.Tracey ได้ให้คำนิยามทุนมนุษย์ไว้ว่า หมายถึง
ผลตอบแทนที่องค์กรได้รับจากความจงรักภักดี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความพยายาม
ความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของบุคลากรในองค์กรTheodore
W. Schultz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้ไว้ในปี
ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) ในบทความชื่อ Investment in Human Capital ในวารสาร American Economic โดย Schultz ให้ความหมายคำว่า “ทุนมนุษย์” ว่าความสามารถหลายๆอย่างที่อยู่ในตัวคน
ทั้งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (Innate) หรือเกิดจากการสะสมเรียนรู้
โดยแต่ละบุคคลที่เกิดมาจะมียีนส์เฉพาะของแต่ละบุคคลซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ความสามารถ
คุณลักษณะเหล่านี้เป็นคุณลักษณะที่มีคุณค่า
ซึ่งคุณค่านี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการลงทุนที่เหมาะสมLynda Gratton และ Sumantra Ghoshal ได้ให้ความหมายของ “ทุนมนุษย์” ว่าหมายถึงส่วนผสมของ 3 สิ่งคือ  1. 
ทุนทางปัญญา (
Intellectual Capital)2. 
ทุนทางสังคม (
Social Cpital)3. 
ทุนทางอารมณ์ (
Emotional Capital)“ทุนมนุษย์” ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลากหลายแง่มุม1.
เปลี่ยนจากการมองคนเป็นค่าใช้จ่ายไปสู่การมองคนเป็นสินทรัพย์2.  มองทุนมนุษย์ในลักษณะที่เป็นคุณสมบัติแยกออกต่างหากจากตัวบุคคล
3. เกิดแนวคิดคู่ประสานระหว่างการสร้างความผูกพันและการพัฒนาทุนทางปัญญา4. 
ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติด้านเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมและความฉลาดทางอารมณ์5.
เน้นคุณค่าของคนและวิธีการที่ใช้ในการบริหารคนมากกว่าหน้าที่เฉพาะบุคคล
นิยามคำว่า “ทุนมนุษย์” ในลักษณะที่เป็นนามธรรม
ไม่ได้ส่งผลแต่เฉพาะในส่วนแนวคิดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น
ยังส่งผลต่อแนวคิดของการบริหารหรือการจัดการทรัพยากรมนุษย์ด้วย Andrew Mayo
กล่าวว่า
Human Resource Management (HRM) และ Human Capital Management (HCM) มีความแตกต่างกันในสองเรื่อง คือ
การบริหาร “ทุนมนุษย์” จะเน้นคุณค่าของคน (Value of People) และสิ่งที่คนสร้าง
มากกว่าสนใจตัวกระบวนการหรือหน้าที่ด้านบุคคล (HR Function)และ การบริหาร “ทุนมนุษย์” จะให้ความสำคัญกับการประเมินวิธีการที่ใช้ในการบริหารคนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

 

6.เกิดแนวคิดการวัดค่าสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เนื่องจาก “ทุนมนุษย์” เป็นทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน
และการบริหาร “ทุนมนุษย์” จะเน้นที่คุณค่าของคน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ
แล้วจะวัดค่าของ “ทุนมนุษย์” ได้อย่างไร ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวความคิดแบบเก่า
จะใช้จำนวนบุคลากรและจำนวนผู้ที่เข้ารับการอบรม หรือ อัตราการเข้าออกจากงาน (Turn
Over) หรือประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานเป็นตัวชี้วัดคุณค่าของบุคคล
แต่ตัวชี้วัดดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับการวัดค่าของ “ทุนมนุษย์” จากวลียอดฮิตในวงการ Balance
Scorecard ของ
David P. Norton ที่ว่า “หากคุณไม่สามารถวัดมันได้ คุณก็จะไม่สามารถจัดการกับมันได้”  (Robert S. Kaplan, David P. Norton, Janice
Koch and Cassandra A. Frangos, สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการต้องรู้จักสิ่งที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการในลักษณะเดียวกับสุภาษิตจีนที่ว่า  “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”  ที่ผ่านมา
วงการธุรกิจทั้งหลายได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Balance Scorecard ด้วยการจัดทำแผนที่กลยุทธ์ (strategy
map) และนำมาใช้ในการวัดกลยุทธ์ขององค์กรซึ่งก็ได้รับการยอมรับกันทั่วไปในฐานะการเป็นตัวแบบการจัดการในสามด้าน
คือด้านการเงิน  ด้านลูกค้า
ด้านกระบวนการภายใน 7. 
ทำให้การบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องของทุกฝ่ายในองค์กร8.  กลยุทธการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
“ทุนมนุษย์” เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้แต่พัฒนาได้
โดยมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับกลยุทธ์ขององค์กรและเป็นเรื่องของทุกฝ่ายไม่เฉพาะกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล

นอกจากนี้ ปรัชญาการศึกษาของจอน ดิวอี้
ที่กล่าวถึงแนวทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติจริง
ซึ่งการปฏิบัติจริงก็ได้สร้างนักวิทยาศาสตร์ตลอดจนคนที่ประสบความสำเร็จมากมายซึ่งคนที่จะสบความสำเร็จจะต้องนำหลักการเพิ่มมูลค่าหรือ(3
V)มาใช้ในกระบวนการทำงาน


  นอกจาก 8
k 5 k แล้วข้าพเจ้าเสนอแนวคิดของพระพุทธเจ้าผู้ค้นพบหลักธรรมหรือทางสายกลางสำหรับมนุษย์ได้กล่าวถึงทุนมนุษย์คือจิต
แต่ละดวงได้สะสมทุนมาแต่ละชาติจนมีทุนพอที่จะเกิดเป็นมนุษย์
และเป็นมนุษย์แล้วสร้างมูลค่าเพิ่มจนเป็นจิตที่บริสุทธิ์
ดังนั้นทุนของจิตคือความดี
ที่สื่อให้เห็นได้ที่เรียกว่าบุญกุศลซึ่งพระพุทธองค์ได้สั่งสมที่เรียกว่าบารมี 30
ทัศน์ซึ่งปรากฏในพุทธประวัติที่เกิดในชาติต่างๆใหญ่ๆ สิบชาติและบัญญัติเป็นหลักทาน
หลักศีล หลักสมาธิ
หลักการเกิดปัญญาซึ่งเราคนไทยหรือชาวพุทธต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ปัจจัยด้านบวกของการศึกษาไทย

1.  มีกฎหมายการศึกษาที่ชัดเจนเช่นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

2. มีโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ภาคบังคับ 9 ปี และ ขั้นพื้นฐาน
12 ปี

3. มีการสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาสูงสุดในอาเซี่ยน