“ชินภัทร” สั่งเขตพื้นที่ฯ สำรวจและทำแผนบริหาร ร.ร.เล็ก ส่ง 24 พ.ค.รู้ชัดยุบไม่ยุบกี่โรง พร้อมแจงสถิติ 5 ปี จำนวน ร.ร.และตัวเลขเด็กลดลง ยันไม่ยุบเพราะต้องการประหยัดงบ แต่เพื่อคุณภาพ และไม่ยุบ ร.ร.ที่มี นร.น้อยกว่า 60 คนทุกโรง ต้องภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) แถลงข่าวชี้แจงนโยบายการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอชี้แจงว่านโยบายการยุบโรงเรียนไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้ทำโดยพลการ แต่มีแนวทางและมาตรการในการดำเนินการอย่างชัดเจน ซึ่งการยุบรวมโรงเรียนของ สพฐ.นั้นเป็นผลมาจากจำนวนประชากรนักเรียนที่ลดลงด้วย โดยจากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2555 พบว่า จำนวนนักเรียนลดลงจากประมาณ 8 ล้านคน ในปี 2551 เหลือ 7.39 ล้านคน ในปี 2555 ขณะที่จำนวนโรงเรียนของ สพฐ.ก็ปรับลดลงทุกปีเช่นกัน โดยในปี 2551 สพฐ.มีโรงเรียนทั้งหมด 31,821 โรง ในปี 2552 มีจำนวนโรงเรียนปิดไป 313 โรง เหลือ 31,508 โรง ปี 2553 ปิด 84 โรง เหลือ 31,424 โรง ปี 2554 ปิดไป 169 โรง เหลือ 31,255 โรง และปี 2555 ปิดไป 139 โรง เหลือ 31,116 โรง
“ในช่วง 5 ปี จำนวนโรงเรียน สพฐ.ลดไป 705 โรง ซึ่งเป็นไปตามจำนวนประชากรวัยเด็กที่ลดลง แต่คำนวณแล้วแต่ละปีมีโรงเรียนลดจำนวนลงน้อยมาก เช่นปี 2552 ลดจำนวนโรงเรียนลงแค่ 0.7% ซึ่งยืนยันว่าการยุบเลิกโรงเรียนมีขั้นตอน และเงื่อนไขการพิจารณา สำคัญที่สุดคือยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ขอยืนยันว่า สพฐ.ไม่ได้มุ่งหวังแต่บริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่อยากให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ถ้ายุบโรงเรียนแล้วเด็กเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาเด็กไม่มีที่ไป การยุบโรงเรียนนั้นจะทำไม่ได้เลย และเมื่อยุบโรงเรียนแล้วต้องมีการดูแลเรื่องรับส่งนักเรียนไม่ให้เป็นปัญหา สุดท้ายจะต้องได้รับความยินยอมจากชุมชนด้วย ต้องทำให้ชุมชนมั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้ย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพดีกว่า” นายชินภัทร กล่าว
ส่วนกรณีที่สภาการศึกษาทางเลือก ระบุว่าหากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ยุตินโยบายดังกล่าวจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้าน เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า อยากชี้แจงให้เข้าใจความหมายของยุบโรงเรียน ไม่ได้หมายความว่า สพฐ.จะเดินหน้ายุบโรงเรียนทันทีถ้ามีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน โรงเรียนกลุ่มนี้แค่เป็นกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ซึ่ง สพฐ.ได้ให้เขตพื้นที่การศึกษาไปทำแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่และให้ส่งมาภายในวันที่ 24 พ.ค.นี้ ถึงตอนนั้นจึงจะรู้ว่าโรงเรียนใดจะอยู่ในข่ายยุบหรือไม่ยุบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการยุบโรงเรียนของ สพฐ.ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และโอกาสทางการศึกษา เพราะ สพฐ.มีเงื่อนไขชัดเจนว่าการยุบโรงเรียนต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ไม่ทำให้เด็กไร้ที่เรียน และโรงเรียนแห่งใหม่ต้องมีคุณภาพดีกว่า
ด้าน นายกำจัด คงหนู ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ปทุมธานี เขต 1 กล่าวว่า เรื่องการจัดตั้ง รวม ยุบเลิกโรงเรียนนั้น มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2550 กำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน โดยเป็นอำนาจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาเขตพื้นที่การศึกษา ถือปฏิบัติกันมาเป็นปกติ อย่าง สพป.ปทุมธานี เขต 1 มีโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียน 120 คนลงมา จำนวน 27 โรง และโรงเรียนที่มีนักเรียน 60 คนลงมา จำนวน 2 โรง ทั้งนี้ ในภาพรวมการยุบโรงเรียนขนาดเล็กต้องดูจำนวนประชากรในพื้นที่ด้วยว่าลดลงมากน้อยแค่ไหน และต้องดูคุณภาพของการจัดการศึกษาในโรงเรียนนั้นด้วย ถ้าไม่มีคุณภาพจะทำให้เด็กในโรงเรียนนั้นขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะยุบโรงเรียนได้นั้นต้องได้รับฉันทานุมัติจากชุมชนด้วย และต้องดูว่านักเรียนมีที่ไปหรือไม่ ถ้ามีแม้แต่เด็กคนเดียวที่ไม่มีช่องทางไปเรียนตรงอื่นได้ ก็ไม่มีทางจะยุบโรงเรียนนั้น
ขณะที่ นายประกอบ กุลเกลี้ยง ผอ.สพป.หนองคาย เขต 1 กล่าวว่า นโยบายยุบโรงเรียนเป็นนโยบายสาธารณะมาแต่ปี 2540 เพราะอัตราการเกิดของประชากร ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของประชากรลดลง ขณะเดียวกันโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนเทศบาล มีการเติบโตขึ้นมาก เพราะได้รับงบประมาณจำนวนมาก และมีความคล่องตัวในการบริหารงานเหนือกว่า ยิ่งในภาวะการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โรงเรียนเอกชนใน จ.อุดรธานี มาขนนักเรียนใน จ.หนองคาย ไปหมด เพราะฉะนั้น จำนวนนักเรียนโรงเรียนของรัฐจึงลดลง เช่น ที่หนองคาย มีโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนจำนวนไม่ถึง 60 คน จำนวน 70 โรง นักเรียนต้องเร่งทำแผน 3 ปี เพื่อบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เพราะโรงเรียนขนาดเล็กเมื่อเทียบคะแนนโอเน็ตแล้ว ส่วนใหญ่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เพราะว่า 90% มีครูไม่ครบชั้น