สวัสดีตอนดึกเจ้า คุณเพชรน้ำหนึ่ง

            ขอบคุณตี้ตวยมาแอ่วแถมรอบ  ก็ดีเจ้าคือการล่องแพมันไปเอื่อยๆ ช้าๆ   แม้ว่าเรือลากจูงจะใช้เครื่องยนต์แต่ลากแพลำใหญ่ไปตามร่องน้ำ  จะตัดตรงกลางลำน้ำไม่ได้ตีวงแคบใกล้ฝั่ง  คนที่เคยไปล่องแพที่เมืองกาญจน์ กับล่องแพในแม่น้ำปิงจะรู้ถึงความแตกต่าง  เมืองกาญจน์แม่น้ำจะกว้างน้ำมาก   สองฟากฝั่งจะมีภูเขาสลับกับหมู่บ้านเป็นระยะ  แต่ล่องแพที่แม่น้ำปิงซึ่งเป็นแม่น้ำไหลจากภาคเหนืออยู่ที่สูงกว่า ลักษณะจะเป็นแม่น้ำแคบๆที่ไหลเซาะลงมาตามหุบเหวที่มีภูเขาสูงทั้งสองฟากฝั่ง ปราศจากบ้านเรือนประชาชน  มีแต่ภูเขาและป่าไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป  กลางวันจะร้อนแต่ยังดีมีลมหุบเขาพัดตลอด  ตอนที่เดินขึ้นจากแม่น้ำไปบนพระธาตุแก่งสร้อย  กว่าจะถึงบันไดก็เหนื่อยหอบกันแล้ว  และต้องเดินอย่างระวังกลัวจะไถลกลิ้งตกดอย  บางปีที่น้ำท่วมสูงถึงบันไดคนที่มาวัดก็สบายไม่ต้องเดินไกล  ตอนที่อยู่ตรงบันไดวัดมองลงไปเห็นแพจอดอยู่ลิิบๆด้านล่าง   แต่อีกฟากตรงหน้าเป็นภูเขาสูงเสียดฟ้าอีกลูกหนึ่งตระหง่านอยู่ใกล้ๆ....ไม่น่าเชื่อว่าเรามาถึงนี่ได้เพราะแม่้ำน้ำสายเล็กๆกั้นอยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสูงใหญ่สองฟาก  ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนภูเขามันค้ำอยู่บนหัวเรานี่เอง   นี่เราว่าขึ้นมาสูงสุดแล้วมีภูเขาอีกลูกที่สูงกว่าจุดที่เรายืนอยู่อีก  แต่ละคนก็คงนึกอัศจรรย์ใจเหมือนกัน  จึงไม่ทันเก็บภาพภูเขาที่สูงท่ามกลางหมอกมัวที่อยู่ตรงหน้าไว้   กว่าจะลงมาถึงแพได้ก็ต้องค่อยๆจับมือกันลงมา   ถึงแพโดยปลอดภัย 

                       

                                                  


                       การเดินทางขากลับก็ร้องเพลงกันมาตลอดทางสลับกับดูบรรยากาศข้างทาง  

ปิ๊กมาถึงบ้านได้คำถามว่า  ไหนว่าจะซื้อปลาแห้ง ...บ่ได้ปลาแห้งมาสักตั๋วเพราะบ่ได้บอกคนแพแวะแพปลา

เลยบ่มีปลาแห้งปิ๊กบ้้านสักคนเจ้า